วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กองทุนแม่ของแผ่นดิน (จังหวัดฉะเชิงเทรา)

ปัญหายาเสพติด แพร่ระบาดจนยากที่จะควบคุม เกิดมาจาก 2 ปัจจจัยหลัก คือ

1.ปัจจัยพื้นฐาน เช่น สภาพครอบครัวและชุมชนบกพร่องไม่สามารถ ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันปัญหายาเสพติดที่เข้ามาถึงตัวลูกหลานได้

2.ปัจจัยปัญหาตัวยาเสพติด เพราะประเทศเรามีขบวนการค้าการผลิตที่ใหญ่โตและมีบุคคลที่มีอิทธิพลหรือเป็นคนมีสีเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหลายระดับ ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก


ดังนั้น ถ้าเราจะถามว่าเด็กคนหนึ่งติดยาเสพติดเพราะอะไร เราคงตอบไม่ได้ ง่ายนักว่าเป็นเพราะเด็กไม่รักดี แต่เราต้องมองปัญหาหลายๆ ด้านของครอบครัว ชุมชนและสังคมประกอบกันไป นั่นก็หมายความว่า แค่การจับกุม หรือปรายปรามผู้เสพ ผู้ค้า ด้วยวิธีรุนแรง ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้หมดไปได้ เพราะยังไม่ครบวงจรของการแก้ไขและในไม่ช้าปัญหาก็จะกลับมาเกิดซ้ำอีก


ด้วยความห่วงใยต่อปัญหาดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จึงได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้สำนักงาน ป.ป.ส.นำไปเป็นเงินขวัญถุงสิริมงคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเกิดศรัทธา ในอันที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยตนเองของชุมชน โดยใช้ชื่อว่า “กองทุนแม่ของแผ่นดิน”


โดยมีวัตถุประสงค์
คือ
1. ขยายพลังแห่งความดี ของคนในชุมชนให้กว้างขวาง

2. เสริมสร้างกระบวนการในชุมชน ทั้งความคิด ความรู้ การแลกเปลี่ยน การรวมกลุ่ม และความตื่นตัวเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหายาเสพติด เพื่อให้ชุมชนบรรลุถึงความเข้มแข็งอย่างแท้จริง

3. สนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และสนับสนุนให้คนทำความดีและเสียสละเพื่อชุมชน

4. สนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียง เพื่อการพึ่งพาตนเอง และพึ่งพากันเองอย่างยั่งยืนทำให้ปัญหาพื้นฐานของชุมชนลดลงได้

5. สนับสนุนกิจกรรมแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนอย่างยั่งยืน และพัฒนาเป็นศูนย์การรียนรู้ชุมชน เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนทั้งภายในและระหว่างหมู่บ้าน


ดังนั้น ชุมชนที่จะขอรับเงินพระราชทานกองทุนแม่ของแผ่นดิน จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. ผ่านกระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข้งให้ชุมชนมีองค์ประกอบตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงาน

2. เป็นชุมชนที่แสดงถึง “การพึ่งพาตนเอง” ในการแก้ไขปัญหาของชุมชน

3. เป็นแกนนำสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

4. เป็นศูนย์การเรียนรู้ ดูงาน หรือกำลังจะเป็น

5. มีความพร้อม เต็มใจที่จะเข้าร่วมโครงการหรือพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ


ชุมชนเข้มแข็งคืออะไร

ชุมชนเข้มแข็ง คือ การที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมีวัตถุประสงค์ มีอุดมการณ์หรือมีความเชื่อถือในบางเรื่องร่วมกันมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างต่อเนื่องมีการติดต่อสื่อสาร หรือการรวมกลุ่ม จะอยู่ห่างไกลกันก็ได้มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ในการกระทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน และมีการจัดการ มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มจนกลายเป็นชุมชน ก่อให้เกิดพลังในการแก้ไขปัญหาและร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมือง และสุขภาพในสังคมนั้นๆ


ปัญหาอยู่ที่ไหน ต้องแก้ไขที่นั้น

จากการที่ปัญหายาเสพติดมีความซับซ้อน ถ้าเช่นนั้นเราต้องมาดูว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไรกันแน่ และจะแก้ไขอย่างไรจึงจะเกิดผลอย่างแท้จริง

ความยากจน

จึงกดดันให้เข้าสู่กระบวนการค้ายา ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ เราต้องแก้ที่ปัญหาความยากจน สร้างงาน สร้างอาชีพให้

ครอบครัว

ไม่อบอุ่นหรือพ่อแม่เลี้ยงดูไม่เป็น ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ เราก็ต้องแก้ที่ครอบครัว


ความอยากรู้อยากลอง

ของเยาวชนใช่หรือไม่ ถ้าใช่ เราก็ต้องสร้างเกราะป้องกันพวกเขาจากสื่อที่กระตุ้นความอยากลอง ต้องสร้างค่านิยมที่ถูกต้องต่อการใช้ชีวิต และสร้างการท้าทายที่เหมาะสม


จะเห็นได้ว่าปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาโดดๆ ที่แก้ไขได้โดยไม่ต้องแก้ปัญหาอื่นด้วยจึงต้องย้ำกันอีกทีว่า การจับปราบไม่เพียงพอและชุมชนที่เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาต้องลุกขึ้นมาจัดการร่วมกับภาคส่วนอื่นๆของสังคม

ความจำเป็นที่ชุมชนต้องลุกขึ้นสู้
ที่ผ่านมาเราหวังพึ่งพาภาครัฐในการแก้ไขปัญหายาเสพติดทางเดียว โดย ภาคประชาชน นิ่งเฉยทั้งๆที่รู้ว่าเป็นปัญหา และก็พบว่า ภาครัฐไม่สามารถจัดการปัญหายาเสพติดได้จริงเพราะข้าราชการมีกี่คน ตำรวจมีกี่คน อยู่กับเราในชุมชนนานแค่ไหน และจะรู้ดีเท่ากับคนในชุมชนเราหรือไม่ เข้ามาแล้วแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นหรือไม่ เราจะเห็นได้ว่า ผลของการจับกุมปราบปราม ได้ลูกหลานของเราเข้าไปกินข้าวในคุก แต่บางส่วนกลับเพิ่มปัญหาให้กับชุมชนและคนที่อยู่ข้างหลัง ดังนั้นชุมชนจึงต้องเป็นหลักในการดำเนินงานโดยประสานงานกับฝ่ายต่างๆ

ความคิดพื้นฐานที่ต้องปรับ
- ต้องเลิกความคิดว่า “ธุระไม่ใช่”
- ตัดความคิดว่า “ชาวบ้านทำเองไม่ได้”ออกไป และหันกลับมาเชื่อมั่นว่า เพื่อลูกหลานของเราแล้ว ทำไมจะทำไม่ได้
- ให้เลิกความคิดที่จะ “พึ่งคนอื่น” ไม่จะพึ่งตำรวจ ผู้ว่าฯ หมอ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส.ส. หรือรัฐบาลใดก็ตาม
- มีความเชื่อและศรัทธาว่าเราสามารถ “พึ่งพากันเอง” ได้ แทนที่จะรอว่าใครจะเข้ามาช่วยเรา โดยที่เราเองยังไม่คิดจะช่วยตัวเอง
- มอง “คนเสพว่าเป็นคนป่วย” เพราะเขาเคยเป็นคนปกติแต่เมื่อเขาไปติดยาเหมือนเขากำลังป่วย ดังนั้นเราต้องช่วยกันดูแลคนติดยาเช่นกัน

นายวีรพล โพธิ์ชัย
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฝากออมสิน เพื่อออมทรัพย์ รับโชค

บ้านท่ากลอย หมู่ที่ ๔ ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา (ได้รับรางวัลกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตดีเด่น) หมู่บ้านท่ากลอยได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ มีสมาชิกเริ่มแรก จำนวน ๑๓๐ คน มีคณะกรรมการ จำนวน ๑๕ คน เงินสัจจะ ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งปัจจุบันนี้มีสมาชิก จำนวน ๒๓๘ คน เงินสัจจะสะสม ๔,๑๖๖,๐๐๐ บาท เก็บสัจจะรายเดือนๆ ละ ๘๖,๐๐๐ บาท สมาชิกกู้ ๑๕๕ คน เงินคงเหลือในบัญชีธนาคาร ธกส. เป็นจำนวนเงิน ๔๑๖,๐๐๐ บาท

ขุมความรู้
- กรรมการมาจากการเลือกตั้ง
- คณะกรรมการต้องแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน และปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
- คณะกรรมการมีการประชุมประจำเดือน และมีบันทึกการประชุมเป็นหลักฐาน
- มีระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม ที่กำหนดขึ้นโดยเวทีประชาคม และสมาชิกปฏิบัติตามระเบียบ
- มีแผนการดำเนินงานของกลุ่มและปฏิบัติตามแผน
- มีการจัดทำบัญชี / เอกสารของกลุ่มครบถ้วน
- มีความโปร่งใสในการบริหารจัดการ สามารถตรวจสอบได้
- มีสวัสดิการให้สมาชิก แก่ชุมชน และจัดสรรผลกำไร นำไปปันผลเฉลี่ยคืนให้สมาชิก
- ฝากออมสิน เพิ่มทรัพย์ รับโชค

แก่นความรู้
- ศึกษาสภาพปัญหา ความยากจนของคนในหมู่บ้าน
- วิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน
- จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ฯ โดยการประชุมจัดเวทีประชาคมความต้องการของสมาชิก

- ประชุมชี้แจง พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทราบปัญหาการดำเนินงาน
- วางแผนการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์
เพื่อการผลิตอย่างต่อเนื่อง

นางมาลัย วิเลปะนะ

นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าตะเกียบ

วิธีการดำเนินงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านร่มโพธิ์ทอง

ข้าพเจ้ารับผิดชอบการดำเนินงาน โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ “อยู่ดี กินดี” โครงการตามยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยดำเนินการในพื้นที่ หมู่ที่ 7 บ้านร่มโพธิ์ทอง ตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยดำเนินกิจกรรมตามกรอบแนวทางที่กรมฯ กำหนด 5 กิจกรรม ได้แก่ การส่งเสริมครอบครัวพัฒนาโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงาน , การเรียนรู้ตนเอง โดยการปรับแผนชุมชน และทำบัญชีครัวเรือน , การสาธิตการดำรงชีวิตแบบพอเพียง , การเสริมสร้างระบบบริหารจัดการชุมชน และการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการจัดการความรู้วิธีการปฏิบัติการพัฒนาหมู่บ้าน

ในการดำเนินโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ข้าพเจ้า ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การมี 3 ห่วง
2 เงื่อนไข คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไข การมีความรู้ และ มีคุณธรรม มาประกอบกับหลักการประเมิน หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมี 4 ด้าน 23 ตัวชี้วัด ซึ่งใช้จัดระดับหมู่บ้าน โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย “พออยู่ พอกิน”,“อยู่ดี กินดี” และ“มั่งมี ศรีสุข” ผลจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทำให้คนในหมู่บ้านได้เรียนรู้ตนเอง ในด้านการดำรงชีวิตแบบพอเพียง ทั้งการลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สามารถขยายแนวคิด และวิธีปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่คนอื่นๆ ในหมู่บ้าน และหมู่บ้าน/ชุมชนอื่นๆ ได้ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต และ การพัฒนาหมู่บ้านอย่างยั่งยืน

ขุมความรู้

1. ครัวเรือนพัฒนานำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต

2. ครัวเรือนพัฒนานำความรู้ที่ได้จากการประชุมฯ ศึกษาดูงาน และจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
มาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง
3. การประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง
4 ด้าน 23 ตัวชี้วัด จัดเป็นหมู่บ้าน ระดับ “อยู่ดี กินดี”
4. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันของครัวเรือนพัฒนา และเผยแพร่ความรู้ไปสู่ครัวเรือนอื่นๆ
ในหมู่บ้าน

แก่นความรู้

1. การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

2. เกณฑ์การประเมินผลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบระดับ “อยู่ดี กินดี”

3. การขยายผลสู่ครัวเรือนอื่นๆ ในหมู่บ้าน และการเป็นต้นแบบให้หมู่บ้านอื่นๆ

4. การพัฒนาหมู่บ้านให้ครัวเรือนในหมู่บ้านสามารถพึงตนเองได้อย่างยั่งยืน


กลยุทธ์ในการทำงาน

1. ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหมู่บ้าน

2. นำความรู้วิทยาการใหม่ และเทคโนโลยี ใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้าน

3. บูรณาการการพัฒนาร่วมกับหมู่บ้าน/ชุมชน และหน่วยงานอื่นๆ

4.
ติดตามผลการดำเนินงาน ประเมินผล และรวบรวมปัญหา อุปสรรค เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

นางสาวอัจฉรา เขียวภักดี
นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าตะเกียบ

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิธีการขับเคลื่อนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบจังหวัดฉะเชิงเทรา

การขับเคลื่อนกิจกรรมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ส่วนใหญ่ที่เราเห็น เจ้าหน้าที่และผู้นำชุมชนจะส่งเสริม สนับสนุนในลักษณะบุคคลหรือครอบครัว ไม่ค่อยเห็นทำกันในลักษณะหมู่บ้านมากนัก...

มีปัญหาว่าถ้าทำในลักษณะหมู่บ้าน จะขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นจริงกันอย่างไร...

กรมการพัฒนาชุมชนได้คิดวิธีการไว้ และให้งบประมาณสนับสนุน เพื่อขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านแบบเป็นขั้นเป็นตอน และค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้

1. ประชุมเชิงปฏิบัติการแก่ครอบครัวพัฒนา 30 ครอบครัว ระยะเวลาดำเนินการ 1 วัน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง

2. พาครอบครัวพัฒนาไปศึกษาดูงาน ระยะเวลา 2 วัน เพื่อให้ได้รู้ ได้เห็น วิธีการปฏิบัติจริงจากผู้ที่เคยทำมาแล้ว

3. เรียนรู้ตนเองและวางแผนชีวิต ระยะเวลา 1 วัน เพื่อให้ครอบครัวพัฒนาได้ศึกษาเรียนรู้การทำบัญชีครัวเรือน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตนเอง แล้วนำมาวางแผนชีวิต กำหนดเป้าหมายของชีวิต ออกจากความยากจน

4. สาธิตการดำรงชีวิตแบบพอเพียง จำนวน 2 กิจกรรม ระยะเวลา 1-2 วัน เพื่อให้ครัวเรือนได้เรียนรู้วิธีการที่จะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว เช่น การทำน้ำยาล้างจานใช้เอง ทำปุ๋ยใช้เอง เป็นต้น

5. การบริหารจัดการชุมชน โดยจัดกิจกรรมเกี่ยวกับประชาธิปไตย เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ หรือกิจกรรมการสร้างความสมานฉันท์ ความสามัคคีในชุมชน ระยะเวลา 1 วัน

6. ถอดบทเรียนวิธีการพัฒนาหมู่บ้าน ระยะเวลา 1 วัน เพื่อนำบทเรียนที่ได้จากการพัฒนาหมู่บ้านมาดำเนินการต่อ หรือแก้ไขในสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีต่อไป

ขั้นตอนเหล่านี้ ครอบครัวพัฒนาจะทำหน้าที่เป็นแกนนำหมู่บ้านขยายผลต่อไป ถ้าแกนนำทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี จะส่งผลให้ครัวเรือนอื่นๆ เอาอย่างได้ และจะค่อยๆ ซึมซับลงจนกลายเป็นวิถีชีวิตแบบพอเพียงทั้งหมู่บ้านในที่สุด...

นายสุรเดช วรรณศิริ
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา

แนวทางการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเงินทุนชุมชน

การวิเคราะห์ระบบงานเดิม
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ตามมติเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ จำนวน ๑๑,๖๐๘ หมู่บ้าน และเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ จำนวน ๒๘,๐๓๘ หมู่บ้าน รวม ๓๙,๖๔๖ หมู่บ้าน เพื่อกระจายโอกาสให้คนยากจนในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ให้มีแหล่งเงินทุนในระดับหมู่บ้าน สำหรับยืมไปประกอบอาชีพ หรือขยายกิจการในอาชีพของตน เพื่อเพิ่มรายได้ให้พ้นเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น [๑]


การยืมและคืนเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน

๑. ครัวเรือนเป้าหมายเสนอโครงการ ขอยืมเงินทุน ทำสัญญายืมเงิน กรอกแบบรับเงินยืม และคณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน ประชุมและอนุมัติเงินยืม ภายในเวลา ๑-๒ วัน


๒. ตัวแทนคณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน นำเอกสารการยืมเงินของครัวเรือนเป้าหมาย เสนอต่อพัฒนากรประจำตำบล พร้อมแนบรายงานการประชุม รายชื่อและเลขที่บัญชีของครัวเรือนเป้าหมาย และสำเนาบัญชี กข.คจ. หมู่บ้าน ที่ปรับรายการปัจจุบัน


๓. พัฒนากรประจำตำบล ตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการ และวงเงินขอยืมแต่ละรายและยอดรวมทั้งหมด


๔. พัฒนากรประจำตำบล เสนอพัฒนาการอำเภอ เพื่อออกหนังสือนำส่งให้ธนาคารโอนเงินจากบัญชีธนาคาร กข.คจ. หมู่บ้าน เข้าบัญชีธนาคารครัวเรือนเป้าหมายที่ต้องการยืมเงิน


๕. เมื่อครบกำหนดสัญญายืมเงิน โดยปกติระยะเวลา ๑ ปี คณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน นัดประชุมเพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายชำระเงินที่ธนาคารโดยตรง หรือผ่านตัวแทนของคณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน ซึ่งมีการมอบแบบรับคืนเงินยืมไว้เป็นหลักฐาน ในวันเดียวกันนี้อาจมีการเสนอโครงการ ขอยืมเงินทุน ทำสัญญายืมเงิน กรอกแบบรับเงินยืม และคณะกรรมการ กข.ตจ. หมู่บ้าน ประชุมและอนุมัติเงินยืม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนครัวเรือนเป้าหมาย


ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากกระบวนการยืมและคืนเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน

๑. การกรอกเอกสารหลักฐานการยืมเงินค่อนข้างมาก เนื่องจากประกอบด้วย แบบเสนอโครงการ แบบขอยืมเงินทุน แบบสัญญายืมเงินทุน แบบรับเงินยืม และแบบรับคืนเงินยืม ซึ่งมีข้อความซ้ำซ้อนในแต่ละแบบฟอร์มเป็นจำนวนมาก เช่น ชื่อผู้ยืมเงิน ชื่อที่อยู่ เป็นต้น อีกทั้งครัวเรือนเป้าหมายบางครัวเรือนไม่สะดวกที่จะเขียนหนังสือ จึงทำให้การดำเนินงานต่างๆ ค่อนข้างล่าช้า


๒. การอนุมัติหรือไม่อนุมัติเงินยืมตามระเบียบฯ ยังไม่แน่นอน โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน


๓. การเสนอโครงการ การอนุมัติเงินยืม และทำสัญญายืมเงิน เป็นไปอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้การดำเนินงานของโครงการไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด


๔. เนื่องจากข้อมูลการยืมเงินของครัวเรือนเป้าหมายไม่ได้จัดเก็บอย่างเป็นระบบ จึงทำให้การรวบรวมข้อมูล เพื่อสรุปผลการดำเนินงานโครงการบางครั้งขาดช่วง


แนวทางการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน

๑. ลงทะเบียนครัวเรือนเป้าหมายด้วยฐานข้อมูลในระบบออนไลด์ ระยะเวลา ๑ ปี

เอกสารแนบ
๑. แบบเสนอโครงการ ๒. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ๓. สำเนาทะเบียนบ้าน
ผลที่ได้เป็นบัญชีครัวเรือนเป้าหมายที่ขอลงทะเบียน อาจแยกเป็นกลุ่มตกเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน และพัฒนาคุณภาพชีวิต

หมายเหตุ หากสามารถนำฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรมาใช้ร่วมด้วยจะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
และข้อมูลมีรายละเอียดของครัวเรือนมากขึ้น


๒. คณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน กำหนดวันนัดประชุมเพื่อทำสัญญายืมเงิน ซึ่งอาจเป็นวันเดียวกับการนัดคืนเงิน หรือประชุมใหญ่ก็ได้


๓. เนื่องจากระบบออนไลด์ที่ใช้ลงทะเบียนพัฒนากรประจำตำบลสามารถตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ


๔. ก่อนถึงกำหนดวันนัดประชุมเพื่อทำสัญญายืมเงิน จัดพิมพ์แบบขอยืมเงินทุน แบบสัญญายืมเงินทุน แบบรับเงินยืม และแบบรับคืนเงินยืม โดยใช้ฐานข้อมูลจากการลงทะเบียน ซึ่งจะลดระยะเวลาการเขียนข้อมูล


๕. คณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน นัดประชุมอนุมัติเงินยืม และอาจนัดให้ครัวเรือนเป้าหมายชำระเงินที่ธนาคารโดยตรง หรือผ่านตัวแทนของคณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน ซึ่งมีการมอบแบบรับคืนเงินยืมไว้เป็นหลักฐาน

๖. พัฒนากรประจำตำบล เสนอพัฒนาการอำเภอ เพื่อออกหนังสือนำส่งให้ธนาคารโอนเงินจากบัญชีธนาคาร กข.คจ. หมู่บ้าน เข้าบัญชีธนาคารครัวเรือนเป้าหมายที่ต้องการยืมเงิน

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเงินทุนชุมชน

ในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเงินทุนชุมชนนั้น ต้องการความถูกต้อง แม่นยำ มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้จริง และกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนคณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน มีความพึงพอใจในการใช้งาน ดังเช่นตัวอย่างงานวิจัยนี้


๑. การพัฒนาโปรแกรมการประมวลผลข้อมูลของสมาชิกกองทุนสวัสดิการมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามสามารถใช้งานได้ถูกต้องแม่นยำ และมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ที่มีต่อระบบที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน (ค่าเฉลี่ย ๔.๗๒ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ๐.๐๔) และความคิดเห็นของผู้ใช้ระบบอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย ๔.๕๖ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ๐.๒๘) [๒]


๒. การพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กรณีศึกษา กองทุนหมู่บ้านลูกค้าธนาคารออมสิน สาขาบางปะอิน โดยการนำระบบสารสนเทศเข้ามาจัดการร่วมกับระบบงานเดิมให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติโดยทำงานในรูปแบบของเว็บแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็ว และลดข้อผิดพลาดในการทำงาน PHP และ ภาษา SQL และใช้ MySQL ในการจัดการฐานข้อมูล ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญพบว่าได้ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๔๙ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๔๙ ส่วนผลการประเมินจากผู้ใช้ทั่วไปพบว่าได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๒๕ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๐๔ จากการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างสามารถสรุปได้ว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความพึงพอใจในระดับดี สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง [๓]


๓. การพัฒนาระบบการจัดการบริหารกองทุนหมู่บ้านมะลูจรุง ซึ่งการพัฒนาระบบครั้งนี้ใช้ภาษา PHP เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและใช้ MySQL เป็นระบบฐานข้อมูล จากกระบวนการทดสอบความพึงพอใจ พบว่าความพึงพอใจด้านความสามารถในการทำงานของระบบจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ย ๔.๒๔ จากผู้ใช้ระบบมีค่าเฉลี่ย ๔.๓๑ ความพึงพอใจด้านความถูกต้องในการทำงานของระบบจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ย ๔.๒๔ จากผู้ใช้ระบบ มีค่าเฉลี่ย ๔.๔๐ ความพึงพอใจในด้านการใช้งานง่ายของระบบจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ย ๔.๐๕ จากผู้ใช้ระบบ มีค่าเฉลี่ย ๔.๔๐ ความพึงพอใจด้านความปลอดภัยของระบบจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ย ๓.๗๓ จากผู้ใช้ระบบ มีค่าเฉลี่ย ๔.๓๕ สรุปได้ว่าระบบมีการทำงานโดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับดี [๔]


สรุป
เมื่อมีการใช้ระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการเงินทุนชุมชน ในกรณีที่นำเสนอเป็นโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนหนึ่งที่ใกล้ชิดประชาชนในหมู่บ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนแลละคณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน แต่จำเป็นต้องทดสอบระบบสารสนเทศ ให้มีความถูกต้อง แม่นยำ มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้จริง และกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนคณะกรรมการ กข.คจ. หมู่บ้าน มีความพึงพอใจในการใช้งาน หากมีการเชื่อมต่อ ระบบสารสนเทศอื่นๆ อีก เช่น กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองทุนสวัสดิการต่างๆ ภายในชุมชน รายรับ-รายจ่ายครัวเรือน เมื่อนำมาวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูล จะสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาเป้าหมาย ในระดับครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน และสังคม ซึ่งจะสะท้อนถึงระดับการพัฒนาของประเทศได้อีกทางหนึ่ง

เอกสารอ้างอิง
[๑] กระทรวงมหาดไทย. ๒๕๕๓. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. ๒๕๕๓. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๑๒๕ ง. หน้า ๑-๘.

[๒] ธีรยุทธ บุญมาธรรม, พิสุทธา อารีราษฎร์ และกัณหา รักษาวงค์. ๒๕๕๒. การพัฒนาระบบสารสนเทศกองทุนสวัสดิการมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. The 5th National Conference on Computing and Information Technology (NCCIT 2009). หน้า ๕๒๑-๕๒๕.

[๓] ศิริพร มหาพรหมณ์ และทองพูล หีบไธสง. ๒๕๕๑. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต กรณีศึกษา กองทุนหมู่บ้านลูกค้าธนาคารออมสินสาขาบางปะอิน. The 4th National Conference on Computing and Information Technology (NCCIT 2008). หน้า ๑๐๔-๑๑๐.

[๔] จุฑารัตน์ ทุนทอง. ๒๕๕๓. ระบบการจัดการบริหารกองทุนหมู่บ้านมะลูจรุง. ปริญญานิพนธ์ บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาระบบสารสนเทศ. คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์. หน้าบทคัดย่อ.

นายชลิต นพรัตน์
นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าตะเกียบ

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การทำขนมกระยาสารทของไทยพวน

ขนมกระยาสารท เป็นขนมกวนที่มีส่วนผสมของธัญพืชมักจะทำในเทศกาลสารทไทย สารทไทยพวน สารทลาว ทำสืบทอดกันมานาน โดยเฉพาะหมู่บ้านโคกหัวข้าว (หมู่ที่ 3 ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม) ที่เป็นคนพวน ในวันสารทพวนนั้นจะต้องทำขนมกระยาสารทกันทุกบ้านในอดีตเพื่อจะนำไปทำบุญตักบาตร แจกจ่ายแก่ญาติและเก็บเอาไว้รับประทานได้นาน ปัจจุบันการทำกระยาสารทจะลดน้อยลงไป ผู้คนหันมาซื้อจากตลาดที่พ่อค้าทำออกจำหน่ายตลอดทั้งปี ในสมัยก่อนจะทำกันแค่ในช่วงเทศกาลวันสารทพวนเท่านั้น

นอกจากนี้คนพวนนั้นจะมีบุญห่อข้าวที่ต้องใช้ขนมกระยาสารทใส่ในห่อข้าวนำไปทำพิธีที่วัด แล้วนำห่อข้าวไปวางไว้ตามแปลงสวนแปลงนา เป็นประเพณีของคนพวนที่หมู่บ้านโคกหัวข้าวยังทำสืบทอดกันมา

ขั้นตอนการทำขนมกระยาสารท

ขั้นตอนแรก การทำข้าวตอก
ในปัจจุบันนั้นจะซื้อหาข้าวตอกจากท้องตลาดที่ส่งมาขายจากภาคอีสาน แต่ในอดีตนั้นหมู่บ้านโคกหัวข้าวจะทำแปลงข้าวเหนียวเอาไว้เล็กน้อย เพื่อใช้ข้าวเหนียวทำขนมกระยาสารท ทำข้าวเม่า ทำข้าวสารหุงกินกับมะม่วงสุก และทำขนมต่างๆ

คนพวนนิยมเก็บเมล็ดข้าวเหนียวใส่ยุ้งเอาไว้ พอถึงใกล้วันสารทก็จะเอาเมล็ดข้าวเปลือกข้าวเหนียวมาใส่กระทะคั่วไฟร้อนๆ จนเมล็ดแตกเป็นข้าวตอก ต้องใช้ฝาครอบกันกระเด็นออกนอกกระทะ เสร็จแล้วเอาใส่ตระแกรงร่อนเอาเปลือกออกเก็บกากหรือเปลือกที่ติดอยู่กับข้าวตอกอยู่ออก จนได้ข้าวตอกสีขาวเก็บใส่กระบุงเอาไว้

การทำข้าวเม่า
ข้าวเหนียวที่ปลูกไว้ นอกจากจะใช้ทำข้าวตอก ทำขนมหุงรับประทานแล้วยังใช้ทำข้าวเม่า โดยนำรวงข้าวเหนียวที่ยังแก่ไม่จัดเอามาฟาด เอาแต่เมล็ดนำไปใส่กระทะคั่วไฟปานกลาง พอให้เมล็ดข้าวเหนียวแตกหน่อยๆ เอาใส่ครกไม้ตำ เวลาตำใส่เกลือลงไปเล็กน้อย ตำไปจนเมล็ดข้าว
แบน เอาใส่กระด้ง ฝัดเอาเปลือกออกและเก็บกากหรือเปลือกที่ติดเมล็ดออกให้หมด ก็จะได้ข้าวเม่าไว้ใช้บริโภคหรือเป็นส่วนผสมของขนมกระยาสารท

ข้าวเม่าใช้ปรุงอาหารรับประทานได้ ๒ วิธีได้แก่
๑. ใช้คุกกับมะพร้าวขูด เรียกว่า ข้าวเม่าคลุก
๒. นำไปคั่วให้พองกรอบ เรียกว่า ข้าวฮาง ใช้รับประทานกรอบดี และใช้เป็นส่วนผสมของขนมกระยาสารท

วิธีการกวนขนมกระยาสารท
ส่วนผสมประกอบไปด้วย

๑. งา ๑ กิโลกรัม
๒. ถั่วลิสงคั่ว ๑ กิโลกรัม
๓. ข้าวเม่าคั่ว ๑
๑/๒ กิโลกรัม
๔. น้ำตาลปี๊บ ๒ กิโลกรัม
๕. มะพร้าวขูด ๒ กิโลกรัม ( คั้นเอาแต่กะทิ)
๖. ข้าวตอก ๑/๒ กิโลกรัม
๗. แป๊ะแซ ๑/๒ กิโลกรัม

วิธีการกวนขนมกระยาสารท
๑. เอาหัวกะทิใส่กระทะเคี่ยวกับน้ำตาลปี๊บ ให้เหนียวเป็นยางมะตูม ใส่แป๊ะแซลงไปคนให้เข้ากัน

๒. เมื่อกวนแป๊ะแซเข้ากันดีแล้ว นำส่วนผสมได้แก่ งา ถั่วลิสงคั่ว ข้าวเม่าคั่ว ข้าวตอก ลงไปในกระทะกวนด้วยไม้พาย ให้เข้ากันจนเหนียว จึงใช้ได้
๓. ตักใส่ถาด กดให้แบนเป็นแผ่นๆ ก็จะได้ขนมกระยาสารทที่มีรสชาติอร่อย.

นายศิริชัย ตันตระกูล (ลุงหริ)
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ

สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพนมสารคาม