วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการแก้ไขปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน “บ้านสกัดสี่สิบ”



สถานการณ์ที่ทำให้เราต้องไปศึกษา... บ้านสกัดสี่สิบ หมู่ที่ 17 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เนื่องจากในพื้นที่หมู่บ้านและใกล้เคียงมีโรงงานอุตสาหกรรม จึงมีประชากรแฝงที่มาอาศัยเพื่อทำงานในโรงงาน ซึ่งมาจากต่างพื้นที่ทั้งต่างจังหวัดและต่างด้าว ทำให้การบริหารงานในชุมชน โดยเฉพาะผู้นำชุมชนต้องมีการเข้าถึง ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และวิถีชีวิตของชาวบ้านทุกฝ่าย เพื่อให้การพัฒนาหมู่บ้านเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน การพัฒนาหมู่บ้านให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้มีความราบรื่น หากมีปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ด้วยสันติวิธี

เหตุผลที่เลือกบ้านสกัดสี่สิบเป็นพื้นที่ศึกษา...
เนื่องจากบ้านสกัดสี่สิบเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในพื้นที่หมู่บ้าน ชาวบ้านมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ประกอบกับประชาชนในพื้นที่มีทั้งคนดั้งเดิม ต่างถิ่น ต่างด้าว แต่ก็ปรากฏว่ากิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากชาวบ้าน ไม่มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น ระหว่างชาวบ้าน ผู้นำชุมชน โรงงาน และผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นหมู่บ้านที่เป็นต้นแบบการทำงานหลายอย่างและได้รับรางวัลดีเด่นระดับจังหวัด หลายอย่าง เช่น หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ปี 2555 หมู่บ้านปลอดยาเสพติดและอำเภอบางปะกงเสนอให้เป็นกองทุนแม่ดีเด่น ปี 2556 ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวดหมู่บ้านปลอดยุงลาย ได้รับโล่เกียรติคุณครอบครัวร่มเย็นจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา และผู้ใหญ่บ้านได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านดีเด่น (แหนบทองคำ) ปี 2556 จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บ้านสกัดสี่สิบเป็นพื้นที่ที่น่าศึกษาเพื่อถอดบทเรียนไปใช้เป็นแบบอย่างให้กับหมู่บ้านอื่นๆ ที่มีสภาพสังคมที่คล้ายคลึงกัน

บริบทของบ้านสกัดสี่สิบ... บ้านสกัดสี่สิบ เดิมอยู่กับหมู่ที่ 14 ตำบล ตำบลบางปะกง แยกเป็นบ้านสกัดสี่สิบ หมู่ที่ 17 ตำบลบางปะกง เมื่อปี พ.ศ.2531 ที่ชาวบ้านเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “สกัดสี่สิบ” เพราะในหมู่บ้านอยู่ห่างจากตำบลบางเกลือ 40 เส้น เมื่อทางราชการให้ตั้งชื่อหมู่บ้าน ผู้นำชุมชนในสมัยนั้นตั้งชื่อหมู่บ้านตามสภาพพื้นที่เรียกว่า “สกัดสี่สิบ” ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

เทคนิคการทำงานของผู้นำชุมชน...
ความสำเร็จของการพัฒนาชุมชนของบ้านสกัดสี่สิบเกิดจากการมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ทำงานเป็นทีม โดยยึดหลักคิดในการทำงานเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน ได้แก่

  1. การรู้จักแบ่งการทำงานผู้นำชุมชน 1 คน ต่อ 20 ครอบครัว ในการส่งข่าวสารในการประชุม
  2. มีการประชุมกันอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน โดยการจัดประชุมในวันหยุด คือ วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าร่วมอย่างครบถ้วน และได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
  3. ผู้นำชุมชนที่เป็นแกนนำ แกนกลางในการประสานงานต้องมีทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ ในครัวเรือนที่รับผิดชอบการประสาน
  4. ผู้นำชุมชนต้องเป็นแบบอย่างที่ดี การมีภาวะผู้นำ และใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ในการทำงานพื้นที่... ผู้นำชุมชนให้คำแนะนำไว้ว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ ดังนี้
  1. ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนพื้นที่นั้น ๆ
  2. ต้องรู้จักชุมชน และประชาชนในวิธีการทำงานของบุคคลนั้น ๆ
  3. ให้เวลากับชุมชนตามความเหมาะสม


ปัจจัยความสำเร็จของหมู่บ้านในวันนี้...จากการถอดบทเรียนเราพบว่า สิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาหมู่บ้าน ดังนี้
  1. การรู้จักตนเอง รู้จักชุมชน โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในหมู่บ้าน แบ่งความรับผิดชอบ เพื่อความสะดวกในการทำงานในทุก ๆ ด้าน
  2. ยึดทางสายกลาง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิตและการทำงานพัฒนาชุมชน
  3. การรู้จักใช้คนตามวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบ

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการทำงานพัฒนาชุมชนบนความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม “บ้านสระไม้แดง”


สถานการณ์ที่ทำให้เราต้องไปศึกษา... บ้านสระไม้แดง  เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนความหลากหลายทางสังคม ทางด้านการเกษตร ชาวบ้านในชุมชน มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมประเพณี ภาษาพูด ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ และทางศาสนา    ทำให้การดำเนินชีวิตของชาวบ้านสระไม้แดงจึงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ ด้านศาสนา ทางด้านวัฒนธรรมประเพณี และภาษาพูด ชาวบ้านจะประกอบอาชีพการเพาะเห็ดฟาง ทำนา และรับจ้าง 
 
เหตุผลที่เลือกพื้นที่ สระไม้แดงเพื่อถอดบทเรียนการทำงาน... เนื่องจากบ้านสระไม้แดงเป็นพื้นที่ที่มีผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชนค่อนข้างโดดเด่น เป็นหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับจังหวัดมากมาย มีวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ลงแขกถือแรง) ด้านการเกษตรอย่างเห็นได้ชัดเจน การดำเนินงานกองทุนต่างๆ และการพัฒนาหมู่บ้านด้านอื่นๆ ก็เป็นไปด้วยความราบรื่น เรียบร้อย ชาวบ้านให้ความร่วมมือดีมาก ที่สำคัญคือที่นี่มีชาวบ้านนับถือศาสนาหลายศาสนา ได้แก่ศาสนาพุทธ ร้อยละ 60 ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 30 และศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 10 ประกอบกับประเพณีวัฒนธรรมที่หลากหลายและภาษาพูดที่แตกต่างกัน ได้แก่ ลาว(ภาคอีสาน) ร้อยละ 40 ภูไท ร้อยละ 30 เขมร ร้อยละ 20 และลาวพวน ร้อยละ 10 อิสลาม แต่ชาวบ้านสามารถอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่ สามัคคี ร่วมมือ ร่วมใจกันพัฒนาหมู่บ้าน จึงต้องการศึกษาว่าทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและผู้นำชุมชน เขามีเทคนิควิธีการทำงานอย่างไร เพื่อจะได้นำเอาวิธีการเหล่านี้ไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีสภาพของหมู่บ้านใกล้เคียงกันได้บ้าง 
วิธีการทำงานพัฒนาชุมชนของผู้นำชุมชน... มีที่สำคัญ 4 ข้อ ดังนี้

1. ด้านการประสานงาน แบ่งหน้าที่การทำงานตามผู้นำชุมชนโดยการนำผู้นำของศาสนาของตนเองเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้านทุก ๆ ด้าน เช่น ด้านการบริหารชุมชน  ด้านการบริหารกองทุนหมู่บ้าน  ด้านการบริหารคณะกรรมการหมู่บ้าน ด้านการบริหารการจัดการป้องกันยาเสพติดในชุมชน โดยเลือกผู้นำชุมชน ประกอบไปด้วย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อาสาพัฒนาชุมชน รวมทั้งอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน  จึงทำให้การทำงานของศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข 
  
2. ด้านการสื่อสาร... ชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์มีการสื่อสารประสานงาน โดยใช้แกนนำของผู้นำ/กรรมการแต่ละศาสนาที่แต่งตั้งในการบริหารชุมชน แยกเป็นสาย ๆ  หรือคุ้มต่าง ๆ ในการสื่อสารติดต่อประสานงาน เช่น หากมีหนังสือจากทางราชการ กรรมการหมู่บ้านจะเดินบอกตามบ้าน (ในกรณีที่เป้าหมายไม่มากนัก ประมาณ 10-20 คน)  หากเป้าหมายมีจำนวนมากจะออกเสียงตามสาย หรือใช้การสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือ เป็นการลดระยะทางในการเดินทางไปแจกหนังสือให้กับชุมชน อาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คณะกรรมการหมู่บ้าน และอาสาพัฒนาชุมชนในหมู่บ้าน ได้รับผิดชอบในการเรียกชาวบ้านมาประชุมประจำเดือน และโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ  ในอัตรา 1 ต่อ 15 ครัวเรือน 
  
3. ด้านการมีส่วนร่วม... ชาวบ้านสระไม้แดง ได้มีการร่วมกันคิดและหาทางออกในการทำงานร่วมกัน เช่น การบริหารงานกองทุนหมู่บ้าน การประชุมประจำเดือนของหมู่บ้านทุกวันที่ 5 ของเดือน การจัดทำแผนชุมชน การจัดกิจกรรมวันสำคัญ เช่น วันเด็กแห่งชาติ การแข่งกีฬาโรงเรียน/ชุมชน วันที่ 12 สิงหาคม และวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี กิจกรรมทางศาสนา มีการเชิญผู้นำทั้ง 2 ศาสนาเข้าร่วมกิจกรรม 
  
การร่วมคิด วางแผนและดำเนินการ... หมู่บ้านได้มีการจัดระเบียบหมู่บ้านในการมีส่วนร่วมของทั้งสองศาสนา โดยการใช้โรงเรียนบ้านสระไม้แดงเป็นศูนย์กลางในการร่วมคิด วางแผนและดำเนินการต่าง ๆ ของกิจกรรมในหมู่บ้าน เช่นการจัดกิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม และวันที่เฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นต้น 
  
กองทุนหมู่บ้านฯของชุมชน... เป็นการบริหารการจัดการของคนในชุมชน และร่วมกันกำหนดแผนการดำเนินงานในการบริหารและจัดการกองทุนหมู่บ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ยและค่าบำรุงคิดในอัตราร้อยละ 6 ดอกเบี้ยและค่าบำรุงของกองทุนหมู่บ้าน นำมาจัดสรรประโยชน์ให้กับชุมชนบ้านสระไม้แดง ได้แก่
  • เป็นทุนการศึกษาบุตรของสมาชิก
  • สวัสดิการในการรักษาพยาบาล ในกรณีนอนโรงพยาบาล วันละ 350 บาท
  • ฌาปนกิจสงเคราะห์ของหมู่บ้าน
  • อสม.ดูแลสุขภาพคนในชุมชน 
4. การจัดการปัญหาในหมู่บ้าน... ชาวบ้านสระไม้แดง มีการจัดการปัญหาในหมู่บ้าน/ชุมชน ดังนี้
  1. ให้ผู้ใหญ่บ้าน ไกล่เกลี่ย ให้ผู้นำชุมชน/คณะกรรมการหมู่บ้าน ที่ใกล้ชิดกับคู่กรณี ไกล่เกลี่ย
  2. ให้บิดา มารดา และญาติพี่น้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในกรณีของบุตรหลานของตนประพฤติไม่ดี
  3. หากเกิดกรณีของคนในทางศาสนาใดศาสนาหนึ่งประพฤติไม่ดี ก็ให้ผู้นำศาสนานั้น ๆ มาไกล่เกลี่ย
  4. เรียกประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านของทั้งสองศาสนา มาประชุมแก้ไขปัญหา หาทางออกร่วมกันในกรณีข้อ 1-4  ไม่สามารถตกลงกันได้ 
แนวคิดในการดำเนินการ 
  1. มีศาลาประชาคมหมู่บ้านใช้เป็นที่พบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของกลุ่ม องค์กร / ประชาชน ในและนอกตำบล อำเภอ จังหวัดต่าง ๆ 
  2. ระดมพลังความคิด กลุ่ม องค์กร ผู้นำ ประชาชน  กำหนดแนวทางการบริหารร่วมกัน 
  3. ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและถ่ายทอดความรู้ของชุมชนด้านเศรษฐกิจพอเพียง 
  4. ระดมทุนและทรัพยากร ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมในชุมชน 
บ้านสระไม้แดงมีความสำเร็จโดยผู้นำชุมชนมีหลักการดำเนินการ... อยู่การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ให้ความร่วมมือร่วมใจกัน ความซื่อสัตย์สุจริต มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่เป็นพรรคเป็นพวก สร้างความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และการยึดหลักประชาธิปไตยในการดำเนินงาน
เทคนิคการทำงานบนความแตกต่าง...
  • P1 : People การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีผู้นำชุมชนเป็นผู้ใหญ่บ้าน ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมอย่างมาก ประกอบกับมีคณะทำงานบริหารกรรมการของหมู่บ้านมีความเข้มแข็ง    สามารถเป็นตัวอย่าง และต้นแบบในการเผยแพร่ให้คนทั้งในและนอกชุมชนได้ดำเนินตามได้
  • P2 : Place การพัฒนาพื้นที่  ได้มีการยึดพื้นที่เป็นหลักในการทำให้ชุมชนน่าอยู่ มีการจัดการชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยความร่วมมือของผู้นำทั้งสองศาสนา
  • P3 : Product  การกำหนดอัตลักษณ์ของชุมชน Positioning ร่วมกันวิเคราะห์ ในรูปของการจัดเวทีประชาคม เพื่อหาแนวทางหรือทิศทางที่เป็นจุดแข็ง หรือจุดเด่นของชุมชน ซึ่งบ้านสระไม้แดง หมู่ที่  5 ได้กำหนดอัตลักษณ์ เป็นศาสนาพุทธและคริสต์ ชาวภูไทและพวน เขมรและลาว มีการบูรณาการในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน และการรักษาประเพณีวัฒนธรรมของศาสนาทั้งสองได้อย่างดี
  • P4 : Planning  การพัฒนาแผนชุมชน  ได้มีการจัดประชุมประจำเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือน และมีการประชาคมทำแผนชุมชน มีครัวเรือนเข้าร่วมในการจัดทำแผน โดยมีเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลคู้ยายหมี สำนักงานพัฒนาชุมชนและหน่วยงานราชการต่าง ๆ  เข้าร่วมตั้งแต่ต้น  มีแผนชุมชนเป็นรูปเล่มในหมู่บ้าน 
เทคนิคการทำงานของพัฒนากรสู่ความสำเร็จของหมู่บ้าน... จากการถอดบทเรียนพบว่า สิ่งที่พัฒนากรต้องปฏิบัติมี ดังนี้  ตรงต่อเวลา มีวาจาสุภาพ อ่อนหวาน ต้องเป็นมิตรกับชาวบ้าน ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของแต่ละคน ยอมรับฟังเหตุผลเสมอ และคิดก่อนพูดเสมอ

เทคนิคการทำงานพัฒนาชุมชนบนพื้นฐานอาชีพเกษตรกรรม “บ้านหนองแหน”



บริบทของบ้านหนองแหน... บ้านหนองแหน หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ ประชากรประมาณ 1,048 คน โดยมีพื้นที่ทำนา 498 ไร่ ทำสวนทำไร่ 1,000 ไร่ และเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 90 ไร่ จำนวนครัวเรือน 258 ครัวเรือน อาชีพของชาวบ้าน ส่วนใหญ่ทำนา ทำสวน ทำไร่ ค้าขาย รับจ้าง และส่วนหนึ่งทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม
 
การประสานงาน/การสื่อสารข้อมูลข่าวสารของผู้นำชุมชนกับชาวบ้านที่นี่... บ้านหนองแหนมีอาชีพทางด้านทำนา ทำสวน ทำไร่ และทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเวลาพบปะจะพบแตกต่างกัน ใช้วิธีการประสานงานโดยการแจกหนังสือ ในหนังสือต้องระบุความสำคัญ รายละเอียดของการจัดประชุม/เวทีประชาคม โดยระบุผู้รับ(เจ้าบ้าน เลขที่บ้าน) และแบ่งให้คณะกรรมการเป็นผู้จัดส่ง แจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นทางการภายในหมู่บ้านเมื่อมีวาระการประชุม นอกจากนี้แล้วยังมีการกระจายข่าวโดยการบอกต่อ โทรศัพท์ หอกระจายข่าว การติดประกาศ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทางอินเตอร์เนต ทาง Facebook 
 
สำหรับเรื่องของการมีส่วนร่วมกิจกรรมของหมู่บ้าน... การสร้างวิสัยทัศน์ให้กับแกนนำชุมชนในเรื่องการมีส่วนร่วม โดยคณะกรรมการหมู่บ้านต้องเป็นแกนนำในหมู่บ้าน เป็นแบบอย่างที่ดีในการด้านการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชาคมได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี โดยยึดหลักการมีเหตุผล การประชุมคณะกรรมการการ หมู่บ้าน จะจัดในช่วงระยะเวลาที่นอกเหนือจากเวลาการประกอบอาชีพการเกษตร คือ ช่วงกลางคืน เวลา 18.0020.00 น. 
สร้างการมีส่วนร่วมด้วยการรวมกลุ่มที่หลากหลายภายในชุมชน...ได้แก่
  1. กลุ่มผู้สูงอายุในหมู่บ้าน เป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่มีวัยใกล้เคียงกัน ได้ทำกิจกรรมร่วมกันทางด้านสังคม สุขภาพอนามัย การจัดองค์ความรู้ในหมู่บ้าน เป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน
  2. กลุ่มสถาบันการเงิน ได้แก่ กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองทุนฌาปนกิจ เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนและบริการในเรื่องการเงิน
  3. กลุ่มอาชีพ บ้านหนองแหนได้รวมกลุ่มตามอาชีพการเกษตรในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มทำไร่ (ปาล์ม/ยางพารา) กลุ่มทำสวนผลไม้ (มะม่วง/มะละกอ/ขนุน) กลุ่มเลี้ยงสัตว์ (หมู/ไก่) เพื่อเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านการเกษตร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเป็นการสร้างรายได้ให้มากขึ้น

เครื่องมือและกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้าน... บ้านหนองแหนใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการร่วมคิด และแก้ไขปัญหาของชุมชน โดยมีข้อมูลหมู่บ้าน ได้แก่ ข้อมูล กชช.2ค เป็นต้น ทั้งนี้คณะกรรมการหมู่บ้าน แกนนำหมู่บ้านตลอดจนประชาชนเป็นผู้ร่วมดำเนินการ มีการดำเนินกิจกรรมในหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ วันสำคัญทางศาสนา วันสำคัญของชาติ วันสำคัญทางวัฒนธรรมประเพณี ได้แก่ ประเพณีสงกรานต์ วันลอยกระทง พิธีไว้ศาลปู่ เซิ้งนางแมว สู่ขวัญข้าว และมีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การปลูกป่า การบวชป่า 

การจัดการปัญหาในบ้านหนองแหน... ก็คือ
  1. ปัญหายาเสพติด ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยาเสพติดมีอยู่ทั่วไป โดยสิ่งแรกที่ดำเนินการคือการให้ความรู้ถึงโทษภัยของยาเสพติดแก่ประชาชนในชุมชนทุกเพศทุกวัย ในสถานศึกษาครูจะเป็นผู้ให้ความรู้ เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมในเวทีประชาคมและร่วมเป็นวิทยากรในการส่งเสริมความรู้เรื่องยาเสพติด  การรณรงค์ในวันสำคัญต่าง ๆ และการดำเนินกิจกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน โดยการเฝ้าระวัง / 25 ตาสับปะรด / การเข้าค่ายบำบัด / การให้โอกาสโดยใช้กระบวนการ 9 ขั้นตอนของ ปปส.
  2. ปัญหาความขัดแย้งในชุมชน  จะมีปัญหาความขัดแย้งทั้งด้านการกระทำและความคิด การจัดการปัญหาใช้แนวทางไกล่เกลี่ยโดยมีผู้นำชุมชน กรรมการหมู่บ้านร่วม แต่ส่วนใหญ่ปัญหาจะจบลงโดยการไกล่เกลี่ย ส่วนน้อยจะมีประเด็นที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการโดยตรง สำหรับความขัดแย้งในเรื่องความคิด ในการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองในชาติ ต้องหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องการเมือง โดยเน้นการพัฒนาชุมชนเป็นหลัก สร้างการมีส่วนร่วมกิจกรรมในชุมชนทุกเพศทุกวัย

การเลือกผู้นำ... เนื่องจากผู้นำมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนบ้านหนองแหนให้ความสำคัญกับการเลือกผู้นำ โดยใช้วิธีการเสนอชื่อผู้นำชุมชนที่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในชุมชน มีการรับรองจากคนในเวทีประชาคม ใช้หลักการประชาธิปไตยโดยใช้เสียงส่วนใหญ่ โดยคุณสมบัติที่ใช้ในการเลือกผู้นำชุมชน ได้แก่ มีวิสัยทัศน์ แนวคิดดี เป็นที่น่านับถือ มีความรู้ รับผิดชอบ กล้าแสดงออก มีความเสียสละต่อส่วนรวม ทำงานร่วมกับชุมชนได้ไม่ถือตัว และมีฐานะอยู่ในระดับดี เนื่องจากผู้นำต้องทำงานเสียสละทั้งกำลังเวลาและกำลังเงินในส่วนรวม 

บทเรียนที่ได้จากบ้านหนองแหน... คือ การพัฒนาชุมชนใช้หลักการพัฒนาชุมชนแบบเดิม คือ การมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของประชาชนในชุมชนอันที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการช่วยให้ประชาชนสามารถคิดเอง ทำเอง รวมตลอดถึง กระบวนการพัฒนาชุมชน คือ
  1. การให้เรียนรู้ข้อมูล ปัญหาของชุมชน
  2. การวิเคราะห์ข้อมูล
  3. การวางแผนดำเนินการ
  4. การดำเนินการตามแผนที่วางไว้
  5. การแก้ไขปัญหาอุปสรรค
  6. การติดตามประเมินผล

การจัดการกับเวลา... โดยเหตุจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจทำให้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องไประกอบอาชีพนอกพื้นที่ การดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนต้องเปลี่ยนแปลงเวลาบ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้คนในชุมชนที่ต้องออกไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรมดังกล่าว

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการฝึกอบรม



ทำไมต้องประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการฝึกอบรม... ปัญหาคือในโครงการฝึกอบรมแต่ละโครงการจะมีค่าใช้จ่ายอยู่มากมายหลายรายการ บางรายการต้องปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย หากไม่ดูให้ดี จะพลาดพลั้งถึงกับต้องออกค่าใช้จ่ายเองก็มี และถ้าผิดระเบียบ กฎหมายก็อาจถูกเรียกเงินคืนและถูกสอบความผิดทางวินัยได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องประมาณการค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด รอบคอบ เสียตั้งแต่แรกเริ่มเขียนโครงการ





เทคนิคการประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการฝึกอบรม... จากประสบการณ์ของผมซึ่งผ่านการทำโครงการฝึกอบรมมานานนับ 20 ปี จำนวนกว่า 100 โครงการแล้ว ผมมีเทคนิคในการคิดคำนวณประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการฝึกอบรม ดังนี้

1. ต้องรู้ว่าจะใช้อะไรบ้าง และเบิกอะไรได้บ้าง... ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่ส่วนราชการที่จัดการฝึกอบรมสามารถเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงานและการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2555 มีดังนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้และการตกแต่งสถานที่ฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายในพิธีเปิด-ปิดการฝึกอบรม ค่าวัสดุ เครื่องเขียนและอุปกรณ์ ค่าประกาศนียบัตร ค่าถ่ายเอกสาร ค่าพิมพ์เอกสารและสิ่งพิมพ์ ค่าหนังสือสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร ค่าเช่าอุปกรณ์ต่างๆ ในการฝึกอบรม ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่ากระเป๋าหรือสิ่งที่ใช้บรรจุเอกสารสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม ค่าของสมนาคุณในการดูงาน ค่าสมนาคุณวิทยากร ค่าอาหาร ค่าเช่าที่พัก และค่ายานพาหนะ
  
2. ต้องรู้ว่าจะเบิกได้เท่าไร... ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามข้อ 1 สามารถเบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด (เตรียมคำตอบไว้สำหรับผู้บริหาร/สตง. ด้วยนะครับว่า จำเป็น เหมาะสม และประหยัดอย่างไร) ยกเว้นค่ากระเป๋าหรือสิ่งที่ใส่เอกสาร ไม่เกินใบละ 300 บาท ค่าของสมนาคุณในการดูงาน แห่งละไม่เกิน 1,500 บาท ส่วนค่าสมนาคุณวิทยากร ค่าอาหาร ค่าเช่าที่พัก และค่ายานพาหนะ เบิกได้ตามหลักเกณฑ์และอัตราตามที่ระเบียบฯ กำหนด ซึ่งมีรายละเอียดมากแต่ต้องอ่านนะครับกันพลาด

3. ค่าสมนาคุณวิทยากรต้องดูว่าฝึกอบรมใครและใครเป็นวิทยากร... โดยทั่วไปเราฝึกอบรมเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนหรือผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่ม/องค์กร และชาวบ้าน วิทยากรก็เป็นบุคลากรของรัฐ (รวมผู้ใหญ่บ้านด้วย) ค่าสมนาคุณวิทยากร ไม่เกินชั่วโมงละ 600 บาท ถ้าวิทยากรไม่ใช่บุคลากรของรัฐ ค่าสมนาคุณวิทยากร ไม่เกินชั่วโมงละ 1,200 บาท การนับเวลาแต่ละชั่วโมงต้องไม่น้อยกว่าห้าสิบนาที ปกติเรามีค่าสมนาคุณวิทยากรเพียงเท่านี้ แต่ถ้ามีเงื่อนไขมากกว่านี้ เช่น ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นข้าราชการระดับสูง หรือจำเป็นต้องใช้วิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์สูง ก็ต้องดูรายละเอียดในระเบียบฯ เพิ่มเติม



  
4. ค่าอาหารต้องดูว่าจัดที่ไหน ใครเป็นผู้เข้ารับการฝึกอบรม และจำนวนกี่มื้อต่อวัน... ถ้าเป็นสถานที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนในพื้นที่ หรือผู้นำชุมชน หรือชาวบ้าน โดยจัดอาหารครบทุกมื้อต่อวัน จะคิดอัตรา ไม่เกิน 500 บาท/วัน/คน หากจัดอาหารไม่ครบทุกมื้อ จะคิดอัตรา ไม่เกิน 300 บาท/วัน/คน สำหรับสถานที่ของเอกชน จัดครบทุกมื้อ ไม่เกิน 800 บาท/วัน/คน หากไม่ครบทุกมื้อ จะคิดอัตรา ไม่เกิน 600 บาท/วัน/คน ถ้าเป็นข้าราชการระดับสูงต้องดูระเบียบฯ เพิ่มเติม (ล่าสุด... มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2556 ให้เบิกค่าอาหาร สำหรับการฝึกอบรมประเภท ข ซึ่งจัดในสถานที่ของหน่วยงานรัฐ โดยจัดอาหารครบทุกมื้อต่อวัน จะคิดอัตรา ไม่เกิน 600 บาท/วัน/คน หากจัดอาหารไม่ครบทุกมื้อ จะคิดอัตรา ไม่เกิน 400 บาท/วัน/คน สำหรับสถานที่ของเอกชน จัดครบทุกมื้อ ไม่เกิน 950 บาท/วัน/คน หากไม่ครบทุกมื้อ จะคิดอัตรา ไม่เกิน 700 บาท/วัน/คน)
  
5. ค่าเช่าที่พักต้องดูว่า ใครเป็นผู้เข้ารับการฝึกอบรม และห้องพักเป็นอย่างไร... ถ้าผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนในพื้นที่ หรือผู้นำชุมชน หรือชาวบ้าน ให้พักรวมกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป โดยให้พักห้องคู่ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่อาจพักรวมกับผู้อื่นได้ ค่าเช่าห้องพักคนเดียว ไม่เกิน 1,200 บาท/วัน/คน ค่าเช่าห้องพักคู่ ไม่เกิน 750 บาท/วัน/คน ถ้าเป็นข้าราชการระดับสูงต้องดูระเบียบฯ เพิ่มเติม (ล่าสุด... มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2556 ให้เบิกค่าเช่าที่พักสำหรับการฝึกอบรมประเภท ข โดยค่าเช่าห้องพักคนเดียว ไม่เกิน 1,450 บาท/วัน/คน ค่าเช่าห้องพักคู่ ไม่เกิน 900 บาท/วัน/คน)

6. ค่ายานพาหนะให้ดูตามความจำเป็นและเหมาะสม... ในการจัดการฝึกอบรมตามระเบียบฯ เราจะจ่ายค่ายานพาหนะสำหรับประธานในพิธีเปิด แขกผู้มีเกียรติ ผู้ติดตาม เจ้าหน้าที่ วิทยากร ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และผู้สังเกตการณ์ก็ได้ โดยให้เบิกจ่ายเป็นค่าเชื้อเพลิง กิโลเมตรละ 4 บาท หรือค่ายานพาหนะประจำทาง หรือเช่าเหมายานพาหนะก็ได้ตามสิทธิที่ได้รับตามระเบียบฯ ทั้งนี้ ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด โดยปกติเราจะคำนวณค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นค่าเฉลี่ย (ระบุว่าด้วยว่าเฉลี่ย) เช่น คนละ 300 บาท/วัน แต่เวลาจ่ายจริง เราจะพิจารณาจ่ายให้ตามความจำเป็นและเหมาะสมกับระยะทางและความยากง่ายของการเดินทาง





7. คิดให้รอบคอบ ระวังค่าใช้จ่ายแฝง... บ่อยครั้งที่เราจะเจอค่าใช้จ่ายที่เราไม่ได้คำนวณมาแต่ต้น ซึ่งจะทำให้เรายุ่งยากจุกจิกในการแก้ไขปัญหาด้วย นั่นคือค่าใช้จ่ายแฝงที่เราไม่คาดคิดไว้ก่อน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเช่าสถานที่ ค่าทำความสะอาด ค่าป้ายโครงการ ค่าป้ายบอกทาง ค่าเครื่องเสียง ค่าคนดูแลห้อง ค่าวัสดุอุปกรณ์และเครื่องเขียนที่ใช้ในการฝึกอบรม ค่าเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าเช่ารถดูงาน (หมายถึง สถานที่ดูงานกว้างขวางต้องเช่ารถดูงานอีกทีหนึ่ง) ค่าขนย้ายโต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ เราต้องคิดให้รอบคอบ ถี่ถ้วน ใส่ไว้ในค่าใช้จ่ายของโครงการให้มากที่สุด แล้วก็หาทางหนีทีไล่ไว้ด้วยว่าถ้าเจอค่าใช้จ่ายแฝงแบบนี้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป
  
โดยสรุปก็คือ... ในการคำนวณค่าใช้จ่ายของโครงการฝึกอบรมนั้น ต้องคิดให้ครอบคลุมและรอบคอบเข้าไว้ และให้คิดเผื่อกรณีค่าใช้จ่ายแฝงไว้ด้วย ผมเองมีประสบการณ์ที่ทำโครงการฝึกอบรมมาหลายครั้ง ก็ยังต้องคิดให้รอบคอบทุกครั้ง ถึงมีผิดพลาดบ้างแต่ก็มีให้น้อยที่สุด จากที่ทำโครงการฝึกอบรมมา ส่วนมากจะไม่ค่อยมีปัญหาให้ต้องแก้ไขและโครงการดำเนินการไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตามอยากจะแนะนำให้ท่านผู้อ่านหรือผู้ที่ต้องทำโครงการฝึกอบรมไปศึกษาระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงานและการประชุมระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2555 เพิ่มเติม ท่านจะได้รับความรู้ และความเข้าใจเพิ่มขึ้นครับ



 
ขุมความรู้... จากการถอดบทเรียนเรื่องเทคนิคการประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการฝึกอบรม มีดังนี้
          1. ต้องรู้ว่าจะใช้อะไรบ้าง และเบิกอะไรได้บ้าง...
          2. ต้องรู้ว่าเบิกได้เท่าไร...
          3. ค่าสมนาคุณวิทยากรต้องดูว่าฝึกอบรมใครและใครเป็นวิทยากร...
          4. ค่าอาหารต้องดูว่าจัดที่ไหน ใครเป็นผู้เข้ารับการฝึกอบรม และจำนวนกี่มื้อต่อวัน...
          5. ค่าเช่าที่พักต้องดูว่า ใครเป็นผู้เข้ารับการฝึกอบรม และห้องพักเป็นอย่างไร...
          6. ค่ายานพาหนะให้ดูตามความจำเป็นและเหมาะสม...
          7. คิดให้รอบคอบ ระวังค่าใช้จ่ายแฝง...

แก่นความรู้... จากการถอดบทเรียนเรื่องเทคนิคการประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการฝึกอบรม มีดังนี้
          1. คิดค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุม ตามความเหมาะสมและจำเป็น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ
          2. คิดค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
          3. คิดบริหารจัดการค่าใช้จ่ายแฝงให้ได้

  สุรเดช  วรรณศิริ โทร 081-2993477
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา