วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พอเพียง เพียงพอ พอประมาณ

“...เศรษฐกิจพอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางกว่า Self-sufficiency คือ Self-sufficiency นั้น หมายความว่า ผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง...ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็ พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง...” พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2541

จากวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตอย่างรุนแรง ธุรกิจจำนวนมากต้องปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงาน การใช้จ่ายในประเทศลดลง เกิดปัญหาการว่างงานเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาความยากจน ซึ่งถือว่าเป็นบทเรียนอันแสนสาหัสของยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่เติบโตอย่างเปราะบาง ประชาชนทั้งในเมืองและชนบทต่างก็ไม่ได้เตรียมพร้อมรับกับปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ไว้กับพสกนิกรชาวไทยมานานกว่า 25 ปี แต่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าว ทุกภาคส่วนจึงได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการบริหารประเทศ ซึ่งความหมายของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์


ในส่วนของกรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนพออยู่พอกิน อยู่ดีกินดี และมั่งมีศรีสุข ตามศักยภาพของชุมชนโดยใช้ กลยุทธ์ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อประกอบอาชีพและดำรงชีวิตใน 3 แผนงานหลัก คือ


1.
ส่งเสริมการประกอบอาชีพตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่ครัวเรือนยากจน

2.
ส่งเสริมการจัดกิจกรรมกลุ่ม องค์กร และเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3.
ส่งเสริมการจัดกิจกรรมในชุมชนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


ในการทำงานเป็นพัฒนากรของข้าพเจ้า ตั้งแต่บรรจุครั้งแรก เมื่อปี 2547 ณ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากท่านพัฒนาการอำเภอให้รับผิดชอบงานเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งแรกที่เริ่มงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงคือ การดำเนินการจัดประชุมสร้างความเข้าใจในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันแก่ชาวบ้านในตำบลบ้านค่าย และตำบลหนองตะพานที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบ รวม 12 หมู่บ้าน ซึ่งข้าพเจ้าตระหนักเสมอว่า การสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน เรื่อง หลักเศรษฐกิจพอเพียง นั้น ตัวเราเองต้องเข้าใจและนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตของตนเองด้วย คือ เริ่มจากตัวเอง ต้องรู้จักคำว่า พอเพียง เพียงพอ และพอประมาณ นั่นก็คือ ทางสายกลาง

คำว่า พอเพียง ในความหมายของข้าพเจ้า สั้น ๆ และง่าย ก็คือ พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นอยู่
เพียงพอ ก็คือ เพียงพอกับความอยากได้ อยากมี (โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ต้องซื้อทุกครั้งที่ถูกใจ ทุกครั้งที่เงินเดือนออก จนเต็มตู้ แต่ซื้อแล้วบางตัวก็ไม่ค่อยได้ใส่)
พอประมาณ คือ การใช้จ่ายอย่างพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไปและมีเงินเหลือเก็บ

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าอยู่บ้านพักที่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง บริเวณบ้านพักไม่มีที่พอที่จะปลูกต้นไม้ ข้าพเจ้าก็ปลูกพริก โหระพา กระเพรา ในกระถาง ก็ทำให้ประหยัดเงินค่ากับข้าวไปได้บ้าง แถมยังได้กินผักปลอดสารพิษอีกด้วย และที่ข้าพเจ้าภูมิใจ ก็คือ เมื่อคนข้างบ้านเห็นข้าพเจ้าปลูกผักสวนครัวไว้กินเองก็ปลูกตามกันบ้าง และในส่วนของประชาชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบส่วนใหญ่เข้าใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น ประกอบอาชีพโดยสุจริต หนี้สินลดลง


และเมื่อข้าพเจ้าได้ย้ายมาทำงาน ณ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 2 ปี 7 เดือน ก็ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานเศรษฐกิจพอเพียง เช่นเดียวกัน และเมื่อปี 2552 และ ปี 2553 ได้จัดทำโครงการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงระดับอำเภอ ขึ้น โดยให้ผู้นำชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคัดเลือกหมู่บ้านเข้าประกวด ตำบลละ 1 หมู่บ้าน วัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความสามัคคี และความร่วมมือของคนในหมู่บ้าน/ตำบล และสนับสนุนให้ประชาชนได้เข้าใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนำมาใช้ในการดำรงชีวิต ซึ่งข้าพเจ้าได้ร่วมเป็นคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองผลงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในตำแหน่งเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการคัดเลือกการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

โดยในการดำเนินงานโครงการดังกล่าวสร้างความประทับใจกับข้าพเจ้ามากที่สุด คือ ได้ไปร่วมคัดเลือกหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของทุกตำบล และได้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านที่เข้าร่วมประกวด ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ ทำนา และตามหัวไร่ ปลายนา ก็จะปลูกพืชผักสวนครัวกันทุกครัวเรือน นั้นก็แปลว่าประชาชนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตกันแบบพอเพียง “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” ทำให้ลดรายจ่าย เหลือก็ขาย ทำให้มีเงินเก็บออม สร้างภูมิคุ้มกันแก่ตัวเอง ลดหนี้สิน เมื่อครัวเรือนมีความพอเพียง เพียงพอ และพอประมาณแล้ว ก็ขยายไปยังครัวเรือนใกล้เคียง จนทั่วทั้งหมู่บ้าน และส่งผลให้เกิดความรัก ความสามัคคีกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้หมู่บ้าน/ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน


ขุมความรู้

1.
เชื่อและศรัทธาในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ชีวิตดี มีความสุข ไม่มีหนี้สิน
2. เข้าใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มจากตัวเราก่อน
3.
การทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และหลากหลายตำบลทำให้ทราบถึงวิถีชีวิตที่พอเพียงของประชาชนแต่ละชุมชน


แก่นความรู้

1.
พอเพียง : เป็นทางสายกลาง ซึ่งประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว

2.
เพียงพอ : ลดกิเลสและความต้องการของตนเอง เสมอกับระดับความจำเป็นของตนเอง

3.
พอประมาณ : ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

4.
เข้าใจ เข้าถึงประชาชน


นางสาวอำพร ไม้แก้ว

นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางน้ำเปรี้ยว


เทคนิคการแบ่งกลุ่ม

พวกเราพัฒนากรมักต้องทำงานโดยวิธีการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมสมองอยู่บ่อยๆ ปัญหาคือเราจะแบ่งอย่างไรให้เหมาะสมและรวดเร็ว เพราะถ้าช้า ก็จะเสียเวลาไปกับการแบ่งกลุ่มมากเกินไป แทนที่จะได้เนื้อหาสาระมากขึ้น

วิธีการที่ผมใช้แบ่งกลุ่มคน มีหลายวิธีการ แล้วแต่กลุ่มเป้าหมายและความจำเป็น ดังนี้...

1. แบ่งโดยให้นับเลข สมมุติต้องการแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ก็ให้ผู้เข้าประชุมนับเลข 1 ถึง 5 เรื่อยไปจนครบทุกคน ใครนับหมายเลข 1 ไปอยู่กลุ่มที่ 1 ใครนับหมายเลข 2 ไปอยู่กลุ่มที่ 2 จนครบ 5 กลุ่ม วิธีนี้ใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่นั่งหรือยืนเป็นแถวอยู่แล้ว จะสะดวก รวดเร็วดี ข้อดีของวิธีนี้ คือ จะแยกคนที่มาด้วยกัน แล้วนั่งชิดกัน ออกจากกัน ทำให้ได้กลุ่มที่มีความคิดหลากหลายมากขึ้น

2. แบ่งโดยการแจกลูกอม สมมุติต้องการแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ก็ให้เตรียมลูกอมไว้ 5 ชนิด ๆ ละเท่า ๆ กัน และเท่าจำนวนผู้เข้าประชุมทั้งหมด เมื่อผู้เข้าประชุมเข้าห้อง เราก็แจกลูกอม แล้วให้เขาเก็บเปลือกไว้ เมื่อถึงเวลาแบ่งกลุ่มก็แบ่งตามสีหรือชนิดของลูกอมที่เขาได้รับ วิธีนี้จะแบ่งกลุ่มเมื่อไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องยืนหรือนั่งเป็นแถว

3. แบ่งตามวันเกิด วิธีนี้เป็นการแบ่งกลุ่มแบบหลวม ๆ พอให้เป็นกลุ่มขึ้นมาเท่านั้น เนื่องจากอาจต้องการความรวดเร็ว เราก็แบ่งตามวันเกิดไปเลย ใครเกิดวันจันทร์ไปอยู่กลุ่มเดียวกัน ใครเกิดวันอังคารไปอยู่กลุ่มเดียวกัน วิธีนี้จะแบ่งได้ไม่เกิน 7 กลุ่ม แต่ไม่จำเป็นต้องเป็น 7 กลุ่ม ให้เราดูว่าวันไหนมีจำนวนคนเกิดน้อย จะให้เอาคนมารวมกันก็ได้ ข้อเสียของวิธีนี้ คือ ได้จำนวนไม่เท่ากัน และบางคนไม่เข้ากลุ่มตามวันเกิดของตัวเอง

4. แบ่งเองตามการคาดคะเน วิธีนี้ผมใช้บ่อย เป็นการแบ่งกลุ่มแบบหลวม ๆ และต้องการความรวดเร็วมาก ๆ เราอาจแบ่งกลุ่มเองก็ได้ ส่วนใหญ่ผมดูจากแถวของผู้เข้าประชุมแล้วประมาณจำนวนผู้เข้ากลุ่มให้ใกล้เคียงกัน เช่น ผู้เข้าประชุมนั่งอยู่ในห้องที่มีช่องทางเดินระหว่างกลาง มีแถวทั้งหมด 10 แถว ผมจะอาจแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มฝั่งซ้ายมือของผม กับกลุ่มฝั่งขวามือของผม หรืออาจแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่ม 5 แถวบนด้านซ้าย, กลุ่ม 5 แถวบนด้านขวา ,กลุ่ม 5 แถวล่างด้านซ้าย และกลุ่ม 5 แถวล่างด้านขวา เป็นต้น ทั้งนี้แล้วแต่ความเหมาะสมกับผู้เข้าประชุม...

นี่คือวิธีการที่ผมใช้ในการแบ่งกลุ่มอยู่บ่อยๆ วิธีการอื่นก็มี แต่ไม่ค่อยได้ใช้ครับ...

นายสุรเดช วรรณศิริ
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา

เทคนิคการเขียนโครงการเพื่อของบประมาณตามหลักของสำนักงบประมาณ

เป็นความรู้ที่ได้จากการประชุมที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัด ปี ๒๕๕๓ -๒๕๕๖ และแผนปฏิบัติราชการจังหวัด ประจำปี ๒๕๕๔ ซึ่งได้เชิญวิทยากรจากสำนักงบประมาณได้บรรยายเรื่อง “การบริหารและการจัดการระบบงบประมาณมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์” โดยได้นำเสนอเทคนิคการเขียนโครงการเพื่อของบประมาณ ตามหลักและแนวทางการพิจารณาโครงการของสำนักงบประมาณ จึงนำเสนอเป็นความรู้และแนวทางในการเขียนโครงการของบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาชุมชน ดังนี้

รู้ ๓ เทคนิคการวางแผนและจัดทำโครงการ
๑.
รู้ประเภทโครงการ (แก้ปัญหา ป้องกันปัญหา พัฒนา)
-
รู้ลักษณะโครงการ (ทำกับคน / ทำกับสิ่งของ สถานที่ พืช สัตว์)


๒.
รู้เทคนิคการวางแผนและจัดทำโครงการ

๔

๓

๑

๒


อริยสัจสี่กับกระบวนการแก้ปัญหา
เทคนิคการเขียนโครงการ

๑.
ชื่อโครงการ

-
ระบุให้สอดคล้องกับกิจกรรม เป้าหมาย วัตถุประสงค์

-
ใช้คำกิริยา ส่วนมากมาจากงานที่ต้องปฏิบัติ (กิจกรรมหลัก)

-
เขียนให้ชัดเจนว่า จะทำอะไร แก่ใคร เรื่องอะไร


๒.
หลักการและเหตุผล

-
ระบุความเป็นมาของโครงการตามนโยบาย แผน มติ ครม.

-
ระบุสภาพปัจจุบัน

-
ระบุสภาพปัญหา/ความต้องการ สาเหตุต่าง ๆ และความจำเป็นที่ต้องจัดทำโครงการ (เกิดปัญหาอะไร กับใคร ที่ไหน เมื่อใด โดยมีสาเหตุมาจากอะไร)

-
ต้องบอกถึงความจำเป็นที่ต้องจัดทำโครงการว่าได้ไม่ทำจะมีผลเสียหายอย่างไร ถ้าทำจะช่วยแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาอย่างไร

-
ถ้าเป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนา จะต้องบอกหรืออธิบายได้ว่าจะพัฒนาอะไร เกี่ยวกับอะไร สำคัญอย่างไร มีหลักการอย่างไร มีหลักฐานอะไร มีข้อมูลและข้อสนเทศอะไรบ้าง น่าจะทำอะไร เหตุที่ต้องทำและมีความจำเป็นเพียงใด หากทำจะได้อะไร เป็นต้น

-
ถ้าเป็นโครงการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา จะต้องบอกหรืออธิบายว่า อะไรคือปัญหา สำคัญขนาดไหน มีข้อมูล/ข้อเทศอะไรบ้าง มีหลักการ ทฤษฎี ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่างไร คาดว่าน่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด อย่างไร แต่ยังไม่ได้ทำจึงได้เสนอโครงการขึ้นมา เป็นต้น


หลักการในการเขียน

ส่วนแรก หรือย่อหน้าที่ ๑ โดยทั่วไปมักจะกล่าวอ้างถึงนโยบาย มติ คำหลักที่ควรใช้ในส่วนที่ ๑ ....เนื่องด้วย จาก ตามที่ ปัจจุบัน

ส่วนแรก หรือย่อหน้าที่ ๒ มักจะกล่าวถึงสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ ซึ่งหากไม่ดำเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงแล้วย่อมจะทำให้ “ส่วนแรก” เกิดความเสียหายได้
คำหลักที่ควรใช้ในส่วนที่ ๒ ....ดังนั้น จึง โดย

ส่วนแรก หรือย่อหน้าที่ ๓ มักจะกล่าวถึงกิจกรรมที่โครงการนี้ควรดำเนินการ หรือหากดำเนินการแล้วจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร และเกิดประโยชน์กับใคร คำหลักที่ควรใช้ในส่วนที่ ๓ ....เพื่อให้เกิด เพื่อพัฒนา เพื่อสร้าง เพื่อเป็นประโยชน์


๓.
วัตถุประสงค์โครงการ มีหลัก ๕ ข้อ

-
ระบุถึงความสำเร็จหรือสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อทำกิจกรรมเสร็จและสิ้นสุดโครงการใครได้ประโยชน์อย่างไรจากโครงการ

-
กรณีเป็นโครงการแก้ไขปัญหา เขียนให้อยู่ในรูปการลดหรือขจัดปัญหา ป้องกันปัญหา หรือพัฒนาสิ่งที่ต้องการเพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องเขียนหลายข้อ (ควรมี ๑-๓ ข้อ)

-
เป็นการตอบคำถามทำไปทำไม เพื่อใคร (for whom)

-
สอดคล้องกับกิจกรรมและเป้าหมาย ทำอย่างไร สิ่งที่ได้ นำไปใช้ประโยชน์

-
ใช้หลักการ SMART

· ชี้ชัด เฉพาะเจาะจง ชัดเจน (S=Sensible and Specific)

· วัดได้ เป็นรูปธรรม จับต้องได้ (M=Measurable) ๒Q๒TP

· ทำได้ สามารถปฏิบัติได้ (A=Attainable) กระทำได้จริง

· ไม่เพ้อฝัน ทำให้เป็นจริงได้ (R=Realistic)

· รู้วันเวลา มีกรอบเวลาชัดเจน (T=Time)


๔.
เป้าหมายของโครงการ มีหลัก ๕ ข้อ

-
เป็นผลที่มาจากการทำกิจกรรมหลัก รอง และสนับสนุน

-
ตอบคำถามว่าได้อะไร จากการทำกิจกรรม

-
เป็นผลงาน (Output) ที่เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงการ สามารถวัดได้ทันทีทันตา

-
สอดคล้องระหว่างกิจกรรมและผลลัพท์ ทำอย่างไร สิ่งที่ได้ นำไปใช้ (ใคร)

-
มีตัวชี้วัด ๔ มิติ เชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ เวลา และต้นทุน (QQCT)


๕.
วิธีดำเนินการ

-
ระบุกิจกรรมโครงการทั้งหมด

-
ระบุขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม

-
ระบุกิจกรรมหลัก กิจกรรมรอง และสนับสนุน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงกิจกรรมสุดท้าย ถ้าไม่เป็นโครงการที่ไม่ซับซ้อนมากนักจะนิยมใช้แผนภูมิเกณฑ์ (Gantt chart) หรือแผนภูมิแท่ง (Bar chart)


๖.
ระยะเวลาดำเนินการ ระบุระยะเวลาเริ่มต้นโครงการและระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ

๗.
สถานที่ดำเนินการ ระบุสถานที่ตั้งโครงการว่ากิจกรรมจะทำสถานที่ใด เพื่อสะดวกต่อการจัดเตรียมที่ก่อนดำเนินการ

๘.
ผู้รับผิดชอบโครงการ เป็นการระบุว่าใคร หรือหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ


๙.
งบประมาณ

-
เป็นการระบุค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการดำเนินกิจกรรมขั้นต่าง ๆ

-
แยกเป็นหมวดค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ / หมวดครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง

-
ระบุแหล่งที่มาของงบประมาณแผ่นดิน งบเงินกู้ งบบริจาค งบเงินช่วยเหลือจากเอกชน หรือจากต่างประเทศ


๑๐.
การประเมินผลโครงการ เป็นการแสดงรายละเอียดว่าจะมีวิธีการควบคุมติดตามผลและประเมินผลโครงการอย่างไร

-
วิธีการประเมินผลโครงการ (๓ส ๑อ)

-
ระยะเวลาประเมินผล

-
ตัวชี้วัด ความสำเร็จของโครงการคือะไร


๑๑.
ผลที่คาดว่าจะได้รับ

-
ระบุผลประโยชน์ที่กลุ่มบุคคลหรือพื้นที่หรือสังคมโดยรวมจะได้รับ

-
ระบุผลกระทบในด้านบวกที่จะตามมาจากการมีโครงการ (Impact)

กรอบ ๕ ความ (๕C) ในการเขียนโครงการ

๑. ความถูกต้อง (Correct)

๑.๑ ความถูกต้องในรูปแบบ (Format)

- โครงสร้างครบถ้วน

- การจัดลำดับ เบื้องต้น-เนื้อหา-สรุป

- ความเชื่อมโยง เป็นตรรกะ

- แยกประเด็นชัดเจน

๑.๒ ความถูกต้องในเนื้อหา

- เป็นเหตุผล เชื่อมโยง ไม่วกวน

- รายละเอียดสัมพันธ์กับหัวข้อ

- เป็นข้อมูล-ข้อเท็จจริง-ความเห็น

๑.๓ ความถูกต้องในหลักภาษา (ใช้ภาษาเขียน ไม่ใช่ภาษาพูด / ตัวสะกด ประโยค หลักภาษา)

๒. ความชัดเจน (Clear)

- กระจ่างใจ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่สะดุด ไม่สงสัย

- กระจ่างตา เขียนหนังสือมีย่อหน้า แยกประเด็น (ไม่เขียนติดกัน)

๓. ความรัดกุม (Confirm)

- สามารถยันสิ่งที่เขียน ทั้งข้อมูล/ข้อเท็จจริง อ้างอิงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ

- อ่านไม่ต้อง “ตีความ”

- สรุป ไม่เขียนลอย ๆ กว้างไป

๔. ความกระชับ (Concise)

- ๓ ความ : สั้น กระชับ กะทัดรัด

- ๔ ไม่ : ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่วกวน ไม่ซ้ำซาก ไม่ซ้ำกันในที่ใกล้กัน

- หลักเพื่อตอบ ใคร ทำอะไร ทำไม ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร (๖W ๒H)

๕. ความโน้มน้าว (Convince)

- เพื่อไปสู่จุดหมาย อย่างเพ้อฝันเกินจริง จริงใจ ภาษาจะงดงาม


นางศศิฉาย สุคนธฉายา
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา

การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคา ใครลงนามผูกพันคู่สัญญา

การเบิก – จ่าย เงิน เป็นเรื่องใกล้ตัวที่พวกเราทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีทั้งคนที่เต็มใจทำ คนที่ไม่เต็มใจทำ มีทั้งคนที่มีความรู้ชัดเจน คนที่พอมีความรู้บ้าง แต่ก็ต้องทำ และทำตามกันมา ซึ่งบางครั้งก็จำไม่ได้ว่าระเบียบที่อ้างแต่ละข้อหมายถึงอะไร ซึ่งผู้เขียนเองก็เคยเป็นมาแล้ว

ในวันประชุมหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าฝ่าย พัฒนาการอำเภอ และนักวิชาการ ของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด มีพัฒนาการอำเภอท่านหนึ่ง ถามในที่ประชุมเรื่อง การจัดซื้อ จัดจ้าง ซึ่ง ท่านถูก นายอำเภอ ถามว่า การจัดซื้อ จัดจ้าง
ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบอำนาจให้นายอำเภอเป็นผู้ดำเนินการ ในนามหัวหน้าหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอไม่ได้มอบอำนาจให้พัฒนาการอำเภอ แล้วพัฒนาการอำเภอ ลงนามในใบสั่งซื้อสั่งจ้าง ทำได้หรือ

ผู้เขียนจึงขอเรียนว่าจากประสบการณ์การทำงานและจากการศึกษาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา ต้องดำเนินตามระเบียบฯ ข้อ ๑๘(๑) และมีระเบียบข้อ ๒๗หรือ ข้อ๒๘ ,ข้อ ๒๙ และ ข้อ ๓๙ เข้ามาประกอบในการดำเนินการ


ตามระเบียบข้อ
27 การจัดทำรายงานขอซื้อหรือขอจ้างนั้น จะต้องดำเนินการจัดทำขึ้นก่อนที่จะไปดำเนินการหาตัวผู้ขายหรือ ผู้รับจ้าง ทั้งนี้ เนื่องจากระเบียบฯ ข้อ 27 ใช้ถ้อยคำว่า “ก่อนดำเนินการซื้อหรือจ้างทุกวิธี” ซึ่งหากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ เมื่อส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการมีความต้องการที่จะซื้อหรือจ้าง ผู้รับผิดชอบต้องดำเนินการจัดทำรายงานขอซื้อขอจ้างก่อน โดยให้หัวหน้าส่วนราชการให้ความเห็นชอบ ก่อนที่ผู้รับผิดชอบจะไปดำเนินการหาตัวผู้ขายหรือผู้รับจ้าง ทำให้เกิดปัญหาการจัดทำรายงานขอซื้อขอจ้างไม่สอดคล้องกับหลักการของระเบียบดังกล่าวข้างต้น จะเป็
นปัญหามากที่สุดสำหรับการซื้อการจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพราะในทางปฏิบัติส่วนมาก เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมักจะดำเนินการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจนได้ตัวผู้ขายหรือผู้รับจ้างแล้ว จึงเสนอผู้มีอำนาจพิจารณาไปในคราวเดียวกัน กล่าวคือ จัดทำรายงานขอซื้อ ขอจ้าง ขอใบเสนอราคาจากร้านที่ประสงค์จะขอซื้อหรือจ้าง จัดทำข้อตกลงเป็นหนังสือหรือใบสั่งซื้อจ้างเสร็จในคราวเดียวกัน แล้วเสนอผู้มีอำนาจ ทั้งเห็นชอบในรายงานขอซื้อขอจ้าง ลงนามในใบสั่งซื้อสั่ง/จ้าง พร้อมกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามขั้นตอน

ตามที่ระเบียบ ข้อ
39 วรรคหนึ่ง การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคา ให้เจ้าหน้าที่พัสดุติดต่อตกลงราคากับผู้ขายหรือผู้รับจ้างโดยตรง แล้วให้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ จัดซื้อหรือจัดจ้างได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการ ตามระเบียบข้อ 29 ซึ่งระเบียบข้อ 29 กำหนดว่า “เมื่อหัวหน้าส่วนราชการให้ความเห็นชอบตามรายงาน ที่เสนอตามข้อ 27 หรือข้อ 28 แล้ว ให้เจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการตามวิธีการซื้อ การจ้างนั้นต่อไปได้”


ดังนั้น สำหรับวิธีตกลงราคา ไม่จำเป็น ต้องมอบอำนาจ ให้แก่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ โดยเฉพาะการมอบอำนาจลงนามผูกพันคู่สัญญา เพราะระเบียบกำหนดให้เป็นหน้าที่ ของ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ


ภาพแสดงการจัดทำรายงานขอซื้อหรือขอจ้าง


คำจำกัดความ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม

หัวหน้าส่วนราชการ

-
สำหรับราชการส่วนภูมิภาค หมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัด


หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

-
หัวหน้าหน่วยงานระดับกองหรือที่มีฐานะเทียบกองซึ่งปฏิบัติงานในสายงานที่เกี่ยวกับการพัสดุตามที่องค์กร
กลางบริหารงานส่วนบุคคลกำหนด หรือข้าราชการอื่นซึ่งได้รับแต่งตั้งจากหัวหน้าส่วนราชการให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

เจ้าหน้าที่พัสดุ

-
เจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการพัสดุหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากหัวหน้าส่วนราชการให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ

นายกิติศักดิ์ ดาวนพเก้า
หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา

เทคนิคการจัดแสงเพื่อถ่ายภาพสินค้า OTOP ที่ประหยัดแต่สวย

การถ่ายภาพสินค้า OTOP หลายคนคงผ่านประสบการณ์นี้มาบ้างไม่มากก็น้อย อาทิ เช่น ภาพที่ได้ มันวาว,มีแสงสะท้อน,มีเงาไม่พึงประสงค์,ภาพสว่างเกินไป ฯลฯไม่ได้ดังใจเอาเสียจริงๆ กล้องก็ดีมียี่ห้ออยู่นะ ทำไมภาพออกมาไม่สวย สาเหตุหนึ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญคือ “การจัดแสง” หลายคนคงคิดถึงการจัดแสงในห้องถ่ายภาพและอุปกรณ์ราคาแพง นึกแล้วต้องตื่นมาอยู่ในความเป็นจริง ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เริ่มกันเลยดีกว่า (ต้องลงทุนกันบ้างเล็กน้อยนะครับ)

อุปกรณ์ที่ต้องมี โคมไฟอ่านหนังสือ 2 โคม แผ่นโฟม 2 แผ่น


การจัดวางอุปกรณ์ (ตามภาพ)


หลักการแสง

จัดแสงแบบนี้ อาศัยการสะท้อนแสงจากแผ่นโฟมไปยังวัตถุที่ต้องการ เพื่อเกลี่ยน้ำหนักแสงลดความมันวาวที่ผิววัตถุ ลดการตกกระทบของเงาด้านใดด้านหนึ่ง เอาเท่านี้พออธิบายแบบมวยวัด ฮา.....


ข้อควรระวังในการจัดแสง

1.ฉากด้านหลัง/พื้นวางวัตถุต้องไม่สะท้อนแสง

2.หลีกเลี่ยงการใช้แฟลต หากจำเป็นต้องใช้ควรใช้ที่ครอบกระจายแสงหรือเลือกโหมดแฟลตกระพริบ

3.การถ่ายภาพลักษณะนี้ควรใช้ขาตั้งกล้องจะดีที่สุด(อันนี้ถ้าไม่มีก็คงต้องหยิบยืมอีกนั้นแหละ)


เท่านี้ก็จะได้ภาพที่สวยอย่างที่ต้องการภายใต้ข้อจำกัด ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้านะครับส่วนท่านจะนำไปประยุกต์ใช้หรือใส่เทคนิคเพิ่มเติม...ก็ตามสะดวกนะครับ เพราะการจัดแสงไม่จำเป็นต้องแสงเท่ากันทุกด้านแล้วแต่ลักษณะชิ้นงานที่เรากำหนด...การจัดแสงไม่มีอะไรตายตัวหรอกครับ สวัสดี


ขออภัย
ไว้ก่อนนะครับสำหรับท่านที่เป็นนักถ่ายมือโปรฯ ที่ต้องขออนุญาตนำเสนอแบบลูกทุ่ง..ฮา

นายจิรธรรม ภัทรธรรมกุล
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา