วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทเรียนจากหมู่บ้าน กข.คจ.ปี 2542

ชื่อ – นามสกุล นางอนัญพร ลีรัตนชัย
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก 0-8993-9848-8
ชื่อเรื่อง บทเรียนจากหมู่บ้าน กข.คจ.ปี 2542
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ การไม่ชำระคืนเงินยืมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2546
สถานที่เกิดเหตุ บ้านเดโช หมู่ที่ 7 ตำบลคลองอุดมชลจร

เนื้อเรื่อง
โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ของอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา มีทั้งสิ้น 26 หมู่บ้าน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีทั้งหมู่บ้านที่มีการคืนเงินยืมเป็นไปตามระเบียบของแต่ละกองทุน และมีหมู่บ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ปฎิบัติตามระเบียบของกองทุน คือไม่คืนเงินยืม และคืนเงินยืมไม่ตรงตามกำหนด ซึ่งเป็นการเอาอย่าง หรือเลียนแบบที่จะทำตามหมู่บ้านที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของกองทุน กข.คจ. จึงทำให้เกิดปัญหากับเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ที่ต้องเร่งรัดการคืนเงินยืมให้เป็นไปตามระเบียบของ แต่ละกองทุนที่วางไว้
.
บ้านเดโช หมู่ที่ 7 ตำบลคลองอุดมชลจร ก็ประสบกับปัญหาการไม่คืนเงินยืมของสมาชิกบางคน โดยอ้างว่าที่อื่นสมาชิกเขาไม่คืนกันเลย ก็ไม่เห็นจะเป็นอย่างไร กรรมการอยากฟ้องก็ฟ้องไป ทำให้คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. และเจ้าหน้าที่ต้องมาระดมความคิดกันว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเรื่องการทวงหนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช่เทคนิคในการพูดเพื่อให้ลูกหนี้คืนเงินยืม โดยไม่ให้เขามีความรู้สึกว่ากำลังถูกบังคับ ซึ่งได้กำหนดมาตรการได้แก่
.
1. ออกไปพบปะพูดคุยกับผู้ที่ไม่คืนเงินเป็นรายครัวเรือน โดยการส่งตัวแทนคณะกรรมการที่คิดว่าครัวเรือนนั้นให้ความเคารพ และเชื่อถือไปพูดคุย
2. สอบถามปัญหา/อุปสรรคของครัวเรือนถึงสาเหตุที่ไม่สามารถคืนเงินยืมได้
3. ปัญหาที่พบคือ หมู่บ้านใกล้เคียงไม่คืนเงิน จึงอยากทำตาม โดยไม่คืนเงินบ้าง

4. คณะกรรมการต้องชี้แจงเหตุผลที่ต้องมีการคืนเงินตามระเบียบของกองทุนฯ และผลดีของการคืนเงินยืมตามกำหนดแก่สมาชิก เพื่อรักษาเครดิตของหมู่บ้านไม่ให้มีปัญหาเรื่องการบริหารเงินโครงการที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล เช่น โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) โครงการกองทุนหมู่บ้าน หรือโครงการอื่นๆ เพื่อหมู่บ้านจะได้รับการจัดสรรงบประมาณมาให้อีก เนื่องจากประชาชนมีจิตสำนึกในการบริหารจัดการทุนที่มีอยู่ให้ยังคงอยู่ต่อไป และมีเงินทุนเพิ่มขึ้น

5. ชี้แจงถึงประโยชน์ของเงินกองทุน กข.คจ. ให้ครัวเรือนที่มีปัญหาเห็นว่า เงินดังกล่าว ทำให้เรามีเงินหมุนเวียนประกอบอาชีพ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย หากไปกู้จากที่อื่นก็ต้องเสียดอกเบี้ยตามที่ ผู้ให้กู้กำหนด และหากเราไม่คืนเงินแก่เจ้าหนี้ก็จะถูกดำเนินคดี หรือทำให้เราเดือดร้อนได้

6. พัฒนากรออกเยี่ยมเยียนครัวเรือน และติดตามการดำเนินงานอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

จากการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น ต้องอาศัยเวลาในการพูดคุยหลายครั้งซึ่งต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างมาก จนในปัจจุบันครัวเรือนยืมเงินมีการชำระเงินคืนตามกำหนดทุกครัวเรือน

ทางรอด...ของพัฒนากรที่ต้องรับผิดชอบ


ชื่อ – นามสกุล นางสุคนธ์ เจียรมาศ
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก 038-814349
ชื่อเรื่อง ทางรอด....ของพัฒนากรที่ต้องรับผิดชอบ
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ การช่วยเหลือสมาชิกที่เงินยืมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2548
สถานที่เกิดเหตุ บ้านเกาะดอน หมู่ที่ 5 ตำบลบางเตย

เนื้อเรื่อง
ตำบลบางเตย มีจำนวนหมู่บ้าน 13 หมู่บ้าน ได้รับงบประมาณตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) จำนวน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหัวแดน หมู่ที่ 2, บ้านคลองขุด หมู่ที่ 3, บ้านเกาะดอนหมู่ที่ 5, บ้านแพรกชุมรุม 13 การดำเนินงานของโครงการฯเป็นไปตามกฎ ระเบียบของกองทุนทุกประการ ไม่มีปัญหาในการส่งเงินคืนของสมาชิก ทำให้ทุกกองทุนประสบผลสำเร็จ สมาชิกมีรายได้ผ่านเกณฑ์จปฐ.

บ้านเกาะดอน หมู่ที่ 5 ตำบลบางเตยได้รับงบประมาณโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ปี 2539 คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.ไ ด้บริหารจัดการเงินกองทุนได้ดีตลอดมา แนวทางที่คณะกรรมการกองทุนได้ดำเนินการ ได้แก่

1. มีการประชุม คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.บ้านเกาะดอน มีการประชุมเป็นประจำ เมื่อมีปัญหาเหตุการณ์ต่างๆ
2. คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.บ้านเกาะดอน ได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบออกติดตามตรวจเยี่ยมครัวเรือนที่ยืมเงินไปประกอบอาชีพ
3. พัฒนากรออกเยี่ยมเยียนครัวเรือน และติดตามการดำเนินงานอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
4. คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.บ้านเกาะดอน ได้ปฎิบัติตามระเบียบกองทุนอย่างเคร่งครัด

ต่อมา ในปี 2548 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อครัวเรือนที่ยืมเงินไป จำนวน 20,000 บาท เกิดเสียชีวิตโดยครัวเรือนนี้อาศัยกันอยู่ 2 คนแม่ลูก มีที่แก่ชราไม่สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ลูกเกิดมาเสียชีวิตทำให้ไม่มีเงินคืนแก่กองทุนฯ ตามระเบียบกองทุนฯ ถ้าหากคณะกรรมการกองทุนไม่สามารถเก็บเงินคืนได้ คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.และพัฒนากรต้องรับผิดชอบ ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาแล้วว่าเงินกองทุน กข.คข.เป็นเงินกรมการพัฒนาชุมชนต้องรับผิดชอบ แต่คณะกรรมการกองทุนฯและสมาชิกได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันที่ประชุมมีมติ ให้สมาชิกกองทุนกข.คจ.ที่ยืมเงินไปประกอบอาชีพช่วยกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสมาชิกด้วยกัน ทำให้เป็นทางรอด.........ของพัฒนากรที่ต้องรับผิดชอบ

จากการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น พัฒนากรต้องพึงสังวรไว้ว่าการปฏิบัติงานต้องยึดระเบียบ อย่าทำอะไรง่ายๆ ให้ชุมชนมีทางออกต้องมีการประชุมกันบ่อยๆ เพื่อให้ทุกคนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจด้วยกัน นี่แหละหลักการพัฒนาชุมชน.....

เงิน กข.คจ.ยืมแล้วต้องมาคืน


ชื่อ – นามสกุล นางสาวิตรี ประดิษแจ้ง
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก 089-8899063
ชื่อเรื่อง เงิน กข.คจ.ยืมแล้วต้องมาคืน
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ การไม่ชำระคืนเงินยืมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2549
สถานที่เกิดเหตุ บ้านบางตีนเป็ด หมู่ที่ 7 ตำบลบางตีนเป็ด

เนื้อเรื่อง
จากการเปลี่ยนสายงานตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ เป็นตำแหน่งเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน ข้าพเจ้าได้รับผิดชอบตำบลเป็นครั้งแรก คือ ตำบลบางตีนเป็ด จากการศึกษาพื้นที่ในตำบลบางตีนเป็ด มีเงินงบประมาณของกรมการพัฒนาชุมชนสนับสนุนการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) จำนวน 1 หมู่บ้าน คือ บ้านบางตีนเป็ด หมู่ที่ 7 ตำบลบางตีนเป็ด เป็นเงิน 280,000 บาท ซี่งได้รับงบประมาณตั้งแต่ปี 2539 โดยหลักฐานการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ เก็บไว้ที่ผู้ใหญ่บ้าน จากการติดตามการดำเนินงานไม่พบหลักฐานใดที่สามารถตรวจสอบจำนวนผู้ยืมเงินในปัจจุบันได้ เนื่องจากผู้นำท้องถิ่นบริหารเงินของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ร่วมกับงบประมาณตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ทำให้ไม่สามารถแยกยอดเงินต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน แต่ผู้นำท้องถิ่นรับปากจะดำเนินการแยกยอดเงินต่าง ๆ ให้

ภายหลังการติดตามอย่างใกล้ชิด สามารถหาชื่อผู้ยืมเงิน และจำนวนเงินที่ยืมไปประกอบอาชีพได้ ซึ่งเป็นผู้ยืมเงินเกิดสัญญายืมที่กำหนดไว้ตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) และได้ประสานงานให้คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ได้ติดตามการชำระคืนเงินยืม ภายหลังข้าพเจ้าได้ร่วมกับคณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ได้ร่วมกันติดตามการชำระคืนเงินยืม แต่ไม่ปรากฏผู้ใช้คืนเงินยืมจำนวนดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่สามารถดำเนินการติดตามการชำระคืนเงินได้

เมื่อปรากฏผลการดำเนินงานเช่นนี้ ข้าพเจ้า จึงได้รายงานให้พัฒนาการอำเภอฯ ทราบเพื่อหารือในแนวทางแก้ไขต่อไป

บันทึกขุมความรู้
สาระสำคัญโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) คือ ครัวเรือนยากจนยืมเงินไปประกอบอาชีพแล้วนำส่งคืนตามกำหนด

หลักการ

1. เพื่อเป็นการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน ในระดับหมู่บ้านสำหรับครัวเรือนเป้าหมายในการนำเงินยืมไปประกอบอาชีพ โดยไม่มีดอกเบี้ย
2. องค์กรประชาชนและประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมาย มีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบและร่วมรับผลประโยชน์
3. มีการใช้ข้อมูลครัวเรือนยากจนเป้าหมาย จากการจัดเก็บและตรวจสอบขององค์กรประชาชนในหมู่บ้าน
4. การมอบอำนาจและหน้าที่ ความรับผิดชอบให้องค์กรประชาชน เป็นผู้บริหารจัดการเงินทุนให้หมุนเวียนคงอยู่ในหมู่บ้านตลอดไป
5. เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบติดตามการดำเนินงานกองทุนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน(กข.คจ.) ให้มีประสิทธิภาพ

.
แก่นความรู้
หากคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ได้บริหารโครงการให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ.2536 และ พ.ศ.2539 อย่างเคร่งครัด จะไม่เกิดปัญหาในการดำเนินงาน

กลยุทธ์ในการทำงาน
1. รายงานผลการติดตามการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) บ้านบางตีนเป็ด หมู่ที่ 7 ต.บางตีนเป็ด ให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
2. พัฒนาการอำเภอ ติดตามการดำเนินงานในพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
3. ประสานงานกับปลัดอำเภอผู้ประสานงานตำบล กำนันตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข

4. กำหนดขั้นตอนในการสืบหาความจริง
4.1 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง
4.2 เชิญคณะกรรมการ กองทุน กข.คจ. และผู้ยืมเงินมาให้ข้อเท็จจริงแก้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับการแต่งตั้ง
4.3 จัดทำบันทึก ปค.4 สำหรับผู้มาให้ข้อเท็จจริง ซึ่งได้แก่
-คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานด้านเอกสาร และการให้ยืมเงิน
-ผู้ยืมเงินตามรายชื่อที่คณะกรรมการฯ มอบให้ โดยในบันทึก ปค.4 ทุกฉบับ จะต้องลงนามผู้ให้ข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ไว้เป็นหลักฐาน
4.4 คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ร่วมกันสรุปผลการสอบข้อเท็จจริง สรุปให้นายอำเภอทราบแล้วจึงเสนอความเห็น เพื่อดำเนินการต่อไป
4.5 ดำเนินการตามความเห็นที่เสนอ
-โดยให้คณะกรรมการฯ ที่นำเงินไปบันทึกการรับสภาพหนี้ และกำหนดให้มีการผ่อนชำระคืนเงินดังกล่าวตามกำหนด
- ผู้ยืมเงินที่ครบกำหนดแล้วยังไม่ชำระคืนเงินยืมให้นำเงินยืมดังกล่าวมาชำระคืนภายในกำหนด กรณีไม่มีความพร้อมชำระคืนเงินทั้งจำนวน ให้ทำสัญญาคืนเงินเป็นรายงวด
.

จะเห็นได้ว่า การดำเนินงานในบางกิจกรรม หากไม่สามารถดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาได้เอง การให้ผู้บังคับบัญชาได้รับรู้ และร่วมกันหาแนวทางแก้ไข จะทำให้เกิดผลสำเร็จในการค้นหาปัญหาและแก้ไขได้เป็นอย่างดี

กฎระเบียบ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ.2536 และ พ.ศ.2539 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับโครงการ กข.คจ. และแนวทางปฏิบัติงานโครงการ กข.คจ.

เทคนิคการดำเนินการในการจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.)


เรื่อง เทคนิคการดำเนินการในการจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.)
สำหรับปฏิบัติงานด้าน การจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.)
โดย นายสมศักดิ์ จิตรวิไลย

ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
วันที่ 30 มิถุนายน 2553

จุดมุ่งหมาย
1. เพื่อให้ได้ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนปฏิบัติ มีดังนี้
1. สำรวจข้อมูลจำนวนครัวเรือนว่าแต่ละหมู่บ้านจะมีการจัดเก็บ จปฐ.1 กี่ครัวเรือน ถ้ามีเพิ่มก็ให้แบบ จปฐ.1 เพื่อจัดเก็บเพิ่มเติม
2. แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ระดับตำบล
3. แต่งตั้งอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) โดยอาสาสมัคร 1 คน จัดเก็บประมาณ 20 ครัวเรือน
4. ประชุมชี้แจงคณะกรรมการบริหารข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ระดับตำบล
5. คณะกรรมการบริหารข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ระดับตำบล ประชุมชี้แจงอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.)
6. อาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ตามแบบ จปฐ.1 จัดเก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์ตัวแทนครัวเรือน
7. บันทึกข้อมูลตามแบบ จปฐ.1 ลงในโปรแกรม จปฐ. ในเครื่องคอมพิวเตอร์
8. ประมวลผลข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ให้เป็นภาพรวมของหมู่บ้าน/ตำบล
9. พิมพ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน จปฐ.2 ระดับหมู่บ้าน/ตำบล และให้คณะกรรมการบริหารข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ระดับตำบล เพื่อให้ศึกษาข้อมูล
10. ประชุมเวทีประชาคม ระดับตำบล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดังนี้
- โปรแกรม Power Point ในการรายงานสรุปผลตัวชี้วัดที่ตกเกณฑ์ ผ่านเกณฑ์ จปฐ. ระดับหมู่บ้าน/ตำบล
- โปรแกรมความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ในการรายงานผลตัวชี้วัดทั้ง 42 ตัวชี้วัด ในระดับครัวเรือน/คน

โดยมีขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ดังนี้
- นำเสนอด้วยโปรแกรม Power Point เปรียบเทียบข้อมูลจำนวนครัวเรือน ประชากร ชาย หญิง รวม และรายได้เฉลี่ยของประชากรในแต่ละหมู่บ้าน ของ ปี 2552 และปี 2553
.
เมื่อเวทีประชาคมได้รับทราบแล้ว ถ้าตรงกับความเป็นจริงจะยืนยันข้อมูลที่จัดเก็บและบันทึกลงโปรแกรมความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ว่ามีความถูกต้อง แต่ถ้าไม่ตรงกับความเป็นจริงก็จะดำเนินการแก้ไขข้อมูลดังกล่าว ให้ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงต่อไป
.
- นำเสนอด้วยโปรแกรมความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) รายงานผลที่ละหมู่บ้านเรียงตามลำดับของตัวชี้วัดจากตัวชี้วัดที่ 1 ไปจนถึงตัวชี้วัดที่ 42 โดยนำเสนอข้อมูลที่ตกเกณฑ์ ผ่านเกณฑ์ จำนวนเท่าไร และครัวเรือน/คน ที่ตกเกณฑ์ ผ่านเกณฑ์ มีใครบ้าง
.
เมื่อเวทีประชาคมได้รับทราบแล้ว ถ้าตรงกับความเป็นจริงจะยืนยันข้อมูลที่จัดเก็บและบันทึกลงโปรแกรมความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ว่ามีความถูกต้อง แต่ถ้าไม่ตรงกับความเป็นจริงก็จะดำเนินการแก้ไขข้อมูลดังกล่าว ให้ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงต่อไป

ศูนย์เรียนรู้ชุมชน


ชื่อ – นามสกุล นายสมเดช พันแอ
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก 081-5514288
ชื่อเรื่อง ศูนย์เรียนรู้ชุมชน
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ แหล่งเรียนรู้
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2551
สถานที่เกิดเหตุ บ้านวังตะเคียน หมู่ที่ 8 ตำบลวังตะเคียน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

เนื้อเรื่อง
ข้าพเจ้า นายสมเดช พันแอ ตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ ข้าพเจ้ารับผิดชอบ ตำบลวังตะเคียน มีทั้งหมด 10 หมู่บ้านโดย บ้านวังตะเคียน หมู่ที่ 8 เป็นชุมชนที่มีหมู่บ้านจัดสรรมีจำนวนประชากรค่อนข้างมากกว่าหมู่บ้านอื่นๆในตำบล ประชากรส่วนใหญ่ของหมู่บ้านมีอาชีพรับจ้าง อาชีพเกษตรกรรม อาชีพ ค้าขาย บริการและอื่นๆ เป็นที่ตั้งของ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลวังตะเคียน โรงเรียน และวัดนครเนื่องเขต (วัดต้นตาล)ซึ่งเป็นวัดที่มีโบสกระเบื้องเคลือบแห่งเดียวในภาคตะวันออก
.
มีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านดนตรีไทยวงปีพาทย์ นวดแผนไทย การเกษตรผสมผสาน มีผู้นำชุมชนที่มีความพร้อมมีจิตอาสามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาหมู่บ้านตำบลและชุมชนจึงมีความเห็นว่าหมู่บ้านควรจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนของหมู่บ้านตำบลเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชนและผู้สนใจเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและส่งเสริมสืบสานภูมิปัญญาไทยตลอดจนมุงหวังจัดแหล่งท่องเที่ยวในหมู่บ้านเนื่องจากมีโบราณสถานคือโบสถ์วัดต้นตาลหลังเก่าที่มีอายุมากกว่า 100 ปี และมีโบสถ์ที่ก่อสร้างด้วยกระเบื้องเคลือบทั้งหลัง มีวังมัจฉาหน้าวัดสามารถชมและให้อาหารปลาได้ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมประชาชนในหมู่บ้านชุมชนให้มีอาชีพและรายได้ ช่วยลดปัญหาการว่างงานและอาชญากรรม ทำให้ชุมชนมีเศรษฐกิจดีขึ้น สร้างความเจริญแก่หมู่บ้านตำบลต่อไป
.
ความหมายของศูนย์เรียนรู้ชุมชน

ศูนย์เรียนรู้ชุมชน เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสารความรู้ของชุมชนที่จะนำไปสู่การ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้สำหรับประชาชน ในชุมชน เป็นแหล่งเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม ค่านิยม และเอกลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งเป็นแหล่งบริการชุมชนด้านต่าง ๆ เช่น การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้ ของชุมชน โดยเน้นการกระบวนการเรียนรู้เพื่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดชุมชนแห่ง เรียนรู้ และมุ่งการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง เป็นศูนย์ฯ ของประชาชน ที่ดำเนินการโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน
.
ภารกิจของศูนย์เรียนรู้ชุมชน
1. จัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ของประชาชนในชุมชน
2. เป็นศูนย์รวมของข้อมูล เช่น ข้อมูล จปฐ. กชช.2ค.แหล่งน้ำ กลุ่มอาชีพ ฯลฯ รวมทั้งข่าวสาร สาระความรู้ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เท่าทันสถานการณ์โลก
3. รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน องค์ความรู้ที่มีอยู่กระจัดกระจายในชุมชน และจัดการให้เป็นหมวดหมู่ มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่ประชาชนสามารถเข้าไปสืบค้นศึกษาและ เรียนรู้ได้ทุกเวลา
4. เป็นศูนย์กลางในการจัดการความรู้ ที่ดำเนินการโดยประชาชนและเพื่อประชาชน
5. เป็นศูนย์ประสานและบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน ภาคประชาชน ได้แก่ ผู้นำ กลุ่ม/องค์กร เครือข่าย ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาภาครัฐ
6. เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน เป็นสถานที่ที่มีโครงสร้างเป็นอาคาร หรือสถานที่ใด ๆ ก็ได้ ที่มีองค์ความรู้ สามารถให้การเรียนรู้แก่ประชาชนที่ต้องการความรู้ สามารถเข้าถึงได้

องค์ประกอบศูนย์เรียนรู้ชุมชน
1) วิธีการก่อเกิด
ศูนย์เรียนรู้ชุมชน จะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นความต้องการของประชาชนในชุมชน เพราะจะเป็นสมบัติของชุมชน จึงควรนำแนวคิดเข้าเวที ประชุมประชาคมของหมู่บ้าน เผยแพร่ความคิด โน้มน้าวสร้างการยอมรับ และชี้ให้เห็นความสำคัญของการมีแหล่งเรียนรู้ของชุมชน การจัดเก็บองค์ความรู้ ประวัติชุมชน และภูมิปัญญาของชุมชนอย่างเป็นระบบ การแสดงข้อมูลข่าวสารของชุมชนให้ได้เรียนรู้กันอย่าง ทั่วถึง รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สม่ำเสมอ โดยเริ่มจากการจัดระเบียบแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในชุมชน และให้เป็นไปตามกำลังที่ชุมชนจะสามารถดำเนินการได้ อีกทั้งให้มีขอบเขต และลักษณะตามความเห็นของชุมชน
.
2) โครงสร้าง ของศูนย์เรียนรู้ชุมชน
ประกอบด้วย
คณะกรรมการ ประกอบด้วยผู้แทนจากผู้นำชุมชน กลุ่ม/องค์กร เครือข่ายองค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน อาสาสมัคร ฯลฯ โดยมาจากการคัดเลือกของชาวบ้านเอง และชาวบ้านให้การยอมรับ ซึ่งคณะกรรมการจะร่วมมือกันวางแผน และดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ที่ได้ร่วมกันกำหนด เพื่อระดมพลังให้เกิดการเรียนรู้และบริหารจัดการในศูนย์เรียนรู้ให้สามารถดำเนินการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
ที่ปรึกษา เป็นภาคีการพัฒนาภาครัฐ เช่น พัฒนาชุมชน การศึกษานอกโรงเรียน เกษตร สาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ระเบียบข้อบังคับ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้จัดทำขึ้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารศูนย์ฯ
สถานที่ เล็กใหญ่ไม่สำคัญ อาจจะอยู่ในห้องของอาคาร อบต. บ้านผู้ใหญ่บ้าน บ้านผู้นำ บ้านปราชญ์ชาวบ้าน ศาลาวัด ใต้ต้นไม้ ศาลากลางบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ให้พบปะ ประชุม ทำงานกันได้ตลอดเวลา ให้เป็นสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวกัน เพื่อการเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องหางบประมาณมาก่อสร้างศูนย์ใหม่
การบริหารจัดการศูนย์ฯ คณะกรรมการฯ ที่ได้รับการคัดเลือก มีการบริหารจัดการเพื่อให้ศูนย์ฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม
งบประมาณ เพื่อพัฒนาคณะกรรมการของศูนย์เรียนรู้ชุมชนให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ ที่จำเป็นในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ชุมชน
โครงสร้างทั้งหมดนี้ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นมาครบถ้วนในระยะเริ่มแรก ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมในแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งอยู่ในบทต่อไป
.
3) กิจกรรมการเรียนรู้ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
3.1 สถานที่จัดกิจกรรมเรียนรู้ อาจดำเนินการได้ทั้งในอาคารศูนย์ฯ และนอกอาคารศูนย์ฯ โดยมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชน เช่น บ้านปราชญ์ชาวบ้าน ในไร่นา เพื่อสาธิตกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ
3.2 กิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ การเรียน/การสอน การจัดการความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ ขนบประเพณี วัฒนธรรม การรับความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน การจัดเวทีประชาคมเพื่อการเรียนรู้และการตัดสินใจร่วมกัน การเรียนรู้ผ่าน E-Learningการสาธิต การจัดนิทรรศการ การจัดสัมมนา อภิปราย ฯลฯ
.
4) เนื้อหาสาระข่าวสารความรู้ ประกอบด้วย
4.1 ข้อมูล ได้แก่ ข้อมูล จปฐ. กชช.2ค ทะเบียนผู้นำ กลุ่ม/องค์กร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น อัตลักษณ์ของชุมชน แผนชุมชน โครงการกิจกรรม ฯลฯ
4.2 ข่าวสาร (สารสนเทศ) ได้แก่ สารสนเทศชุมชน 13 องค์ประกอบ ได้แก่ ประวัติหมู่บ้าน แผนที่ตั้ง ลักษณะภูมิประเทศ (ภูมิอากาศ/ฤดูกาล) ลักษณะของประชากร (อัตราความหนาแน่น/โครงสร้างประชากร) ลักษณะการประกอบอาชีพของชุมชน (เกษตร/อุตสาหกรรม/รับจ้าง ฯลฯ) ผลิตภัณฑ์มวลรวมของหมู่บ้าน ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของหมู่บ้านศิลปะ/วัฒนธรรม/ภูมิปัญญาของหมู่บ้าน สถานที่ท่องเที่ยว/สถานที่บริการ การคมนาคม(การเดินทางไปยังหมู่บ้าน) ประเพณี/เทศกาลประจำปี ทักษะ/ฝีมือ/แรงงานของหมู่บ้าน อื่น ๆ
4.3 ความรู้ ได้แก่ ความรู้ด้านวัฒนธรรม การประกอบอาชีพ/ผลิตภัณฑ์ชุมชน องค์ความรู้ที่ชุมชนต้องการ เพื่อค้นหาอัตตลักษณ์ชุมชน ความรู้ที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ความรู้ข่าวสารจากภายนอก

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน


ชื่อ – นามสกุล นางวันวิสา ทองหาญ
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก 081-8643859
ชื่อเรื่อง การดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ ครัวเรือนเป้าหมายที่ยืมเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)และไม่ชำระคืน
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2548
สถานที่เกิดเหตุ บ้านแพรกกระทุ่มศาลา หมู่ที่ 6 ตำบลบางขวัญ

เนื้อเรื่อง
ข้าพเจ้า นางวันวิสา ทองหาญ ตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ ข้าพเจ้าได้รับผิดชอบตำบล คือ ตำบลบางขวัญ และได้รับผิดชอบพื้นที่ในตำบลบางขวัญ มีเงินงบประมาณของกรมการพัฒนาชุมชนสนับสนุนการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน(กข.คจ.)จำนวน 6 หมู่บ้าน คือ บ้านชวดตาสี หมู่ที่ 7 ได้รับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2537 , บ้านแพรกกระทุ่มศาลา หมู่ที่ 6 ได้รับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2538 , บ้านคลองบ้านใหม่ หมู่ที่ 1 ได้รับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2539 , บ้านคลองบ้านใหม่ หมู่ที่ 11 ได้รับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2539 , บ้านคลองกลาง หมู่ที่ 3 ได้รับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2541 และ บ้านบางขวัญ หมู่ที่ 8 ได้รับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2541 โดยได้รับงบประมาณ หมู่บ้านละ 280,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,680,000 บาท แต่ ในปี 2544 บ้านแพรกกระทุ่มศาลา หมู่ที่ 6 ตำบลบางขวัญ ซึ่งได้รับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2538 มีครัวเรือนเป้าหมายที่ยืมเงิน โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนค้างชำระ จำนวน 1 ราย

บันทึกขุมความรู้
สาระสำคัญโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) คือ ครัวเรือนยากจนยืมเงินไปประกอบอาชีพแล้วนำส่งคืนตามกำหนด

การบริหารเงินทุนตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)

ขั้นตอนที่ 1 กรมการพัฒนาชุมชน ขออนุมัติเงินงวดตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรต่อสำนักงบประมาณ
ขั้นตอนที่ 2 สำนักงบประมาณจัดสรรโอนเงินงบประมาณตามโครงการ กข.คจ. โดยจัดสรรให้ คลังจังหวัดตามเป้าหมายที่ได้รับจัดสรรของแต่ละจังหวัด
ขั้นตอนที่ 3 พัฒนาการจังหวัดเบิกจ่ายเงินจากคลังจังหวัดตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรเพื่อสั่งจ่ายเป็นเช็คให้กับพัฒนาการอำเภอ โดยปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่าย เงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ.2536 และ 2539 ข้อ 5 และข้อ 6
.
ขั้นตอนที่ 4 พัฒนาการอำเภอนำเงินทุนที่ได้รับตาม ขั้นตอนที่ 3 ฝากเข้าบัญชีสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอภายใน 3 วันทำการ และโอนเข้าบัญชีเงินฝากของคณะกรรมการกองทุน กข.คจ.ประจำหมู่บ้าน ตามโครงการ กข.คจ. ทันที (ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 6 วรรค 2) ในระหว่างนี้กำหนดให้ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ จัดฝึกอบรมเตรียมความพร้อมองค์กรประชาชนผู้รับผิดชอบบริหารจัดการเงินทุน และครัวเรือนยากจนเป้าหมายตามโครงการ กข.คจ ตามหลักสูตรที่กำหนด จำนวน 3 วัน โดยใช้งบประมาณ หมู่บ้านละ 10,000 บาท พร้อมกับให้คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.ประจำหมู่บ้านเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ไว้ที่ธนาคาร เพื่อรอรับเงินทุนหมู่บ้านละ 280,000 บาท ที่พัฒนาการอำเภอจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากเมื่อได้รับจัดสรร แล้วจึงบริหารจัดการต่อไป
.
ขั้นตอนที่ 5 คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ประจำหมู่บ้าน พิจารณาอนุมัติโครงการ และอนุมัติเงินยืมให้ครัวเรือน โดยผ่านความเห็นชอบจาก คปต. (ปัจจุบันมีเฉพาะพัฒนากร) จากนั้นให้ครัวเรือนที่ได้รับอนุมัติให้ยืมเงินทำสัญญาตามแบบที่กำหนดในระเบียบฯ
.
ขั้นตอนที่ 6 คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.ประจำหมู่บ้าน แจ้งครัวเรือนที่ได้รับอนุมัติให้ยืมเงินเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ธนาคารเดียวกับบัญชีเงินฝากของคณะกรรมการกองทุน กข.คจ.ประจำหมู่บ้าน เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวตามจำนวนที่ได้รับอนุมัติ และลงบัญชีคุม (บัญชี 4 เล่ม (โครงการปี 2536-2541) หรือบัญชี 2 เล่ม (โครงการ ปี 2542-2544) )
.
ขั้นตอนที่ 7 ครัวเรือนเบิก/ถอนเงินทุนไปประกอบอาชีพตามโครงการที่ขอยืม
ขั้นตอนที่ 8 ครัวเรือนคืนเงินยืมให้คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.ประจำหมู่บ้านเป็นเงินสด ตามสัญญาที่กำหนด โดยให้ใช้คืนภายในระยะเวลา 5 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะอาชีพที่ดำเนินการ
.
ขั้นตอนที่ 9 คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.ประจำหมู่บ้าน นำเงินที่ครัวเรือนคืนเงินยืมฝากเข้าบัญชีเงินฝากตามโครงการ กข.คจ. ของหมู่บ้าน ภายใน 3 วันทำการ ขั้นตอนที่ 10 คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ประจำหมู่บ้าน แจ้งครัวเรือนยากจนเป้าหมายในบัญชีลำดับต่อไป ให้เสนอโครงการและคำขอยืมเงิน เพื่อยืมเงินในรอบและ/หรือครั้งต่อไป โดยดำเนินการเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 5 – 9
.

การยืมเงินและการคืนเงินยืมโครงการ กข.คจ.
1.ผู้มีสิทธิยืมเงิน คือ ครัวเรือนยากจน หมายถึง ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จปฐ. (ระเบียบฯ ข้อ 4)
2. การยืมเงิน
.
ขั้นตอนการยืมเงินและวิธีปฏิบัติตามระเบียบฯ

ขั้นที่ 1 การเสนอโครงการและคำขอยืมเงิน ให้หัวหน้าครอบครัวหรือผู้แทนซึ่งมีสิทธิขอยืมเงินตามโครงการ ยื่นเอกสารต่อ กม. ดังนี้ (1) คำร้องตามแบบท้ายระเบียบ(คำขอยืม) (2) โครงการหรือกิจกรรมที่ครัวเรือนยากจนจะดำเนินการ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. 2536 ข้อ 16
.
ขั้นที่ 2 การอนุมัติโครงการและคำขอยืมเงิน ให้ กม. ปรึกษา คปต. ตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสารและพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ เพื่อประกอบในการพิจารณาอนุมัติโครงการและให้เลขานุการ กม. แจ้งผลการพิจารณาโครงการให้อำเภอทราบตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ.2536 และ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539 ข้อ 17
.
ขั้นที่ 3 การทำสัญญายืมเงิน ในการทำสัญญายืมเงิน ให้ทำตามที่กำหนดท้ายระเบียบฯ จำนวนอย่างน้อย 3 ชุด โดยให้ดำเนินการ ดังนี้ (1) มอบให้ครัวเรือนยากจนผู้ยืม จำนวน 1 ชุด (2) กม. เก็บไว้ จำนวน 1 ชุด (3) ส่งให้อำเภอ จำนวน 1 ชุด (ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ.2536 และ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539 ข้อ 21)
.
ขั้นที่ 4 การจ่ายเงินให้แก่ครัวเรือนยากจนผู้ยืมเงิน การเบิกจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากคณะกรรมการฯ หมู่บ้านตามโครงการ กข.คจ. ให้ กม.เบิกจ่ายเงินในบัญชีดังกล่าว เพื่อจ่ายให้ครัวเรือนยากจนเป็นราย ๆ ตามหลักฐานการอนุมัติโครงการของ กม. - การจ่ายเงินให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้จ่ายเป็นเช็ค หรือโอนเข้าบัญชีครัวเรือนยากจน - การออกเช็คสั่งจ่ายเงิน ให้กรรมการหมู่บ้าน จำนวน 2 คน เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายร่วมกันตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ.2536 และ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539 ข้อ 22
.
การคืนเงินยืม
ขั้นตอนการคืนเงินยืม วิธีปฏิบัติตามระเบียบฯ ที่อ้างอิง
ขั้นที่ 1 การใช้คืนเงินยืมของครัวเรือนยากจน การใช้คืนเงินยืมให้เป็นไปตามแผนการใช้คืนของ กม. โดยในปีแรกให้ใช้คืนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนปีต่อไปให้ใช้คืนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และมีกำหนดระยะเวลาใช้คืนไม่เกิน 5 ปี ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. 2536 ข้อ 23
.
ขั้นที่ 2 การนำเงินที่ครัวเรือนยากจนส่งคืนเข้าบัญชีเงินฝากของหมู่บ้าน การเก็บรักษาเงิน ให้กรรมการหมู่บ้าน นำเงินที่ครัวเรือนยากจนส่งใช้คืนเข้าบัญชีเงินฝากคณะกรรมการฯ ตามโครงการ กข.คจ. ที่เปิดไว้ที่ธนาคารฯ ภายในสามวันทำการ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. 2536 และ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539 ข้อ 25

แก่นความรู้
หากคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ได้บริหารโครงการฯ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ.2536 และ พ.ศ.2539 อย่างเคร่งครัด จะไม่เกิดปัญหาในการดำเนินงาน แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ต้องเข้าไปพูดคุยกับครัวเรือนเป้าหมายว่ามีปัญหาเรื่องอะไรบ้าง และเข้าไปพูดคุยสร้างความสนิทสนมทำให้เกิดความเกรงใจและเห็นใจเจ้าหน้าที่ทำให้ครัวเรือนที่มีปัญหาคืนเงินยืมได้

กลยุทธ์ในการทำงาน
1. รายงานผลการติดตามการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) บ้านแพรกกระทุ่มศาลา หมู่ที่ 6 ตำบลบางขวัญ ให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
2. พัฒนาการอำเภอ ติดตามการดำเนินงานในพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
3. ประสานงานกับปลัดอำเภอผู้ประสานงานตำบล กำนันตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข

4. กำหนดขั้นตอนในการสืบหาความจริง
4.1 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง
4.2 เชิญคณะกรรมการ กองทุน กข.คจ. และครัวเรือนยืมเงินมาให้ข้อเท็จจริงแก่คณะกรรมการ
4.3 คณะกรรมการ กข.คจ. สอบข้อเท็จจริง ร่วมกันสรุปผลการสอบข้อเท็จจริง โดยมีการจดบันทึกการประชุมฯ
4.4 ดำเนินการตามความเห็นที่เสนอ
-โดยให้คณะกรรมการฯ ที่นำเงินไปบันทึกการรับสภาพหนี้ และกำหนดให้มีการผ่อนชำระคืนเงินดังกล่าวตามกำหนด
- ผู้ค้างชำระเงินยืม นำ เงินยืมคืนให้แก่คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. กรณีหากยังไม่มีความพร้อมในการชำระคืนเงินยืมทั้งจำนวน ให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้เงินยืม และให้ชำระคืนเงินยืมเป็นรายงวด

4.5 ครัวเรือนเป้าหมายที่ค้างชำระ จำนวน 1 ราย เป็นเงิน 6,000 บาท ในปัจจุบัน ครัวเรือนเป้าหมายที่ค้างชำระได้นำเงินมาชำระคืนให้แก่คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. แล้ว
จะเห็นได้ว่า การดำเนินงานในบางกิจกรรม หากไม่สามารถดำเนินการหรือแก้ไขปัญหาได้เอง การให้ผู้บังคับบัญชาได้รับรู้ และร่วมกันหาแนวทางแก้ไข จะทำให้เกิดผลสำเร็จในการค้นหาปัญหาและแก้ไขได้เป็นอย่างดี