วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บัญชีครัวเรือนสามารถสร้างอนาคตได้?


โดย นางกาญจนา ประสพศิลป์
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนชนอำเภอบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา

ปีงบประมาณ 2553 กรมฯได้จัดสรรงบประมาณโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ และดำเนินการในหมู่บ้านที่ข้าพเจ้าในรับผิดชอบ ตามโครงการจะต้องมีวิชาวางแผนชีวิตครัวเรือน ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ การจัดทำบัญชีครัวเรือนและการปรับความคิดที่จะดำรงชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจมายึดถือปฎิบัติ เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง การรู้จักความพอประมาณ ตามแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
.
การทำ “บัญชีครัวเรือน” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากและควรอย่างยิ่งในการลงมือทำ ทั้งนี้บัญชีครัวเรือนไม่ได้หมายถึง การทำบัญชี หรือบันทึกรายรับ-รายจ่ายประจำวันเท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมไปถึงการบันทึกข้อมูลด้านอื่นๆในชีวิต ในครอบครัว ฯลฯ เช่น บัญชีทรัพย์สิน บัญชีพันธุ์พืช บัญชีพันธุ์ไม้ในบ้าน ในชุมชนของเรา บัญชีความรู้ ความคิด บัญชีผู้รู้ในชุมชน เป็นต้น บัญชีครัวเรือนจึงหมายถึง บัญชีต่างๆ เรื่องราวต่างๆในชีวิตของเรา
.
ความสำคัญของการทำบัญชีครัวเรือน สามารถทำให้เรารู้อดีต-ปัจจุบัน-อนาคตได้ เหตุผลที่ทำไมเราต้องทำบัญชีครัวเรือน
1.ทำให้ตนเองและครอบครัวทราบรายรับ-รายจ่าย หนี้สิน และเงินคงเหลือในแต่ละวัน
2.นำข้อมูลการใช้จ่ายเงินในครอบครัว มาจัดเรียงลำดับความสำคัญของรายจ่าย และวางแผนการใช้จ่ายเงิน โดยพิจารณาแต่ละรายการในแต่ละวันว่ามีรายจ่ายใดที่มีความสำคัญมาก และรายจ่ายใดไม่จำเป็นให้ตัดออก เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภายในครอบครัวมีพอใช้ และเหลือเก็บเพื่อการออมทรัพย์สำหรับใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในอนาคต บัญชีครัวเรือนถือเป็นส่วนสำคัญในการปฎิบัติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
.
โดยยึดหลัก 3 ข้อ คือ การพอประมาณ ถ้ารู้รายรับ รายจ่าย ก็จะใช้แบบพอประมาณ มีเหตุผล รู้ว่ารายจ่ายใด จำเป็น ไม่จำเป็น และเมื่อเหลือจากใช้จ่ายก็เก็บออม นั่นคือภูมิคุ้มกันตัวเราและครอบครัว บัญชีครัวเรือนสามารถจัดทำได้หมด จึงนับว่ามีประโยชน์มาก
.
ข้อควรระวังในการจัดทำบัญชีครัวเรือน คือ ลืมบันทึกบัญชี ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการ บันทึก และส่งผลให้ไม่อยากบันทึก ต่อมาคือการเข้าใจผิดในรายการบัญชี ไม่เข้าใจรายการที่เป็นรายรับ จึงไม่ได้บันทึกบัญชี เช่น ลูกส่งเงินมาให้ พ่อ แม่ สำหรับใช้จ่ายทุกวันสิ้นเดือน แต่พ่อ แม่ไม่ได้บันทึกบัญชีรายรับ เนื่องจากเข้าใจว่าเงินที่ได้รับมานั้นไม่ได้เกิดจากการประกอบอาชีพของตนเอง หรือเข้าใจผิดรายการหนี้สินแต่บันทึกว่าเป็นรายรับ ทำให้ไม่ได้เก็บเงินไว้สำหรับจ่ายชำระหนี้ในอนาคต เช่น ยืมเงินจากเพื่อนบ้านมาใช้จ่ายภายในครอบครัวถึงแม้จะได้รับเงินมาแต่รายการดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นรายรับ เนื่องจากตนเองมีภาระผูกพันที่ต้องชดใช้ในอนาคต ซึ่งอาจต้องชดใช้เงินต้นพร้อมด้วยดอกเบี้ย จากสาเหตุดังกล่าวอาจทำให้ครอบครัววางแผนการใช้จ่ายเงินผิดพลาด
.
ส่วนข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่งคือ การเขียนชื่อรายการผิด การบันทึกตัวเลขผิด การบวกหรือการลบจำนวนเงินผิดอาจเกิดจากการลืมจดบันทึกรายการบัญชี หรือบันทึกรายการซ้ำๆกันหลายรายการ ปัญหาดังกล่าวแก้ไขโดยการคำนวณจำนวนเงินที่กระทบยอดเงินคงเหลือในบัญชี กับยอดเงินฝากธนาคาร แสดงว่าการจัดทำบัญชีถูกต้อง แต่หากกระทบยอดเงินทั้งสองไม่เท่ากัน อาจเกิดจากการบันทึกบัญชีผิดพลาด หรือเงินสดครอบครัวสูญหาย
.
มาตอนนี้คงรู้แล้วว่าการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมาก ยิ่งสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีเช่นนี้ อย่ามองข้ามการจัดทำบัญชีครัวเรือน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้วยผลที่ตามมาจะบ่งบอกได้ว่า ...ความมั่นคงในอนาคตของเรานั้นมีมากน้อยแค่ไหน?
.
เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนในฐานะที่ต้องส่งเสริม สนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนต่างๆ ควรจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องบัญชีครัวเรือน และบัญชี งบดุลอื่นที่จะต้องไปแนะนำส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าใจเพราะต้องตรวจสอบ ลงลายมือชื่อ ผ่านก่อนเบิกและพบว่าหลายกองทุนการทำงบดุลไม่ถูกต้อง..

โครงการแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านสนามช้าง


ชื่อ – นามสกุล นางสายสุนีย์ เสาวภาภรณ์
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ 08- 1686- 5532
ชื่อเรื่อง โครงการแปรรูปเนื้อสัตว์บ้านสนามช้าง
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ ส่งเสริมอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2543
สถานที่ บ้านสนามช้าง หมู่ที่ 4 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า
จังหวัดฉะ เชิงเทรา
.
เนื้อเรื่อง
ในปี พ.ศ. 2540 ข้าพเจ้า นางสายสุนีย์ เสาวภาภรณ์ ได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติ ราชการในตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน ระดับ 5 ณ. สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และได้รับการแต่งตั้งเป็นพัฒนากรผู้ประสานงานตำบลเสม็ดใต้, ตำบลบางสวนและตำบลสาวชะโงก เมื่อข้าพเจ้าได้ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ ตำบลเสม็ดใต้ และศึกษาข้อมูลของ บ้านสนามช้าง หมู่ที่ 4 ตำบลเสม็ดใต้ ได้ข้อมูลดังนี้
.
สภาพทั่วไปของของหมู่บ้าน สนามช้าง เป็นที่ราบลุ่ม อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอบางคล้า ระยะทาง 13 กม. เป็นถนนลาดยาง ทุกครัวเรือนใช้ไฟฟ้า มีร้านค้าขาย จำนวน 35 ร้าน ประชาชนใช้น้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติในการทำ การเกษตร เช่นคลองลำผักชี, คลองวังซุง มีพื้นที่ทั้งหมดจำนวน 3,678 ไร่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจำนวน 249 ครัวเรือน จำนวนประชากร 612 คน แยกเป็นชาย 309 คน เป็นหญิง 303 คน ลักษณะบ้านเรือนจะอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่ม
.
ประชาชนมีอาชีพต่างๆดังนี้
1. อาชีพทำสวนผลไม้ จำนวน 23 ครัวเรือน ใช้พื้นที่ทำสวน 170 ไร่
2. อาชีพทำสวนผัก จำนวน 5 ครัวเรือน ใช้พื้นที่ 40 ไร่
3. อาชีพเลี้ยงปลา และเลี้ยงกุ้ง จำนวน 18 ครัวเรือน ใช้พื้นที่ ครัวเรือนละ 15 ไร่
4. อาชีพรับจ้างและทำงานโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 167 ครัวเรือน

จากการสำรวจข้อมูลบ้านสนามช้าง พบว่ารายได้ทางด้านเศรษฐกิจชุมชน มีปัญหาลำดับแรก ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทางด้านการเกษตร ในหมู่บ้านมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี ที่จบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย จะออกมาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ อาชีพทางการเกษตรที่พ่อแม่ทำไว้จะไม่มีใครสนใจทำต่อ โดยสาเหตุดังนี้
1. อาชีพเดิมต้องลงทุนส่วนตัว เสี่ยงต่อการขาดทุนเพราะราคาผลผลิตไม่แน่นอน
2. ต้องเป็นหนี้ธนาคารหรือนายทุน เพื่อนำเงินมาลงทุนซื้อวัตถุดิบ
3. ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลผลิต ทุนเดิมที่มีอยู่ก็จะหมดไป
4. ต้องใช้แรงงานตนเอง ไม่มีเวลาให้กับสังคม
.
เมื่อเด็กเยาวชนเข้าสู่ระบบโรงงานอุตสาหกรรม หมู่บ้านจะมีคนสูงอายุที่ไม่ได้ทำงานอยู่เฝ้าบ้าน ส่วนคนวัยกลางคนทั้งชาย และหญิง ก็จะทำงานอาชีพการเกษตรเดิม คือ การเลี้ยงกุ้ง กุลาดำ กุลาขาว กุ้งกรามก้าม เลี้ยงปลาเบญจพันธ์ เลี้ยงวัว รับซื้อเนื้อสุกร และทำสวนมะม่วง ทำให้การทำอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย
ผู้นำองค์กรสตรีจึงรวมตัวกัน เพื่อจะแก้ไขปัญหาให้กับครอบครัว โดยการฝึกอบรมอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ข้าพเจ้าได้เข้าไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการพัฒนาสตรี จึงได้รับทราบปัญหาและความต้องการ จึงได้เสนอให้รวมกลุ่มและส่งรายชื่อที่ประสงค์จะฝึกอบรมอาชีพ พร้อมตั้งชื่อกลุ่ม ว่า กลุ่มสตรีแปรรูปเนื้อสัตว์ และได้ ทำโครงการฝึกอบรมอาชีพแปรรูปเนื้อสัตว์ บ้านสนามช้าง เพื่อของบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ จำนวน 20,000 บาท และทำหนังสือขอรับการสนับสนุน วิทยากรจาก วิทยาลัยสารพัดช่างฉะเชิงเทรา และได้ดำเนินการฝึกอบรม เมื่อวันที่ 25 – 29 กันยายน 2543 โดยใช้สถานที่ โรงครัววัดสนามช้างเป็นสถานที่ฝึกอบรม มีคณะกรรมการพัฒนาสตรี ทั้งหมด 6 หมู่บ้านจำนวน 40 คน โดยวิทยากร ได้สอน ทำกุนเชียง ไส้กรอกอีสาน แคปหมู แหนมเนื้อหมูและซี่โครงหมู หมูหยอง หมูแผ่น หมูสวรรค์ หมูกรอบและหมูแดง
.
หลังจากปิดการอบรมแล้ว สมาชิกกลุ่ม นำความรู้ไปประกอบอาชีพ ทำแคปหมู ส่งตามร้านขายก๊วยเตี๋ยว ร้านขายของชำทั่วไป จำนวน 2 ราย สมาชิกบางคนได้ไปฝึกทักษะเพิ่มโดยการทำหมูยอ ปลายอ และไก่ยอ ต่อมาความต้องการของตลาดลดลง จึงขยายการผลิตเพิ่มผลผลิตเป็น ปลาซิวแก้ว และได้จดทะเบียน เป็นผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP ) ในปี พ.ศ. 2549 ได้สมัครคัดสรร ได้ระดับ 3 ดาว ปี พ.ศ. 2551 สมัครคัดสรร ได้ระดับ 4 ดาว
.
บันทึกขุมความรู้( Knowledge Assets )
- การสำรวจข้อมูลของหมู่บ้าน
- การประชุมกับองค์กรสตรี ได้ทราบปัญหาและความต้องการ
- การจัดทำโครงการ เพื่อของบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบล
- การจัด ทำหนังสือขอรับการสนับสนุน วิทยากรจาก วิทยาลัยสารพัดช่างฉะเชิงเทรา
- การฝึกอบรมทำอาหารที่เป็นการถนอมอาหารไว้ได้นาน
- การขยายผลจากความคิดริเริ่มของกลุ่มที่รับความรู้ไป และไปขยายความรู้เริ่ม
จากการทำ หมูยอ ปลายอ ไก่ยอ
- การขยายผลต่อจากเดิม โดยการนำปลาซิวมาทอดปรุงรสให้ได้ตามที่ตลาด
ต้องการ และตั้งชื่อว่า ปลาซิวแก้ว
- การขอรับรองมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน มผช. , อย.
- การขยาย โอกาสทางการตลาด
- การจดทะเบียนเป็นสินค้า OTOP
.
แก่นความรู้ ( Core Competencies )
- ศึกษาปัญหา รับทราบข้อมูล
- ประชุมกลุ่มเพื่อปรึกษาหาแนวทาง
- การดำเนินการหางบประมาณ และวิทยากร
- การดำเนินงานปฏิบัติจริง
- การขยายโอกาสของผลิตโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์
.
กลยุทธ์ในการทำงาน
1.ศึกษาปัญหา รับทราบข้อมูล
ก่อนการดำเนินงาน ได้ศึกษาข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบตำบล เช่น ปลัดอบต. เกษตร สาธารณสุข และจากผู้นำองค์กร เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ประธานสตรี ผู้นำ อช. และจากข้อมูลทั่วไปของแผนชุชน
2. ประชุมกลุ่มเพื่อปรึกษาหาแนวทาง
ดำเนินการเรียกประชุมสมาชิกสตรี ที่มีปัญหาและมีความต้องการในการฝึกอาชีพ เพื่อจะได้คนที่จะอบรมอย่างแท้จริง ศึกษาแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
3. การดำเนินงานหางบประมาณและวิทยากร
โดยการประสานกับองค์การบริหารส่วนตำบล ทำโครงการของงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฝึกอบรม และประสานทางวิทยาลัยสารพัดช่างฉะเชิงเทรา เพื่อขอวิทยากรที่มีความชำนาญมาเป็นผู้สอน
4. การดำเนินงานปฏิบัติจริง
ผู้เข้ารับการฝึกอบรม รู้ขั้นตอนการสอน ทำอาหารแต่อย่างได้อย่างถูกต้อง สามารถนำไปทำให้ครอบครัวรับประทาน หรือจำหน่ายสร้างรายได้
5. การขยายโอกาสทางการผลิตโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์
กลุ่มได้ขยายการผลิตเพิ่มผลผลิตเป็น ปลาซิวแก้ว และได้จดทะเบียน เป็นผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP ) ในปี พ.ศ. 2549 ได้สมัครคัดสรร ได้ระดับ 3 ดาว ปี พ.ศ. 2551 สมัครคัดสรร ได้ระดับ 4 ดาว

โครงการแก้ไขปัญหาความความยากจนแก้จนได้หรือ


ชื่อ-นามสกุล นายสมเกียรติ คำแพ่ง
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางคล้า
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก 089-5240187
ชื่อเรื่อง โครงการแก้ไขปัญหาความความยากจนแก้จนได้หรือ
การแก้ปัญหาเกี่ยวกับ ความยากจน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2536
สถานที่ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

เนื้อเรื่อง
เมื่อปี พ.ศ.2536 ข้าพเจ้ารับราชการอยู่ที่อำเภอบางปะกง และรับผิดชอบตำบลสองคลอง เป็นปีแรกที่มีโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ซึ่งทั้งอำเภอบางปะกง มีหมู่บ้านที่ได้รับงบประมาณ 1 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 8 บ้านคลองขุดใหม่ ตำบลสองคลอง ซึ่งข้าพเจ้ารับผิดชอบ
หลังจากที่ข้าพเจ้ารับทราบ ต้องยอมรับว่าหนักใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการที่กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน ดำเนินการโดยให้งบประมาณ หมู่บ้านละ 280,000 บาท เป้าหมายคือให้คนที่ยากจนยืมเงินกองทุนฯ นำไปประกอบอาชีพ โดยไม่มีดอกเบี้ย ระยะให้ยืมเป็นเวลา 1 ปี แล้วนำมาคืน ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทำลำบากน่ะ
.
งานที่ทำ ย่อมท้าทาย ความสามารถเสมอ ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. 2536 ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการโครงการแก้ปัญหาความยากจน จำนวน 7-9 คน เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นบุคคลเป้าหมายลำดับต้น ๆ ที่จะทำให้โครงสำเร็จหรือล้มเหลว
.
ก่อนที่งบประมาณจะลงมาไม่นาน หมู่ 8 บ้านคลองขุดใหม่ ต.สองคลอง ผู้ใหญ่บ้านหมดวาระลง ต้องทำการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านใหม่ ข้าพเจ้าได้เป็นกรรมการในการเลือกผู้ใหญ่บ้านครั้งนั้นด้วย
.
เป้าหมายได้เปิดเผยตัวแล้ว ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นคนหนุ่มไฟแรง ข้าพเจ้าเริ่มทำความคุ้นเคย และสนิทสนม กับคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการโครงการฯโดยตำแหน่งเริ่มพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการถึงโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งจะได้รับงบประมาณ 280,000 บาท และหาแนวทางในการดำเนินงานโครงการ โดยยึดระเบียบฯ และได้ประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อเลือกคณะกรรมการกองทุน กข.คจ. และเสนอรายชื่อให้อำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฯ และชี้แจงให้คณะกรรมการได้ทราบถึงบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน และร่วมกับคณะกรรมการกองทุนฯ และ คปต.ในยุคนั้นกำหนดขั้นตอนและแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจน โดยยึดระเบียบเป็นหลัก
.
ขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ปี 2536
ขั้นตอนที่ 1
1.คณะกรรมการกองทุนฯ ร่วมกับ คปต. พิจารณากำหนดครัวเรือนยากจน
2. ครัวเรือนเป้าหมายตามโครงการ กข.คจ. หมายถึง ครัวเรือนครัวเรือนในหมู่บ้านเป้าหมายที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/คน/ปี ณ ปีที่ได้รับงบประมาณ ซึ่งต้องจัดทำบัญชีเรียงลำดับจากน้อยไปหามากจนครบทุกราย
3. ครัวเรือนที่มีสิทธิ์ยืมเงินตามโครงการต้องมีชื่อในบัญชีรายชื่อตามข้อ 2
4. การหมุนเวียนเงิน ให้ครัวเรือนเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยืม ได้ยืมก่อนที่จะมีการให้ยืมซ้ำ
5. การจ่ายเงินยืมให้ครัวเรือน ให้จ่ายโดยเช็คสั่งจ่ายหรือโอนเข้าบัญชีเงินฝากของครัวเรือนและจ่ายให้ครั้งเดียวครบจำนวนที่อนุมัติให้ยืม ห้ามไม่ให้จ่ายผ่านบุคคลอื่น
6. พิจารณาเลือกอาชีพของครัวเรือนให้เลือกโดยอิสระ ปราศจากการบีบบังคับหรือครอบงำทางความคิดและมีความเป็นไปได้
.
ขั้นตอนที่ 2
2.1 การจัดทำโครงการ ครัวเรือนเป้าหมายโดยการสนับสนุนของ คณะกรรมการกองทุน และ คปต. พิจารณาเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่ ความรู้ความสามารถ และความต้องการของครัวเรือน เพื่อเสนอเป็นโครงการ ได้แก่ อาชีพทางด้านเกษตร เช่น เลี้ยงสัตว์ เพาะปลูก การประมง ด้านอุตสาหกรรม เช่น หัตถกรรม การทอผ้า ลงทุนค้าขาย อาชีพด้านช่างต่างๆ ตลอดจนอาชีพอื่นๆ ที่ กรรมการเห็นชอบ ข้อห้ามในการใช้เงินกองทุน ห้ามไปใช้หนี้เดิมที่มีอยู่,บูรณะซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ห้ามนำไปใช้จ่ายในครอบครัว (ในชีวิตประจำวัน)
.
ขั้นตอนที่ 3 การเสนอและอนุมัติโครงการ
3.1 ให้หัวหน้าครอบครัวหรือผู้แทนซึ่งมีสิทธิ์ขอรับเงินตามโครงการยื่นเอกสาร
- แบบเสนอโครงการของครัวเรือนเป้าหมาย (แบบ กข.คจ.7)
- แบบคำขอยืมเงิน (แบบ กข.คจ.)
- สัญญายืมเงิน (แบบ กข.คจ.9)
3.2 ให้คณะกรรมการฯ ปรึกษา คปต. ตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสาร และพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ประกอบการพิจารณาอนุมัติโครงการและให้เลขานุการคณะกรรมการฯ แจ้งให้อำเภอทราบ
3.3 ให้คณะกรรมการกองทุนเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจและแจ้งหมายเลขบัญชีให้อำเภอทราบเพื่อรับเงินโอนตามโครงการ
3.4 การจ่ายเงินให้ครัวเรือนเป้าหมายให้จ่ายเป็นเช็คหรือโอนเงินเข้าบัญชีครัวเรือนเป้าหมายซึ่งให้เปิดบัญชีใหม่ไว้ .
ขั้นตอนที่ 4 การคืนเงิน
4.1 การใช้คืนเงินยืมให้เป็นไปตามแผนการใช้เงินยืมของคณะกรรมการกองทุนโดยในปีแรกให้ใช้คืนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนปีต่อไปให้ใช้คืนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
4.2 ให้เลขานุการ คปต.(พัฒนากร) ร่วมกับ คณะกรรมการกองทุนติดตามช่วยเหลือการประกอบอาชีพของครัวเรือนเป้าหมาย
4.3 ให้คณะกรรมการกองทุนจัดทำบัญชี ทะเบียนต่างๆ ให้เป็นปัจจุบันและรายงานผลการชำระเงินยืมและภาวะหนี้สินครัวเรือนเป้าหมายให้อำเภอทราบ
4.4 ให้คณะกรรมการนำเงินชำระคืนจากครัวเรือนเป้าหมายฝากเข้าบัญชีฯหมู่บ้าน ภายใน 3 วันทากรก่อนพิจารณาเงินยืมในรอบต่อไป
4.5 คณะกรรมการกองทุนต้องจัดประชุมครัวเรือน หลังจากรับคืนเงินยืมภายใน 7 วัน เพื่อแจ้งครัวเรือนเสนอโครงการยืมเงินในรอบต่อไป พร้อมแสดงหลักฐานการนำเงินคืนฝากธนาคารต่อที่ประชุม
.
บันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets)
- คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.
- ครัวเรือนเป้าหมาย
- ประชุมคณะกรรมการกองทุน กข.คจ. สร้างความรู้ความเข้าใจ โครงการ กข.คจ.
- อาชีพต่าง ๆ ที่สามารถนำเงินโครงการไปใช้ได้ เลือกโดยอิสระ
- ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ร่วมกับ คปต. พิจารณากำหนดครัวเรือนในหมู่บ้านที่มีรายได้ เฉลี่ยต่ำกว่า 150,000 บาท/คน/ปี (ปี 2536)
- จัดทำบัญชีเรียงลำดับครัวเรือนเป้าหมายจากน้อยไปหามาก
.
แก่นความรู้ (Core Competemcies)
1. ศึกษาระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วย การบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ปัญหาความยากจน พ.ศ. 2536
2. การจัดทำเอกสารต่าง ๆ
- บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ
- การชี้แจงด้วยความรอบคอบเป็นธรรม
- การจัดทำโครงการ
- การพิจารณาโครงการ
- การอนุมัติโครงการ
- การติดตามความช่วยเหลือ การประกอบอาชีพของครัวเรือนเป้าหมาย
- การคืนเงินยืม และเร่งรัดการชำระคืนเงินยืมให้เป็นไปตามกำหนด
- การจัดทำบัญชี และ ทะเบียนเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- งานประสบผลสำเร็จ รู้สึกเกิดความเชื่อมั่นในการทำงาน
.
กลยุทธ์ในการทำงาน
เมื่อร่วมกับคณะกรรมการกองทุนฯ ศึกษาระเบียบชัดเจนแล้ว ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางปฏิบัติเป็นของหมู่บ้าน และร่วมกันหา”จุดอ่อน” ของโครงการ กข.คจ. เพื่อป้องกันความล้มเหลวในภายหน้าและโครงการฯ โดยสรุปจากคณะกรรมการมีจุดอ่อน ดังนี้
1. เงินให้คนยากจน(มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท) ยืมไปประกอบอาชีพ ต้องขีดเส้นใต้ คำว่า ”ยากจน”
2. สัญญายืมเงิน ไม่มีคนค้ำประกัน ถ้าเสียชีวิตหรือย้ายที่อยู่จะทำอย่างไร
3. เงินไม่มีดอกเบี้ย แล้วการบริหารงานของคณะกรรมการกองทุน กข.คจ. จะนำเงินมาจากไหน
4. การคืนเงินยืมปีแรก อย่างน้อย 1 ครั้ง ส่วนปีต่อไปให้ใช้คืนปีละ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากแก่คณะกรรมการ และการควบคุมการเงินโครงการ
5. การประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ไม่มีการกำหนดการประชุมอย่างชัดเจน
.
เมื่อได้จุดอ่อนของโครงการฯแล้ว ทั้ง 5 ประเด็นคณะกรรมการเริ่มแลกเปลี่ยน และได้ข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการว่า คนยากจน (คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท) ปี 2536 ที่จะยืมเงินโครงการได้นั้นต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. เป็นคนขยัน ขันแข็ง ในการประกอบอาชีพ
2. สุขภาพแข็งแรง
3. ไม่เล่นการพนัน หรือ ติดอบายมุข
4. ยืมเงินไปประกอบอาชีพตามที่เสนอโครงการจริง เช่น ยืมเงินไปเลี้ยงปลา ต้องมีบ่อเลี้ยงปลา, ค้าขาย ต้องมีร้านค้า หรือ ซื้อของมาขายเพิ่ม
5. คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยืมเงิน
6. ต้องประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่
7. ไม่เล่นพรรคเล่นพวก
.
สัญญายืมเงิน
คนยืมเงินจะต้องจับกลุ่ม 3 คน จัดทำสัญญายืมเงิน 3 ชุด ตามระเบียบฯ (ไม่มีดอกเบี้ย)
เงินไม่มีดอกเบี้ย
1. จัดทำสัญญาเงินกู้กับคณะกรรมการกองทุน กข.คจ. จำนวน 2 ฉบับ โดยมีคนค้ำประกัน 2 คน (มีเงินบำรุงกลุ่มตามที่คณะกรราการกองทุน กข.คจ. กำหนด) และให้ผู้กู้ 1 ฉบับ คณะกรรมารกองทุนฯ เก็บไว้ 1 ฉบับ
2. คณะกรรมการกำหนดเงินบำรุงกลุ่ม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ

สวัสดิการกองทุนหมู่บ้าน


ชื่อ - นามสกุล นายชวลิต ศิริวัฒนโยธิน
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทราเบอร์ที่โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก 038-825513
ชื่อเรื่อง สวัสดิการกองทุนหมู่บ้าน
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ การบริหารจัดการสวัสดิการของกองทุนหมู่บ้านเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2548
สถานที่ หมู่ที่ 6 ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

เนื้อเรื่อง
ในปี พ.ศ. 2544 รัฐบาลได้มีนโยบายสนับสนุนให้หมู่บ้านทุกหมู่บ้านได้บริหารจัดการเงินทุน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งทุน โดยประชาชนในหมู่บ้านเป็นผู้กำหนดทิศทางการบริหารจัดการเงินทุนที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล เป็นเงิน 1,000,000 บาท บ้านลาดบัวขาว หมู่ที่ 6 ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ยังได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานในระดับ AAA ได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มอีก 100,000 บาท คณะกรรมการกำหนดระเบียบของหมู่บ้านให้สมาชิกกองทุนทุกคน ฝากเงินสัจจะทุกวันที่ 8 ของเดือน
ปี 2548 ข้าพเจ้าได้รับผิดชอบเป็นพัฒนากรผู้ประสานงานตำบลหัวไทร สมาชิกกองทุนได้มีการสอบถาม เรื่องการการบริหารจัดการเงินรายได้ของกองทุน ในแต่ละรอบปี มีการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส ซึ่งมีรายได้ต่อปี ประมาณ 150,000 บาท ทำไมสมาชิกจึงไม่ได้รับประโยชน์จากเงินดังกล่าว คณะกรรมการนำเงินไปใช้จ่ายในด้านใด ไม่มีการชี้แจงให้สมาชิกทราบให้ละเอียด
จากการสอบถามข้อมูลกับคณะกรรมการกองทุนและสมุดบันทึกต่างๆของกองทุน ตลอดจนงบดุล ผลการดำเนินงานรอบปีที่ผ่านมา กองทุนได้มีการจดบันทึกไว้ในรายงานการประชุมประจำเดือนทุกเดือน กรรมการที่มีหน้าที่จัดทำบัญชี รับ-จ่ายเงิน ได้ขอลาออกจากการเป็นกรรมการ แต่ยังเป็นสมาชิกกองทุน
บันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets)
- การบริหารงานของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน
- การจัดทำระเบียบข้อบังคับกองทุนหมู่บ้าน
- การประชุมสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน
- การจัดทำทะเบียนคุมต่างๆ

แก่นความรู้ (Core Competencies )
- ศึกษาปัญหา รับทราบข้อมูล
- ติดตาม ตรวจสอบข้อมูลที่มีการบันทึกไว้
- ประชุม ชี้แจง สร้างความเข้าใจ
- แก้ไขปัญหาสัมฤทธิ์ผล สมาชิกพึงพอใจ

กลยุทธ์ในการทำงาน
1.ศึกษาปัญหา รับทราบข้อมูล
ก่อนดำเนินการ ได้มีการตรวจสอบข้อมูลการดำเนินงานของคณะกรรมการกองทุน ทะเบียนสมาชิก สมุดคุมเงินฝากธนาคาร สมุดบันทึกการประชุม เป็นต้น เพื่อต้องการทราบว่ารายได้ของกองทุนในแต่ละปี มีการเบิกใช้จ่ายตามระเบียบข้อบังคับของกองทุนหมู่บ้านหรือไม่ อย่างไร , มีหลักฐานการใช้จ่ายเงิน หรือไม่ เปรียบเทียบกับรายได้ ถูกต้องตรงกันหรือไม่

2.ปรึกษาหารือ
นำข้อมูลที่ได้รับ เข้าประชุมคณะกรรมการกองทุนประจำเดือน ให้คณะกรรมการรับทราบ และวางแนวทางการดำเนินงานในรอบปีต่อไป ซึ่งในวันประชุมคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการจัดทำบัญชี รับผิดชอบการใช้จ่ายเงิน ได้ขอลาออกจากการเป็นกรรมการก่อนที่จะมีการประชุม

3.หาข้อยุติ
กรรมการกองทุนได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานกองทุน โดยให้มีการจัดทำบัญชีรายรับ-จ่าย กองทุน เป็นประจำทุกเดือน และรายงานให้ที่ประชุมกรรมการทราบ การจัดสวัสดิการได้กำหนดระเบียบที่กองทุนสามารถปฏิบัติได้ การจัดสรรรายได้ของกองทุนได้กำหนดตามระเบียบของกองทุน ดังนี้
1) เป็นเงินสมทบกองทุน ร้อยละ 10
2) เป็นเงินประกันความเสี่ยง ร้อยละ 15
3) เป็นเงินเฉลี่ยคืนผู้กู้ ร้อยละ 10
4) เป็นเงินค่าตอบแทนกรรมการ ร้อยละ 15
5) เป็นเงินสวัสดิการ ร้อยละ 60
ในการจัดสวัสดิการสมาชิก มีการจ่ายสวัสดิการเป็นค่ารักษาพยาบาล (คนไข้ใน คืนละ
400 บาท ไม่เกิน 10 คืนต่อปี) เป็นค่าฌาปนกิจศพสมาชิก รายละ 5,000 บาท เป็นค่าตอบแทนการทำงานของกรรมการทุกวันที่ 8 ของเดือน เป็นเงิน 3,600 บาท/เดือน เป็นเงินสวัสดิการในการทำประกันชีวิตของสมาชิก เป็นค่าใช้จ่ายสวัสดิการสมาชิกในการประชุม ค่าใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการสมาชิกกองทุนอื่นๆ กรรมการจะประชุมพิจารณาทุกเดือน ในจำนวนเงินวงเงินไม่เกินร้อยละ 60 ของรายได้ กรรมการจัดทำรายงานสรุปต่อที่ประชุมสามัญประจำปี (ทุกวันที่ 8 มกราคม ทุกปี) จากการประชุมสามัญประจำปี 2549 เป็นต้นมา ไม่มีข้อโต้แย้งจากสมาชิกกองทุน สมาชิกส่งเงินฝากสัจจะทุกวันที่ 8 ของเดือน ครบ 100% สมาชิกส่งคืนเงินกู้กองทุนและเงินกู้สัจจะ ตรงเวลาตามสัญญา สร้างความมั่นคง ยั่งยืนให้กับกองทุน

4. ชี้แจงด้วยความสุขุม รอบคอบ และเป็นมิตร
เมื่อมีการกำหนดแนวทางการจัดสวัสดิการสมาชิกกองทุน กรรมการกองทุนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน จะได้เข้าใจตรงกันเมื่อสมาชิกสอบถาม จะได้ตอบได้ถูกต้องตรงกัน กรรมการกองทุนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ และพึงพอใจตามที่ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

5. สร้างความพึงพอใจ
สร้างความพึงพอใจร่วมกัน ระหว่างกรรมการกองทุนกับสมาชิกกองทุน ทุกฝ่ายเปิดเผย โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกเวลา

6. งานสัมฤทธิ์ผล รู้สึกเป็นสุข
คณะกรรมการกองทุนและสมาชิกมีความรู้ความเข้าใจในการจัดระบบสวัสดิการชุมชน ด้วยการบริหารจัดการของตนเอง ได้รับประโยชน์ร่วมกัน มีความพึงพอใจซึ่งกันและกัน

กฎระเบียบ แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง พ.ศ.2547
- ระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ว่าด้วย การจัดตั้ง การบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2551 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) พ.ศ. 2552
- ระเบียบข้อบังคับกองทุนหมู่บ้านลาดบัวขาว หมู่ที่ 6 ตำบลหัวไทร

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พากิน พาเที่ยว ตลาดน้ำบางคล้า เมืองแปดริ้ว


ชื่อ - สกุล นายปรีชา ลีรัตนชัย
ตำแหน่ง พัฒนาการอำเภอบางคล้า
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางคล้า
เบอร์โทรศัพท์ 08-9533-9967
ชื่อเรื่อง พากิน พาเที่ยว ตลาดน้ำบางคล้า เมืองแปดริ้ว
การแก้ปัญหาเกี่ยวกับ เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2551 - ปัจจุบัน
สถานที่ หน้าที่ว่าการอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

เนื้อเรื่อง
นักช๊อป นักชิมเคยไป ตลาดน้ำเนินสะดวก , ตลาดน้ำดอนหวาย , ตลาดน้ำอัมพวา ฯลฯ แต่วันนี้ขอเชิญมาเที่ยวตลาดน้ำบางคล้ากันบ้างนะครับ
.
เมื่ออาทิตย์ก่อนนู๊น ผมพาคณะจาก กทม. ไปเที่ยว ตลาดน้ำบางคล้าโดยขึ้นทางด่วนมอเตอร์เวย์ กทม. - ชลบุรี ลงที่บางปะกง ตรงไปบางคล้า อีก 42 กม. สังเกตเป็นป้ายตลาดน้ำ บางคล้า ซ้ายมือ ตลอดเส้นทางจนถึงตลาดน้ำหน้าที่ว่าการอำเภอบางคล้า
.
ตลาดน้ำบางคล้า เมื่อก้าวลงแพจะพบกับแม่ค้าน่ารักมาก อาหารอร่อยใหม่ๆ ร้อน ๆ ผมและคณะมีโอกาส ได้ทานก๋วยเตี๋ยวผัดไทแม่บุญมี , ซาลาเปาคุณป้อม , ผลไม้ดองสวนเนรัญชรา , น้ำตาลสดปากน้ำ และทานขนมถั่วแปบแป้งสดร้านคุณนิ อร่อยมากๆ และที่ลืมไม่ได้คือ กุ้งแม่น้ำเผา , ปลาช่อนอบเกลือ และอีกหลายอย่างสุดจะบรรยาย
.
ต่อจากนั้นพาเที่ยว วัดโพธิ์บางคล้า ค้างคาวแม่ไก่หลายแสนตัว เคยมีผู้ทำวิจัย ปรากฏว่าค้างคาวตัวเมียมากกว่าตัวผู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่นับเท่าไรก็ไม่ถ้วน จึงอุปโหลกว่ามีมากที่สุดในโลก
.
หน้าอำเภอบางคล้า เป็นเกาะลัดทะเลน้ำจืด 8 เดือน น้ำเค็ม 4 เดือน เนื้อที่ 2,800 ไร่ มีบ้านคหบดีระดับชาติ เช่น พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ , ดร.โภคิน พลกุล , ดร.สาวิตร โพธิวิหค , พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก พร้อมทั้งที่พัก บังกะโล , รีสอร์ท และโฮมสเตร์มากมาย ตลาดเก่า ตลาดน้ำ ตลาดร้อยสิบปี ท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ อนุสาวรีย์และ สถูปเจดีย์พระเจ้าตากสิน อาหารหลากรส แหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ เอกลักษณ์ท้องถิ่นตามสายน้ำบางปะกง ทัศนียภาพสวยงามริมฝั่งบางปะกงมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์ประกอบด้วยต้นจาก , ต้นลำพู และชมหิ่งห้อยยามค่ำคืน
.
หม่อมราชวงศ์ ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เป็นผู้ปลุกกระแสการนำเที่ยว ตลาดน้ำบางคล้าจนติดตลาดไปแล้ว ปัจจุบันมีร้านค้า 197 แห่ง บรรยากาศร่มรื่น มีร้านค้าขายของที่ระลึก อาหาร ผลไม้ท้องถิ่นสุดพรรณนา ซึ่งเหล่านี้เป็นที่มาของบทบาทนักพัฒนาชุมชนคนบางคล้าที่ร่วมดำเนินการกับหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ยากที่จะลืมเลือน

การปรับตนเองเพื่อการทำงานอย่างมีความสุข


ชื่อ-นามสกุล นางสาวอัจฉรา เขียวภักดี
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ชื่อเรื่อง การปรับตนเองเพื่อการทำงานอย่างมีความสุข
วันที่บันทึกความรู้ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คนเรามักต้องพบเจอการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ เรื่อง และเรื่องที่สำคัญประการหนึ่งของการดำเนินชีวิตของเราก็คือ การทำงาน ซึ่งแต่ละคนอาจต้องโยกย้ายหรือมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงานบ่อยๆ การรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และการรู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งเราคงไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ทั้งหมด แต่เราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองได้ โดยการรู้จักปรับตัวของเราเอง แต่อาจมีบางคนที่ไม่สามารถที่ปรับตัวเองให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และกับการทำงานใหม่ได้ ซึงอาจมีสาเหตุมาจากหลายๆ อย่าง เช่น

· ความเคยชิน : เคยชินกับงานทำงานแบบเดิม สถานที่เดิม และ เพื่อนร่วมงานเดิม จนติดเป็นนิสัย
· ความขี้เกียจ : อาจต้องรับภาระงานที่หนักขึ้น หรืองานที่ไม่อยากทำ ทำให้เกิดความเกียจคร้าน
· ความกังวล : การคิดอะไรไปก่อนที่จะมันจะเกิดขึ้นจริงๆ ทำให้เกิดความกังวล ว่าไม่สามารถที่จะทำได้
· การมีทัศนคติที่ไม่ดี : การมีความคิดต่องานในด้านลบ มีอคติต่องาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่คนเราควรต้องปรับให้ได้ก่อนสิ่งอื่นๆ

สิ่งที่เราต้องทำเป็นอย่างแรกในการปรับตนเองเพื่อการทำงานอย่างมีความสุขคือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ ปรับเปลี่ยนความคิดของเราที่มีต่องานใหม่ ดังคำกล่าวที่ว่า “เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน” และเมื่อเราสามารถที่จะเปลี่ยนความคิดของเราได้แล้ว การปรับเปลี่ยนสิ่งอื่นๆ ก็จะสามารถทำได้โดยง่าย ในการทำงาน ที่ใหม่ หรือเริ่มงานใหม่สิ่งที่เราต้องพบเจอ และต้องปรับตนเองนั้น อาจแบ่งได้ ดังนี้

1. การปรับตัวกับงานใหม่ : บางคนอาจได้รับมอบหมายให้ทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นเราควรเตรียมตัวให้พร้อมที่จะปรับตัวให้สามารถทำงานใหม่ได้ โดยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม สอบถามจากผู้ที่มีความชำนาญในงานนั้น และตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ

2. การปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน: การเข้าไปทำงานที่ใหม่เราต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นๆที่ทำงานอยู่ก่อนหน้า ด้วยการเข้าไปพูดคุยทำความรู้จัก ช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือ และขอคำปรึกษาในการทำงานต่างๆ ในขณะเดียวกันหากเราเป็นพนักงานเก่าเราก็ย่อมต้องรู้จักปรับตนเองให้เข้ากับคนใหม่ด้วย โดยการให้คำปรึกษา และสอนงานแก่คนใหม่ โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพราะคนใหม่อาจมีประสบการณ์ในที่ทำงานเก่าที่จะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับงานที่ทำอยู่


3.การปรับตัวเข้ากับหัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา : คนเราอาจต้องปรับเปลี่ยนนิสัยการทำงานให้เข้ากับหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาเพื่อให้งานที่ทำประสบผลสำเร็จ ซึ่งหัวหน้าบางอาจเป็นคนเป็นคนทำงานละเอียด รอบคอบ บางคนอาจจะเน้นการทำงานที่รวดเร็วทันใจ ดังนั้นเราต้องรู้จักสังเกตลักษณะการทำงาน และรูปแบบการทำงานของหัวหน้าว่าเป็นอย่างไร และปรับตัวให้เข้ากับหัวหน้า มิใช่รอให้หัวหน้าปรับตัวเข้าหาลูกน้องเพียงอย่างเดียว

4. การปรับตัวกับสถานที่ทำงานใหม่ : บางคนต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงานจากเดิม จากหน้ามือเป็นหลังมือ การปรับตัวของเราต้องรู้จักคิดในแง่บวก เลือกที่จะมองหาข้อดีของสิ่งต่างๆ เพื่อจะได้อยู่อย่างมีความสุข เช่น เดิมอยู่ในเมือง ต้องมาอยู่ชนบท ก็ให้คิดว่าในเมืองมีแต่มลพิษ ชนบทอากาศดีทำให้สุขภาพดี เดิมทำงานในห้องแอร์ ต้องมาอยู่ห้องพัดลม ก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ใหม่ เดิมทำงานกับคอมพิวเตอร์ แต่ต้องมาทำงานประสานงานกับคนจำนวนมาก ก็ให้คิดว่าการประสานงานกับคนจำนวนมากทำให้เรามีเครือข่ายในการทำงานมากขึ้น และมีโอกาสเรียนรู้จากการทำงานของคนเหล่านั้นมากขึ้น เป็นต้น

ดังนั้นการที่เรารู้จักปรับตนเอง จะทำให้เราสามารถที่จะใช้ชีวิตไปกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเรื่องของการทำงาน ได้อย่างคนที่รู้ และเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่จะตามมาคือความสุขในการทำงาน ของเรา