วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

การส่งเสริมการออกกำลังกายสร้างความแกร่งให้กับองค์กร

หน่วยงาน  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแปลงยาว
ที่อยู่     ที่ว่าการอำเภอแปลงยาว 
เบอร์โทรศัพท์ 038-851298

                   ®ที่มาของการส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยแอโรบิคในสำนักงานฯ  เกิดจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแปลงยาว  บุคลากรมีภาวะความเสี่ยงการมีน้ำหนักเกินมาตรฐานที่สาธารณสุขกำหนด        ความเครียดในการทำงาน  บางคนทำงานเหมือนแบกความทุกข์  หน้าตาไม่รับแขก  บางคนอารมณ์ร้อนพูดแบบมะนาวไม่มีน้ำ บางคนก็ทำงานแต่อย่างเดียวไม่ สนใจใคร   จึงทำให้เกิดบรรยายกาศที่ตึงเครียดและเป็นอยู่อย่างนี้ประจำ
                   ®ทำอย่างไรจะทำให้บุคคลกรของสำนักงานฯ  เป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพดี  แข็งแรง           ร่าเริงและมีความสุขในการทำงานทุกวัน จึงประชุมพูดคุยกันหาทางออก ว่าต้นเหตุที่แท้จริงเกิดจากการไม่ขยับร่างกายหรือเรียกว่า Relax ทำอย่างไรให้ทุกคนออกกำลังกายพร้อมกัน บางคนบอกว่าหลังเลิกงาน อาจไปเตะฟุตบอลกับเพื่อน บางคนบอกว่าจะไปเดิน-วิ่งที่สวนสาธารณะที่อำเภอฯ แต่บางวันก็ทำได้ บางวันก็ทำไม่ได้ เพราะบางทีก็ทำงานออกพื้นที่ บางทีก็ฝนตก  บางทีทำงานจนเย็น บางทีเพื่อนในทีมฟุตบอลติดธุระ    ไม่สามารถมาเล่นได้  จนเป็นสาเหตุให้มานั่งคุยกันอีกว่า ทำอย่างไรจะได้ออกกำลังกายทุกวันถึงแม้นว่าฝน   จะตก  ออกพื้นที่ทำงานจนเย็น ก็สามารถออกกำลังกายได้ จึงได้มีการเสนอการออกกำลังกายด้วยแอโรบิคในสำนักงานฯ ซึ่งเกิดจากเราไปทานอาหารประเภทสุกี้ MK ได้เห็นพนักงานของ MK จะเต้นออกกำลังกายด้วยท่าทางที่ยิ้มแย้ม แจ่มใสร่าเริงและมีความสุขในการเต้นท่าทางที่เหมือนกัน จึงเป็นที่มาของการส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยแอโรบิคในสำนักงานฯ
                   ®การออกกำลังกายแบบแอโรบิคนั้นจะช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานสูงขึ้น  หัวใจและปอดทำงานเพิ่มขึ้น  จึงมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้
                   1.สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้น  ทำให้มีเรี่ยวแรงต่อสู้กับกิจการงานไม่เหนื่อย
อ่อนเพลีย
                   2.อาหารย่อยได้ดีขึ้น  อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว อาหารไม่ย่อยจะหมดไป
       3.ขับถ่ายสบาย ท้องไม่ผูก
                   4.นอนหลับง่ายและหลับได้สนิทขึ้น
                   5.ลดความเครียด ความวิตกกังวล  และอารมณ์ซึมเคร้า  หรืออาการประสาทอื่น ๆ 
                   6.ทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่
       7.ทำให้ไม่อยากดื่มเหล้า  เบียร์  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ
       8.สมรรถภาพทางเพศจะดีขึ้นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ
       9.ลดความอ้วนได้ผลดีที่สุด


10.ทำให้จิตใจสดชื่น  แจ่มใส  ปลอดโปร่ง  อารมณ์เยือกเย็นมั่นคง
11.ความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น
          12.สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น
          13.กระดูกแข็งแรงขึ้น  แม้อายุจะมากขึ้นก็ตาม
          14.หัวใจแข็งแรงขึ้น  เป็นวิธีป้องกันโรคหัวใจที่ได้ผลดีที่สุด
          15.ช่วยฟื้นฟูสภาพหัวใจที่ผิดปกติ  เช่น  หลอดเลือดโคโรนารี  ของหัวใจตีบตัน เป็นต้น
โดย รองศาสตราจารย์ปีติ พูนไชยศรี
                             ® ได้พูดถึงการออกกำลังกาย (Exercise) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์เรา โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic Exercise) ในชีวิตประจำวันของผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน  ส่วนใหญ่มักจะบอกเสมอว่าไม่มีเวลาออกำลังกาย เพราะต้องทำงานประจำ แต่อย่าลืมว่าการออกกำลังกายมีความสำคัญที่จะทำให้สุขภาพของท่านสมบูรณ์แข็งแรง เช่นเดียวกับอาหารที่รับประทานและน้ำที่ดื่มเข้าสู่ร่างกาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิค  เป็นการออกกำลังกายที่มีระยะเวลานานพอสมควร  คำว่า “ Aerobics”   มาจากรากศัพท์กรีกโบราณที่แปลว่า “ อากาศกับชีวิต” (Air life) ซึ่งแสดงนัยว่า ต้องมีก๊าซออกซิเจน  (Oxygen)  เกี่ยวข้องด้วยเสมอ  จึงหมายถึงความต้องการอากาศของสิ่งมีชีวิตในการดำเนินชีวิตให้อยู่ได้นั่นเอง
®การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นกิจกรรมที่มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้ได้ต่อเนื่อง
และเน้นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นวิธีการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจและปอดมีการทำงานมากขึ้น  มากกว่าการทำงานในขณะพัก  เป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่มและรักษาอัตราการเต้นของหัวใจในช่วงเวลาหนึ่ง  เป็นแนวทางไปสู่การมีสุขภาพอนามัยที่ดี
®มีคำถามว่า “การออกกำลังกายแบบแอโรบิคนั้นทำแค่ไหนจึงจะพอดี”  นั่นคือ  ควรทำ
ต่อเนื่องกัน อย่าทำๆ หยุด ๆ และต้องหนักพอ  และนานพอ  ดังนี้   
1. หนักพอ   คือ ให้ออกกำลังกายให้หนักประมาณ 70 - 75 % ของความสามารถสูงสุด
ของอัตราการเต้นของหัวใจของแต่ละบุคคล เช่น  ในการคำนวณหาความสามารถสูงสุด = 220  -  อายุ  
2. นานพอ  คือเมื่อออกกำลังกายจนชีพจรขึ้นไปถึงระดับที่กำหนดแล้ว ก็ทำติดต่อกันไป
เรื่อยๆ  โดยคงชีพจรไว้อย่างน้อยระดับนี้ เป็นเวลา 15 -20 นาที ก็ใช้ได้  ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้ใช้อ๊อกซิเจนไปช่วยเผาผลาญให้เกิดพลังงานที่เรียกว่า  “แอโรบิค”
คุณภาพขององค์ความรู้ (Body  of Knowledge)
                   ®สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแปลงยาว  ได้จัดตารางการออกแอโรบิคในสำนักงานฯ ตั้งแต่วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ ช่วงเวลา 15.0-15.30 น. เพราะเป็นเวลาที่ทุกคนว่างจากการทำงานในงานปกติของสำนักงาน  โดยจะมีการเปิดเพลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีผู้นำพาเต้นแอโรบิค หากผู้นำเต้นไม่อยู่ก็เปิด Youtube การเต้นแอโรบิคแทน  ซึ่งการเต้นจะเน้นท่าที่ทุกคนสามารถทำได้ ประมาณ 20-30 นาที
โดยมีท่า  ดังนี้
                   1. ท่าการย่ำเท้า   เป็นการย่ำเท้าอยู่กับที่
                   2. ท่าการเดิน เป็นการก้าวเท้าไปยังทิศทางที่เคลื่อนที่ไป มีการถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่ง  
                   3. ท่าการก้าวรูปสี่เหลี่ยม เป็นการก้าวเดินไปข้าง 1 ก้าว ถอยหลัง 1 ก้าว เป็น V-step
                   4. ท่าการก้าวแตะ   เป็นการยกเท้าหนึ่งไปด้านข้างแล้วยกเท้าอีกข้างหนึ่งไปแตะแล้วทำสลับกัน
                    5. ท่ายกเข่า  เป็นท่าการเคลื่อนไหวพื้นฐานในการพัฒนากล้ามเนื้อ
                   6. ท่า ช่า ช่า ช่า  เป็นการก้าวเท้าใดเท้าหนึ่งไขว้ไปด้านหน้า ย่ำเท้าหลัง แล้วนำเท้ากลับที่ก้าวไปข้างหน้า กลับมาย่ำ ย่ำ ย่ำ สลับเท้า
                   7. ท่าสายสะโพก   เป็นการส่ายสะโพกซ้าย – ขวา สลับกัน
                   8. ท่า Step Knee เป็นการย่ำเท้า 1-2 ก้าวขึ้นบน 3 แล้วยกเข่า

                   ®ผลที่ได้จากการส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยแอโรบิคในสำนักงานฯ  
                   1.เจ้าหน้าที่/บุคลากร ในสำนักงานฯ มีบุคลิกภาพดีขึ้น  ร่างกายแข็งแรง  มีจิตใจร่าเริง     มีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้น
                   2.เกิดความสามัคคี และความรักในการทำงานมากขึ้น

                   3.มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

องค์ความรู้การส่งเสริมการบริหารจัดการชุมชนด้านแก้ไขปัญหาความยากจน

เจ้าของความรู้  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบ้านโพธิ์
การถอดบทเรียนครัวเรือนยากจน
1) กระบวนการแก้ไขปัญหาความยากจน  ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนพื้นที่ มีบางส่วนเป็นคนนอกพื้นที่ๆ เข้ามาทำงานในด้านการเลี้ยงกุ้ง  อาชีพส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม เลี้ยงกุ้ง ปลา และรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม รับจ้างทั่วไป มีการลดรายจ่ายในครัวเรือนที่ไม่จำเป็น  มีระบบเฝ้าระวัง ดูแลคนในชุมชนเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติด  มีการรักษาความสะอาด  และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  ส่วนเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น คือ  ระหว่างปี พ.ศ. 2550 – 2558  ที่ผ่านมา วิถีชีวิตของชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปัญหาต่างๆ เริ่มเข้ามามีผลกระทบต่อคนในหมู่บ้านมากขึ้น  การประกอบอาชีพทางด้านการเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากภาวะทางธรรมชาติเกิดโรคกุ้งระบาด ทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาความยากจน เริ่มมีหนี้สินจากภาวะเศรษฐกิจ หรือ ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้นำชาวบ้านเริ่มมองเห็นปัญหาของหมู่บ้าน และคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาความยากจน จึงเริ่มประชาสัมพันธ์ ส่งเสริม ให้ชาวบ้านนำแนวความคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ด้านดี ได้แก่ ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นทั้งด้านฐานะพร้อมอุปกรณ์ เครื่องใช้ต่าง ๆ มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม    พื้นที่บริเวณบ้านมีการปลูกผักสวนครัว  มีเงินกองทุนหมู่บ้านและกลุ่มสัจจะออมทรัพย์  และมีระเบียบของหมู่บ้านที่ใช้ปฏิบัติร่วมกัน  
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ด้านลบ  ได้แก่  การครองชีพของชาวบ้านมีความแตกต่างกัน ตามสภาพเศรษฐกิจ และการประกอบอาชีพ  การประชุมกลุ่ม หรือเวทีประชาคมหมู่บ้าน ต้องใช้เวลาช่วงวันหยุด หรือช่วงเย็นที่ชาวบ้านว่างจากการทำงาน ชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมาจากการสร้างฐานะและการประกอบอาชีพและสภาพเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม         
2)  การดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจน  เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดเพื่อพึ่งพาตนเองนั้น เริ่มมาจากการลดรายจ่ายในครัวเรือน  โดยการออมเงิน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับครอบครับเป้าหมาย ปัจจุบันครัวเรือนเป้าหมาย มีกิจกรรม ให้ครัวเรือนและสมาชิกในครัวเรือนไปประกอบอาชีพ  ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำบัญชีครัวเรือน  ทำของใช้ในครัวเรือน  มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การปลูกผักสวนครัวริมรั้วและพื้นที่บริเวณรอบๆ บ้าน  เป็นครอบครัวที่ปลอดยาเสพติด  และมีระเบียบกฎเกณฑ์ของครอบครัว มีกิจกรรมและการฝึกอบรมอาชีพที่สอดแทรกความพอเพียงมาโดยตลอด 
ดังนั้น  การแก้ไขปัญหาครัวเรือนยากจน ที่เกิดขึ้นได้ เพราะ
1)  ความร่วมมือของครัวเรือนยากจนและสมาชิกในครัวเรือน  2)  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่  การลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน  3)  การมีแผนการใช้จ่ายในครัวเรือน  4)  การพัฒนาอาชีพหลักและอาชีพเสริม  5)  ต้องหาจุดที่ “พอเพียง” ของครัวเรือนยากจน ให้เจอ  จึงสรุปเป็นการแก้ปัญหาครัวเรือนยากจน ดังนี้
(1)  การลดรายจ่าย
1.1  ครัวเรือนทำสวนครัว ได้แก่  ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย  พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่และ
ไม่ฟุ่มเฟือย   มีการลดรายจ่ายในครัวเรือน (ทำนาข้าวแผนใหม่ / ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ / ปลูกผัก / เลี้ยงปลา / เลี้ยงเป็ดไข่ / เลี้ยงกบในกระชัง / ทำน้ำยาล้างจาน  /ทำน้ำยาปรับผ้านุ่ม / อื่น ๆ)  ลดรายจ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น
1.2 ครัวเรือนปลอดอบายมุข ได้แก่ เป็นครัวเรือนที่ปลอดยาเสพติด ไม่ดื่มสุรา มาสูบบุหรี่  ไม่เล่นการพนัน
(2)  ด้านการเพิ่มรายได้
2.1 ได้แก่ มีการวางแผนชีวิต แผนการผลิต (ทำนาข้าวแผนใหม่ / ขายของ  / เลี้ยงเป็ดพันธ์ไข่  / เย็บจากมุงหลังคา/รับจ้างตัดหญ้า / ปลูกผักสวนครัว / อื่นๆ) ทำแบบพอประมาณ รอบคอบ คิดอย่างมีเหตุมีผล
2.2 มีการเข้าร่วมกับกลุ่มอาชีพ เช่น(ทำดอกไม้จันทน์ / พวงหรีด และกิจกรรม อื่นๆ ) ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่ม ทำจำหน่ายในหมู่บ้าน และบริเวณใกล้เคียง
(3)  ด้านการประหยัด
3.1 ครัวเรือนมีการออมทรัพย์  ได้แก่  การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อการผลิตของหมู่บ้าน สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน เพื่อรับฝากเงินสัจจะของสมาชิก สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง และครอบครัว                             
           (4)  ด้านการเรียนรู้            
            4.1 ครัวเรือน มีการสืบทอด และใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้แก่ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การปลูกพืชผักสวนครัว รั้วกินได้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอดจากคนรุ่นก่อนมีการทำประชาคมหมู่บ้านสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่บ้าน 
4.2 สมาชิกในครัวเรือนยากจน มีการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การศึกษาหาความรู้จากการเข้าร่วมประชุม อบรม สัมมนา จากสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทำให้คนในหมู่บ้านได้รับทราบแนวทางการดำเนินชีวิตที่มุ่งเน้นให้คนมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล
(5)   ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 
ได้แก่  การเข้าร่วมกิจกรรมการรณรงค์ ดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ที่ประชาชน และหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมกันดำเนินงานในเทศกาล หรือวันหยุดทางราชการ เช่น วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม หรือวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม มีการร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อดูแล รักษา สิ่งแวดล้อมของหมู่บ้าน

การใช้ทีมงานในการประเมินความสุขมวลรวมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

เจ้าของความรู้      สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางปะกง

เรื่องเล่า             
ตามที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการส่งเสริมการดําเนินชีวิต ทั้งในระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งทีมพัฒนากรต้องศึกษาทำความเข้าใจทุกคนและทุกคนสามารถช่วยเหลือกันได้ในทุกประเด็น ในขณะที่พัฒนากรของสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางปะกงมีไม่เพียงพอ  แต่การดำเนินงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงถือว่าเป็นงานสำคัญของการทำงานทำให้ทีมพัฒนากรต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะได้ลงพื้นที่และไปให้ความรู้กับครอบครัวพัฒนาในทุกๆหมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงหลังจากศึกษาทำให้ได้เรียนรู้ว่า เศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจง่ายๆก็ เศรษฐกิจที่สามารถอุ้มชูตนเองได้  และพึ่งตนเองได้ก่อนจะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ปฏิบัติตนให้มีความพอเพียงกับสภาพของตัวเอง อยู่ได้โดยไม่ต้องเดือดร้อนใคร สามารถพึ่งตนเองได้ ก่อนการพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ทีมงานพัฒนากรจะต้องทำการวิเคราะห์ หรือ ประเมินหมู่บ้านโดยใช้ด้วยเกณฑ์ประเมิน ๖ ด้าน ๑๒ ตัวชี้วัด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ของกระทรวงมหาดไทย 4 ด้าน  23 ตัวชี้วัด ดัชนี ชี้วัด ความ “อยู่ เย็น เป็นสุข ” หรือ ความสุขมวลรวมของหมู่บ้าน/ชุมชน (GrossVillage Happiness : GVH )wfh     6 องค์ประกอบ 22 ตัวชี้วัด เป็นเครื่องมือในการพัฒนาขับเคลื่อนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวิธีการคือ เตรียมการประชุม ทีมพัฒนากรและพัฒนากรผู้รับผิดชอบประจำตำบลต้องประสานกับผู้นำชุมชนเพื่อประสานกลุ่มเป้าหมายมาเป็นตัวแทนของหมู่บ้านในการประเมินความสุขมวลรวมก่อนการประเมินความสุขมวลรวม ทีมพัฒนากรต้องสร้างความเข้าใจ และชี้แจงวัตถุประสงค์ของการประเมินให้กลุ่มเป้าหมายทราบก่อน และใช้การประเมินแบบมีส่วนร่วม

  1. เจ้าหน้าที่ประเมินแต่ละตัวชี้วัด ทั้งหมด ๒๒ ตัวชี้วัด อธิบายความหมายตัวชี้วัดรายข้อและสร้างความเข้าใจกับผู้ประเมิน หากผู้เข้าประเมินมีข้อสงสัยความหมายตัวชี้วัดให้สอบถามและทำความเข้าใจทันที  เมื่อทำความเข้าใจได้ข้อสรุปแล้ว จึงยกมือขึ้นเหนือศีรษะตามความพึงพอใจในตัวชี้วัด  หากไม่พึงพอใจก็ไม่ต้องยกมือ วิทยากรผู้ช่วยนับจำนวนมือที่ยกให้เป็นค่าคะแนนพร้อมเขียนจำนวนตามระดับความสุข  จนครบ
  2. นำผลการประเมินหาค่าเฉลี่ยระดับคะแนนแต่ละองค์ประกอบ
  3. นำค่าคะแนนเฉลี่ยแต่ละองค์ประกอบ จุดบนแผนผังใยแมงมุม และลากเส้นเชื่อม วิทยากรอธิบายความหมาย  ความสุขมวลรวมของหมู่บ้าน ให้ผู้เข้าประเมินทราบ
ขุมความรู้
  1. ก่อนการประเมินความสุขมวลรวมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ทีมพัฒนากรต้องศึกษา และทำความเข้าใจ วิธีการ ความหมายของแต่ละตัวชี้วัดให้เข้าใจก่อนการประเมินมีความเข้าใจตรงกัน
  2. ทีมพัฒนากรต้องเป็นผู้เอื้ออำนวยการประชุมต้องแตกประเด็นทีละข้อให้เห็นเป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม และดำเนินการตามขั้นตอนทีละข้ออย่างเข้าใจตรงกันต้องไม่รีบร้อน
แก่นความรู้

  1. ความสุขมวลรวมของชุมชนไม่ใช่ความสุขของคนประเมิน30คน
  2. การคิดวิเคราะห์ของของประชาชน มีผลต่อคะแนนความสุขมวลรวมที่วัดได้  

รวมพลังแก้จน ด้วยชุมชนคนบางน้ำเปรี้ยว

ชื่อกลุ่มงาน   สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
ชื่อเรื่อง        รวมพลังแก้จน  ด้วยชุมชนคนบางน้ำเปรี้ยว
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ   การแก้ไขปัญหาความยากจน

เนื้อเรื่อง    
จากข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เรื่องรายได้ครัวเรือนที่รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 30,000 บาท/คน/ปี ถือว่าเป็นครัวเรือนยากจน ในส่วนของกรมการพัฒนาชุมชนได้จัดทำโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนระดับครัวเรือน ให้สามารถพึ่งพาตนเองและชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยมีกระบวนการขับเคลื่อน 4 กระบวนงาน ได้แก่
กระบวนการที่ 1 ชี้เป้าชีวิตครัวเรือนยากจน เป็นการสร้างทีมปฏิบัติการตำบล จากภาคีการพัฒนาและผู้นำชุมชน ทำการศึกษาข้อมูล จปฐ.เพื่อระบุครัวเรือนเป้าหมาย
กระบวนการที่ 2  จัดทำเข็มทิศชีวิต หรือแผนที่ชีวิต ทีมงานระดับตำบล สร้างความรู้ ความเข้าใจและค้นหาช่องทาง วิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายมีทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาให้พ้นจนกระบวนการที่ 3 บริหารจัดการชีวิต  การนำแผนที่ชีวิตในการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปดำเนินการเอง และทีมปฏิบัติการนำบรรจุในแผนชุมชน แผนพัฒนาท้องถิ่นของ อบต.
กระบวนการที่ 4 ดูแลชีวิต ทีมปฏิบัติการตำบลและผู้นำชุมชน ได้ร่วมกันติดตามความก้าวหน้า การบริหารจัดการชีวิตของครัวเรือน ให้การสนับสนุน ดูแล

การดำเนินงานของทีมงานอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
จัดทำทะเบียนรายชื่อครัวเรือนยากจน จากข้อมูล จปฐ.ปี 2557 มีจำนวน 15 ราย ส่งรายชื่อให้จังหวัด ทบทวน/ปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์อำนวยการปฎิบัติการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอ (ศจพ.อ.) จัดประชุมเตรียมความพร้อม แจ้งวัตถุประสงค์ แนวทางการดำเนินงาน กลุ่มเป้าหมาย และวางแผนการดำเนินงาน ทบทวน/ปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งชุดปฎิบัติการประจำตำบล ประกอบด้วยพัฒนากร ผู้เกี่ยวข้อง และผู้นำ อช. จัดประชุมทีมปฏิบัติการประจำตำบล ชี้แจงวัตถุประสงค์ แนวทางการดำเนินงานและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงาน ตามกระบวนงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่ กระบวนงานที่ 1 ลงพื้นที่ตรวจสอบและจำแนกสถานะครัวเรือนยากจนเป้าหมาย แยกสถานะได้ 3 ประเภท คือ ผ่านเกณฑ์เรื่องรายได้ จำนวน 1 ราย ต้องให้การสงเคราะห์ จำนวน 3 ราย และสามารถพัฒนาอาชีพได้ จำนวน 11 ราย จัดทำสมุดบันทึกการแก้ไขปัญหาความยากจนรายครัวเรือน (Family Folder) โดยทีมปฏิบัติการตำบลและครัวเรือนยากจน กระบวนงานที่ 2 ทีมปฏิบัติการแก้จนและครัวเรือนเป้าหมาย จัดทำแผนชีวิต หรือแผนพัฒนาครัวเรือนยากจน โดยมีการลงนามร่วมกัน กระบวนงานที่ 3 จัดประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ (ศจพ.อ.) เพื่อวางแผนหรือประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การส่งเสริม สนับสนุนหรือให้การช่วยเหลือ จัดคลินิกแก้จนเพื่อให้คำปรึกษาอาชีพทางเลือก การฝึกอาชีพ และสาธิตการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน โดยอำเภอได้สาธิตการทำน้ำยาล้างจานเพื่อลดรายจ่ายให้แก่ครัวเรือนยากจน

ทีมปฏิบัติการตำบลประสานหน่วยงานให้การช่วยเหลือ สนับสนุนการประกอบอาชีพ และให้การสงเคราะห์  ประสานภาคเอกชน องค์กรการกุศลให้การช่วยเหลือด้านอุปโภค บริโภค ด้านที่อยู่อาศัย ด้านสุขภาพอนามัย และเงินสงเคราะห์ครอบครัว ภาคราชการส่งเสริม สนับสนุนด้านอาชีพ ได้แก่ เลี้ยงปลา กบ ไก่ การปลูกเห็ด ปลูกมะนาว นอกจากนี้ ผู้นำ อช.และเจ้าหน้าที่บางรายยังให้การส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ แนะนำ ครัวเรือนยากจน เช่น จัดซื้อมะนาวให้ครัวเรือนยากจน แนะนำด้านการ ตลาด การจัดทำบัญชีครัวเรือน การดูแลสุขภาพ กระบวนงานที่ 4 ดูแลชีวิต ทีมปฏิบัติการประจำตำบล ติดตามดูแลความก้าวหน้าการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือนยากจน อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และปรับแผนให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง และรับทราบปัญหา อุปสรรค ในการประกอบอาชีพ พร้อมหาทางแก้ไขปัญหา เมื่อดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนด จัดทำสรุปผลการดำเนินงาน ซึ่งบางครัวเรือนเกิดรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เช่น ขายไข่ไก่ กบ เห็ดนางฟ้า บางครัวเรือนยังไม่มีรายได้เนื่องจากยังไม่ได้ผลผลิต เช่น มะนาว รายงานให้จังหวัดทราบ  ถอดบทเรียนครัวเรือนต้นแบบ  จัดทำเอกสารเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนทราบเพื่อ
ให้การสนับสนุนในโอกาสต่อไป
  
ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน
             1.อาชีพที่ขอรับการสนับสนุนไม่มีความถนัด เนื่องจากเห็นตัวอย่างจากคนรอบข้างที่ทำได้ดี
แต่ในครัวเรือนยากจนไม่มีทักษะ ประสบการณ์ ความถนัด จึงทำได้ไม่ดี ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
             2.สถานการณ์ สภาพอากาศ สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากในช่วงที่ได้รับการสนับสนุนวัสดุประกอบอาชีพอยู่ในช่วงหน้าแล้ง น้ำน้อย อากาศร้อนจัด น้ำมีอุณหภูมิสูง การเลี้ยงปลา เลี้ยงกบจึงไม่เติบโต หรือตายไปเป็นจำนวนมาก
             3.งบประมาณสนับสนุนมีจำนวนจำกัดและไม่ต่อเนื่อง การประกอบอาชีพของครัวเรือนยากจนจึงไม่สามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
             4.ครัวเรือนที่ได้รับการพัฒนาอาชีพ มีสมาชิกในครัวเรือนจำนวนมากหรือมีคนชรา หรือมีความพิการทางด้านร่างกาย จิตใจ การประกอบอาชีพมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

ขุมความรู้
             การดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจนต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ จึงจะสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพ ดังนี้
             1.การประสานความร่วมมือ ควรจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจผู้เกี่ยวข้อง และวางแผนร่วมกัน เพื่อการรับทราบและยอมรับร่วมกัน และเพื่อเพิ่มระดับความร่วมมือ ควรจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน จัดทำหนังสือเชิญเป็นทางการ การโทรศัพท์ประสานอีกครั้ง การสร้างความคุ้นเคย และการให้ความร่วมมือกับส่วนราชการอื่นๆ 
             2.การปฏิบัติงานในพื้นที่ ทีมปฏิบัติการประจำตำบลมีส่วนสำคัญในการพูดคุย ทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ครัวเรือนยากจน จีงต้องมีความเข้าใจ เข้าถึง จริงใจ จริงจัง อดทน เสียสละ ให้การช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน เสริมสร้างกำลังใจ และติดตามอย่างต่อเนื่อง

แก่นความรู้
             1.ความยากจนไม่ได้เกิดจากรายได้น้อยเพียงอย่างเดียว การแก้ไขปัญหาความยากจนจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆไปพร้อมกันด้วย เช่น ด้านสุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย ความรู้ความสามารถ
             2.ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ และงบประมาณที่จำกัด
ควรให้ระยะเวลาและงบประมาณที่ต่อเนื่องมากกว่าครั้งเดียวหรือปีเดียว
             3.ควรสนับสนุนให้ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นำ อช.)เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน
แก้ไขปัญหาความยากจน เนื่องจากมีความคุ้นเคยในพื้นที่และครัวเรือนยากจน ทำให้ทราบรายละเอียดและความไว้ใจให้แก่ครัวเรือนยากจน
             4.สร้างเครือข่ายบูรณาการแก้จน เพราะการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ดี ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนรอบด้าน ในการช่วยดูแล เอาใจใส่
             5.โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูณาการ เน้นการบูรณาการจากทุกภาคส่วน และทุกระดับ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน  สมาชิก อบต. ผู้นำชุมชน  คณะกรรมการพัฒนาสตรี และคนในชุมชน คอยดูแลช่วยเหลือ เอาใจใส่ครัวเรือนยากจน ระดับตำบล  ทีมปฏิบัติการระดับตำบลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ให้ครัวเรือนยากจนปฏิบัติจนเกิดผลงาน สามารถสร้างรายได้ให้ครัวเรือนยากจนได้ ระดับอำเภอมีคณะกรรมการบริหารศูนย์อำนวยการปฎิบัติการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอ และจังหวัด (ศจพ.อ.) และ(ศจพ.จ.) ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน วางแผน ติดตาม แนะนำ การดำเนินงานพร้อมแก้ไขปัญหา ดังนั้นในแต่ละระดับจึงต้องรวมพลังจัดให้มีการประชุมวางแผนขับเคลื่อนโครงการร่วมกัน และเชื่อมโยงระหว่างระดับ

อย่างจริงจังและต่อเนื่อง มีการติดตาม สรุปผลการดำเนินงานและประเมินผลงาน

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก....กับ...การสร้างรายได้ชุมชน

เจ้าของความรู้ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางคล้า

1. หลักการ
รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาโครงการหนึ่งตำบล  หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)  ที่เกิดจากศักยภาพของชุมชน อันก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน  โดยการเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรของรัฐ ท้องถิ่น และจังหวัด เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถใช้ทรัพยากร และภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาอาชีพ  โดยรัฐบาลให้การสนับสนุน องค์ความรู้ใหม่ การเข้าถึงแหล่งทุน และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการและการตลาด  เพื่อเชื่อมโยงสินค้าชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ   ศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เป็นช่องทางหนึ่งในการเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรจากแหล่งทุน  แหล่งผลิต แหล่งตลาด แหล่งความรู้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เป็นกลไกขับเคลื่อนให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพและการพัฒนากลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ OTOP  ให้มีคุณภาพและมาตรฐานสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มและชุมชนซึ่งส่งผลต่อประชาชนในหมู่บ้านให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน  โดยใช้กลยุทธ์ที่สำคัญ  คือ บูรณาการ  ประกอบด้วย 

  1. ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยพลังเครือข่ายชุมชน สู่การสร้างรายได้ชุมชน ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากของภาคีการพัฒนา  เช่น การจัดทำฐานข้อมูลและให้คำปรึกษาจับคู่ธุรกิจ
  2. เป็นศูนย์กลางการให้บริการทางวิชาการและพัฒนาขีดความสามารถด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เช่น การจัดทำแผนเจรจาธุรกิจ  แผนการตลาด
  3. การบริหารจัดการและให้บริการในรูปคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้แทนเครือข่าย OTOP เครือข่ายทุนชุมชน  ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนและภาคีหน่วยงานภาครัฐ

2. ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. จัดตั้งศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก สถานที่ถาวร หรือ เป็นจุดแหล่งเรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้ชุมชน
  2. คัดเลือกคณะกรรมการศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ที่มาจากเครือข่ายต่างๆ เช่น OTOP  กทบ. กข.คจ.  ออมทรัพย์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ
  3. สร้างทีมวิทยากรจากคณะกรรมการศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เครือข่ายต่างๆ
  4. ให้บริการแสดงสินค้า OTOP ข้อมูลข่าวสาร งานเอกสาร  แบบฟอร์มต่างๆ ให้คำปรึกษาแนะนำ
  5. จัดบริการศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก นอกสถานที่ ให้บริการความรู้ สาธิต ให้คำปรึกษา
  6. ศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เป็นสถานที่พบปะเจรจาธุรกิจชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้
3. แก่นความรู้

  1. การดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้กับกลุ่ม องค์กรชุมชน ชุมชน ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ OTOP
  2. การมีส่วนร่วมของเครือข่าย  ชุมชน  สมาชิกศูนย์ เป็นพลังให้เกิดองค์ความรู้ เกิดการแลกเปลี่ยน
  3. การบูรณาการกิจกรรมในศูนย์ฯเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิก กลุ่ม องค์กร 
4. แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

  1. แนวทางการดำเนินงานเครือข่าย OTOP
  2. แนวทางการดำเนินงานศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เศรษฐกิจพอเพียงกับการแก้ไขปัญหาความยากจน

ชื่อเรื่อง     เศรษฐกิจพอเพียงกับการแก้ไขปัญหาความยากจน
สังกัด        สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอคลองเขื่อน  จังหวัดฉะเชิงเทรา

                   เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่ และการปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง  หมายถึง  ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบ ใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูง จากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน

เศรษฐกิจพอเพียงกับความยากจน
                   การที่เราจะสามารถทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาความยากจนได้อย่างถูกต้อง หรือใกล้เคียงความจริงนั้น เราจะต้องวิเคราะห์ตั้งแต่ปัญหาของความยากจนว่าคืออะไร? และเกิดขึ้นได้อย่างไร? ซึ่งหากพิจารณาจากสังคมปัจจุบันนั้น ปัญหาความยากจนได้แพร่กระจายไปสู่บุคคลทุกกลุ่มในสังคมไทย ดังนั้นความยากจนในที่นี้จึงหมายถึง การมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย จนถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินจากผู้อื่นมาใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตประจำวัน อันเนื่องมาจากการตกเป็นเหยื่อของลัทธิบริโภคนิยม วัตถุนิยมอย่างไร้ขอบเขตจำกัด
การปรับใช้แนวความคิดของเศรษฐกิจพอเพียงมาแก้ไขปัญหาความยากจนตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแนะนำให้พสกนิกรของพระองค์นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ทฤษฎีใหม่ ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ “พอมีพอกิน-อยู่ดีกินดี-มั่งมีศรีสุข” โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญคือ ควรให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา ได้ค้นหาวิธีการในการแก้ปัญหาและดำเนินการแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้มากที่สุด ประชาชนผู้ยากจนย่อมรู้สภาพปัญหาที่แท้จริงและรู้ความต้องการที่แท้จริงว่า พวกเขามีสภาพเช่นไร และมีความต้องการอะไรมากที่สุดตามลำดับความจำเป็น หน่วยงานภายนอกไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนควรมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยง คอยให้การชี้แนะและสนับสนุนทางด้านเทคนิคและวิชาการมากกว่าลงมือแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านโดยตรง
บทสรุป

 “เศรษฐกิจพอเพียง” คือ มุ่งหวังที่จะให้บรรลุเป้าหมายในฐานะเป็นทางเลือกของสังคมในการดำเนินชีวิต และดำเนินกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อปรับตัวให้สามารถอยู่รอดในสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันได้อย่างมีความสุข การแก้ไขปัญหาความยากจนนั้นไม่ใช่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวหรือ ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องร่วมมือกันจึงจะสาเร็จได้ ชีวิตที่พอเพียงจึงต้องเริ่มจากตัวเองก่อน เศรษฐกิจพอเพียงระดับบุคคล คือ ความสามารถในการดารงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อนมีความเป็นอยู่อย่างประมาณตน ตามอัตภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด เมื่อเริ่มจากตนเองได้แล้วก็ขยายผลไปสู่ครอบครัว เศรษฐกิจพอเพียงระดับครอบครัว คือ การพอมีพอกินไม่ฟุ่มเฟือยและไม่ฝืดเคืองนัก ส่วนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน คือ ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้ ประชาชนมีการรวมกลุ่มทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อต่อรองผลประโยชน์ที่เป็นธรรม การแก้ไขปัญหาความอยากจนด้วยความพอเพียง เดินทางสายกลางนั้นสามารถประยุกต์นาไปใช้ได้ทุกอาชีพ โดยยึดหลักการ “พอมีพอกิน-อยู่ดีกินดี-มั่งมีศรีสุข”