วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง

ชื่อ          นางชยาภา     วิเลปะนะ

ตำแหน่ง  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ  

โทร         085-1038630

เรื่อง        เทคนิคการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง

วิธีการดำเนินการ  กระบวนการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ 
บ้านอ่างเตย  หมู่  9  ตำบลท่าตะเกียบ  อำเภอท่าตะเกียบ  จังหวัดฉะเชิงเทรา
          ปีงบประมาณ  2553  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าตะเกียบ  ได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบอำเภอละ  1  หมู่บ้าน โดยมีมติที่ประชุมพิจารณาคัดเลือกหมู่บ้าน จากจำนวน  22  หมู่บ้าน  ให้เหลือ  1 หมู่บ้าน  ข้าพเจ้าซึ่งเป็นพัฒนากรประจำตำบล  จึงเรียกประชุมผู้ใหญ่บ้านทั้ง 22  หมู่บ้าน เพื่อพิจารณาคัดเลือก  ผลปรากฏว่าที่ประชุมคัดเหลือกหมู่บ้านอ่างเตย  เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ  คัดเลือกโดยมีเหตุผลคือ

  • เป็นหมู่บ้านที่ไม่เคยเข้ารับการประกวด หรือได้รับการคัดเลือกเป็นต้นแบบอื่น ๆ
  • ผู้นำมีความพร้อม  และเสียสละ
  • มีผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นำ อช.) อยู่ในหมู่บ้านนี้
          เมื่อคัดเลือกเรียบร้อยแล้ว  จึงได้ทำกระบวนการดำเนินการประชุมชี้แจง ทำความเข้าใจ ทุกครัวเรือน ว่าการเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบต้องทำอย่างไร  จึงกำหนดเนื้อหาของการประชุมเป็นลักษณะของการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต  และต่อมาก็ได้คัดเลือกครอบครัวพัฒนา  30  ครัวเรือน  ที่จะมาพัฒนาเป็นครัวเรือนต้นแบบ  ซึ่งหมู่บ้านนี้มีจำนวนครัวเรือน  344  ครัวเรือน  ซึ่งการดำเนินการในการพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงก็จะมีพัฒนาการเป็นตัวร่วมขับเคลื่อน โดยการเข้าใจ เข้าถึง และสนับสนุนการดำเนินงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ  โดยร่วมกันวิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ชุมชน  เพื่อค้นหาศักยภาพของคนในชุมชน  และมีการประเมินหมู่บ้านตามแบบประเมินของกระทรวงมหาดไทย  4  ด้าน  23  ตัวชี้วัด  เมื่อทำการประเมินแล้วหมู่บ้านอ่างเตยอยู่ในระดับ  อยู่ดี กินดี  และการทำประเมินนี้จึงนำมาเพื่อการแก้ไขและพัฒนาหมู่บ้าน  ขณะนี้มีกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการจัดตั้งมา คือ 
       1) กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อการผลิต  มีสัจจะ 20,000 บาท 50 ราย ปัจจุบันมีสมาชิก 65  ราย เงินสัจจะฯ  70,000  บาท   
       2) กลุ่มปลูกไผ่ตง  สมาชิก  60  ราย  มีเงินกองทุน  500,000  บาท  
       3) กลุ่มทอผ้าไหม  มีสมาชิก  80  ราย   
       4) กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ  มีสมาชิก  20  ราย  
       5) กลุ่มถักไม้กวาดดอกหญ้า มีสมาชิก  15  ราย

           จะเห็นได้ว่า หมู่บ้านนี้มีการรวมกลุ่มส่งเสริมอาชีพด้านต่าง ๆ  โดยการร่วมมือ ร่วมใจ ในการที่จะพัฒนาหมู่บ้าน และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่มีบุคคลสนใจเข้ามาศึกษาดูงาน และศึกษาภูมิปัญญาการเลื้ยงไหมและการทอผ้าไหม  และหมู่บ้านอ่างเตย  ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  อยู่เย็น  เป็นสุขในระดับจังหวัด  ซึ่งได้รับพระราชทานโล่จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  ปี พ.ศ. 2553  ซึ่งเป็นรางวัลที่ข้าพเจ้าเป็นพัฒนากรผู้รับผิดชอบหมู่บ้านนี้ ภูมิใจมาก  และจะขาดเสียมิได้คือ  ความร่วมมือ ร่วมใจของผู้นำชุมชน ประชาชน  ในการที่จะพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ

OTOP



                                                                                                                                           
ผู้ถอดบทเรียน    นางสาวสวณีย์  มีเจริญ
ตำแหน่ง            นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
บันทึกเมื่อ         พฤษภาคม 2557
สถานที่             ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี

           ที่มาขององค์ความรู้ที่เลือก (ทำไมถึงเลือกองค์ความรู้นี้)     
กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับผิดชอบดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างงาน สร้างรายได้ ด้วยการนำทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และบริหารคุณภาพที่มีจุดเด่น และมูลค่าเพิ่มเป็นที่ต้องการของตลาดชุมชน ส่งเสริมให้เกิดอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง นำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
          ปัจจุบันการดำเนินงานก็ยังมีปัญหา อุปสรรค หลักๆ ดังนี้
1. ปัญหาด้านการตลาด
2. ปัญหาด้านการผลิต และผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ขาดเอกลักษณ์ ง่ายต่อการลอกเลียนแบบ เป็นการผลิตสินค้าตามกัน เลียนแบบกัน ขาดทักษะการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ไม่สนใจเรื่องมาตรฐานต่างๆ
3. ปัญหาด้านการบริการจัดการธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดทำแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ และนำแผนธุรกิจไปใช้ให้เกิดประโยชน์
4. ปัญหาด้านงบประมาณ
          บันทึกขุมความรู้ (วิธีปฏิบัติงานที่ผู้สนใจสามารถนำไปปฏิบัติได้)
          การจำหน่ายสินค้าในปัจจุบันมีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
1. เริ่มต้นด้วยการประชุมคณะกรรมการเครือข่าย OTOP และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ร่วมจำหน่าย ในจำนวนบูธที่จำกัด แต่ผู้ประกอบการ OTOPที่มีความต้องการขายสินค้ามาก
2. การเยี่ยมเยียน พบปะ พูดคุยให้กำลังใจ รับฟังปัญหา ผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP
3. จัดประชุมเครือข่าย OTOP เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและการจำหน่ายสินค้าของแต่ละกลุ่ม
4. การจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายการตลาด
5. นำองค์ความรู้การส่งเสริมการตลาดและผลิตภัณฑ์ OTOP ไปส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงาน แก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP อย่างต่อเนื่อง

          มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
1. การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมแก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เพราะจะเกิดการเรียนรู้แบบทำไป เรียนรู้ไป
2. การให้ความรู้กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ต้องมีความหลากหลาย ทั้งมีการอบรม ศึกษาดูงาน ทดลองทำ เป็นต้น
3. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP จัดทำแผนธุรกิจ ประกอบด้วย แผนการผลิต แผนการตลาด แผนการบริหารจัดการ และดำเนินการตามแผนอย่างจริงจัง 
4. การสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เพื่อร่วมมือกันด้านการตลาด
5. การพัฒนารูปแบบ การบรรจุภัณฑ์ ให้ทันสมัย สวยงาม
6. กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
7.การพัฒนาและส่งเสริมทั้งด้านการผลิตและการตลาดแก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOPที่สินค้ามีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ การประชาสัมพันธ์
8. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ให้มีคุณภาพ การผลิตให้ได้มาตรฐาน
9. ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้KBO
10. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP มีการบริหารจัดการในลักษณะแบบครบวงจรทั้งด้านการบริหารจัดการ การผลิต การตลาด และการจัดการทุน
11. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP มีการจัดทำคลังความรู้ คลังข้อมูลภูมิปัญญาของผลิตภัณฑ์

         แก่นความรู้ (เทคนิคสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จและผลที่เกิดขึ้นจริงกับผลที่คาดว่าจะได้รับ)
1. การสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP จัดตกแต่งร้านให้สวยงาม น่าเข้าเยี่ยมชม ต้องมีใบประกาศดาว ต้องมีเรื่องราวผลิตภัณฑ์
2. การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP อย่างต่อเนื่อง
3. การรณรงค์ให้ซื้อสินค้า OTOPเป็นของฝาก ของขวัญในเทศกาลต่างๆ
4. ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม
5. การสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP จำหน่ายสินค้าจากการออกหน่วยเคลื่อนที่ของราชการ
6. ส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงาน
 
        มีกลยุทธ์ในการทำงานอย่างไร 
1. จัดการประชุมแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้คณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
2. การให้ความรู้เฉพาะเรื่องแก่ผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เช่น กลยุทธ์ทางการตลาด กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์ 
3. การนำกลยุทธ์ในด้านต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนธุรกิจ ได้แก่ ในด้านการบริหารจัดการจะวางแผนการบริหารสมาชิก แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบด้านต่าง ๆ ให้ชัดเจน
 สรุปบทเรียน

         ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
1. การสร้างศรัทธาให้กับผู้ประกอบการในขณะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยการกำกับดูแลและให้ความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นธรรม และเท่าเทียมกัน
2. มีการสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นกันเองทุกวัน เพื่อนำปัญหามาแก้ไขโดยบางปัญหาให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมคิดและแก้ไขปัญหาด้วย เพื่อจะได้คุ้นเคยกับผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น
3. ให้กำลังใจเมื่อผู้ประกอบการประสบปัญหา และร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

          ข้อสังเกต/ข้อควรคำนึงถึง
1. ผู้ประกอบการ OTOP แต่ละรายมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ในการกำกับดูแลผู้ประกอบการต้องดูแลอย่างใจเย็น และจริงใจ
2. ในกรณีผู้ประกอบการมีปัญหาต้องรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ และร่วมคิดร่วมแก้ปัญหากับผู้ประกอบการ
3. ให้กำลังใจผู้ประกอบการที่ได้ยอดรายได้ในการจำหน่ายน้อย หรือ ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า   ในการปฏิบัติหน้าที่ควรให้เกียรติผู้ประกอบการ ไม่พูดจาดูถูกดูแคลน หรือมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อประกอบการที่มาจำหน่ายสินค้า เพราะจะทำให้เราปฏิบัติหน้าที่ได้ยากขึ้นและไม่สำเร็จเท่าที่ควรเท่าที่ควร
 
          กฎระเบียบ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
  • หลักการพัฒนาชุมชน
  • กระบวนการมีส่วนร่วม
  • หลักเศรษฐศาสตร์
  • หลักการประชาสัมพันธ์

การส่งเสริมภาพลักษณ์หน่วยงานด้วยการประชาสัมพันธ์



นายวิทยา   กิจประไพอำพล   พัฒนาการอำเภอพนมสารคาม   
ประเด็นยุทธศาสตร์  เสริมสร้างองค์กรให้มีขีดสมรรถนะสูง

องค์ความรู้ที่จำเป็น  การส่งเสริมภาพลักษณ์หน่วยงานด้วยการประชาสัมพันธ์

เหตุผลที่เลือกองค์ความรู้  เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างภาพลักษณ์ของหน่วยงาน

ตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ  ร้อยละของบุคคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบการพัฒนาทรัพยากรบุคคล 

                   การพัฒนาสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพนมสารคาม  ดำเนินการ ดังนี้  

                  ๑. มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร    โดยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบขององค์กร ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ  โดยมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กรเป็นหลัก ไม่ใช่การมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของบุคคล แต่การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เกิดขึ้นเป็นผลพลอยได้ของการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมขององค์กร

                  ๒. การปรับปรุงองค์กรให้กลับสู่สภาวะใหม่ที่เหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิมโดยมุ่งที่ความกล้าในการยอมรับการเปลี่ยนแปลง เน้นให้องค์กรมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่จะนำเอาความใหม่และแปลกทั้งทางด้านเทคนิค วิทยาการ และทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ามาสู่องค์กร

                  ๓.การปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กร โดยใช้การวิจัยเชิงแก้ปัญหา ซึ่งมีลักษณะเป็นกระบวนการการแก้ปัญหาอย่างมีระบบเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

                  ๓.๑ การวิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้นขององค์กร

                  ๓.๒ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากองค์กร

                  ๓.๓การป้อนข้อมูลย้อนกลับให้แก่องค์กร

                  ๓.๔สำรวจปัญหาขององค์กรจากข้อมูลที่ได้รับทั้งหมด

                  ๓.๕วางแผนปฏิบัติการ

                  ๓.๖ ลงมือปฏิบัติการ

                  จากการดำเนินการดังกล่าวเป็นความพยายามอย่างมีแผนและต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กรเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลขององค์าร ทั้งนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจาก ผู้บริหารระดับสูงและต้องใช้เครื่องมือ และเทคนิคทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ ประกอบกระบวนการวิจัยเชิงแก้ปัญหาเป็นแม่แบบ

                  ปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการทำงาน    การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้องค์กรต้องปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีของตนเองเพื่อให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลทัดเทียมหรือเหนือกว่าองค์กรอื่นๆ

ถอดองค์ความรู้การทำน้ำยาอเนกประสงค์




ประเด็นยุทธศาสตร์  สร้างสรรค์ชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข

องค์ความรู้ที่จำเป็น  การบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ

เหตุผลที่เลือกองค์ความรู้  เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านเพื่อเพิ่มความสุขมวลรวม

ผู้จัดทำ     นายศิริชัย  ตันตระกูล  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
      

             น้ำยาอเนกประสงค์  เป็นน้ำยาใช้ล้างถ้วยชาม  ซักเสื้อผ้า  ทำความสะอาดบ้านเรือน  ล้างห้องน้ำ  ล้างรถ  เช็ดกระจก  สามารถทำขึ้นใช้เองได้ที่สำคัญไม่เป็นพิษต่อผู้ใช้  ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม  เนื่องจากส่วนผสมไม่มีสารเคมีเป็นวัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จึงมีต้นทุนต่ำ  ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก  สามารถทำไว้ใช้เองภายในครอบครัวหรือจำหน่าย  เป็นการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ของครอบครัว
            ในสภาพการปัจจุบันค่าใช้จ่ายในครอบครัวสูงขึ้น  จึงต้องหาทางลดรายจ่ายการทำน้ำยาอเนกประสงค์ใช้เป็นทางเลือกหนึ่ง   ที่ทุกครอบครัวควรหันมาสนใจและผลิตน้ำยาใช้เอง  การทำน้ำยาอเนกประสงค์ต้องใช้เวลาบ้างในการหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์และเก็บไว้ใช้ได้นานเป็นปี

ขั้นตอนแรก   การผลิตน้ำจุลินทรีย์

 1.  นำผลไม้ชนิดใดก็ได้ที่ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลง  เช่น  กล้วย  มะกรูด  มะเฟือง  สับปะรด  โดยเฉพาะมีรสเปรี้ยวยิ่งดี  ใช้ผลไม้ที่คุณภาพดีไม่ใช้ผลไม้ที่เน่าเสียแล้ว ใช้จำนวน  3  กิโลกรัม  มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆจะใช้ชนิดเดียวหรือหลายชนิดรวมกันก็ได้  3  กิโลกรัม

2.  ใช้น้ำตาลสีรำ   1  กิโลกรัม

3.   นำผลไม้ที่หันแล้วคลุกเคล้ากับน้ำตาลสีรำให้เข้ากัน

4.   เอาใส่ถังปิดฝาทิ้งไว้  15  วัน

5.  เมื่อครบ 15  วันแล้ว   เปิดฝาเติมน้ำสะอาดลงไป  10 ลิตร  ปิดฝาทิ้งไว้อีก  30 วัน  รวมเป็น 45  วันจากนั้นกรองเอากากออก  เอาน้ำหัวเชื้อใส่ถังหรือขวดขนาดใหญ่เก็บไว้ในที่ร่ม  เพื่อนำไปเป็นส่วนผสมทำน้ำยาอเนกประสงค์

            หัวเชื้อจุลินทรีย์ เมื่อใช้ไปเรื่อยๆอาจจะหมดลง   ต้องหมักหัวเชื้อใหม่ใช้เวลานานแต่มีวิธีที่เพิ่มปริมาณหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เร็วกว่า  ไม่ต้องเสียเวลาหมักใหม่หรือต้องการหัวเชื้อปริมาณที่มากขึ้น  มีวิธีทำดังต่อไปนี้

การขยายเชื้อจุลินทรีย์

วิธีที่ 1        
     ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์    1  ลิตร   น้ำ  20  ลิตร   น้ำตาลสีรำ  1  กิโลกรัม   หมักใส่ถังปิดฝาทิ้งไว้  7  วัน
วิธีที่ 2
     ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์   20  ลิตร    น้ำ  100  ลิตร   น้ำตาลสีรำ  2  กิโลกรัม  หมักใส่ถังปิดฝาทิ้งไว้  7  วันจึงใช้ได้

     หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่แข็งแรงสามารถเก็บไว้ใช้ประมาณ  1  ปี  โดยปิดฝาให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่มและอย่าให้โดนแสงแดด


***เมื่อได้น้ำจุลินทรีย์แล้วยังต้องเตรียมส่วนผสมอีก  2  ชนิดได้แก่
  • น้ำด่าง    โดยใช้ขี้เถ้าสะอาดที่ไม่มีไขมัน คือ ไม่ใช้ขี้เถ้าเตาที่ใช้ย่างเนื้อย่างปลาที่มีน้ำมันตกลงไปในขี้เถ้า    นำขี้เถ้าสะอาด   1  กิโลกรัม  ละลายน้ำ  5  ลิตร  ทิ้งไว้ 1-3 คืน แล้วนำมากรองเอาแต่น้ำใสให้ได้  3  ลิตร

  •  น้ำเกลือ  โดยใช้เกลือทะเลไม่ให้ใช้เกลือสินเธาว์   เนื่องจากไม่มีธาตุไอโอดีนใช้เกลือทะเล  1.5  กิโลกรัม    ละลายน้ำ   3  ลิตร



ขั้นตอนการทำน้ำยาอเนกประสงค์

เตรียมวัสดุอุปกรณ์ดังนี้

1.  หัวแชมพูหรือ N70                1   กิโลกรัม

2.  น้ำเกลือ                             3  ลิตร

3.  น้ำด่าง                               3  ลิตร

4.  น้ำจุลินทรีย์                         3  ลิตร

5.  หัวน้ำหอม                           1  ออนซ์

6.  สีผสมอาหาร                        1  ซอง

7.  น้ำสะอาด                           6  ลิตร

                                           8.  ถังก้นเรียบขนาดบรรจุ 20 ลิตร        1  ใบ

                                           9.  ไม้พาย                               1  อัน





วิธีทำ

1.  เอา  N70  ใส่ถังใช้ไม้พายกวนไปทิศทางเดียวกันตลอดเวลา  อย่ากวนวนไปวนมา กวนไปเรื่อยๆให้อากาศผสมกับ N70  จนเป็นสีขาวครีม

2.  เมื่อเป็นสีขาวครีมแล้วค่อยๆเติมน้ำเกลือลงไป  และกวนให้เข้ากันไปเรื่อยๆ ช้าๆจนน้ำเกลือหมด 
3.  นำน้ำด่างค่อยๆรินลงไป  และกวนไปเรื่อยๆจนครบ    3  ลิตร

4.  นำน้ำสะอาดค่อยๆรินลงไป  และกวนไปเรื่อยๆจนครบ  6  ลิตร

5.  นำน้ำจุลินทรีย์ที่เตรียมไว้ค่อยๆเติมลงไป  และกวนไปเรื่อยๆ ให้ครบ  3  ลิตร
6.  ใส่หัวน้ำหอมกลิ่นที่ชอบ  แต่ต้องเป็นหัวน้ำหอมที่ไม่มีพิษจำนวน  1  ออนซ์  กวนให้ผสมเข้ากัน แล้วเอาสีผสมอาหารเป็นสีที่ชอบ  ( ห้ามใช้สีย้อมผ้า )  นำมาผสมน้ำก่อนจำนวน  1  ซอง   นำน้ำสีที่ผสมน้ำแล้ว  ค่อยๆรินใส่   แล้วค่อยๆกวนให้สีเข้ากับเนื้อน้ำยาให้เป็นเนื้อเดียวกัน  จะได้น้ำยาอเนกประสงค์มีสีตามที่ต้องการ

7.  ตั้งทิ้งไว้ให้ฟองในถังยุบหมดแล้ว  จึงทำการบรรจุลงขวดเพื่อนำไปใช้หรือจำหน่าย
 
**ข้อควรระวัง**

             ในขณะกวนหรือคน ให้ไปในทิศทางเดียวกันเสมอ  และต้องกวนหรือคนอย่างช้าๆ  ไม่ต้องรีบร้อนถ้าหากกวนหรือคนเร็วไปจะทำให้เกิดฟองในถังมาก  จะทำให้เนื้อน้ำยาเกิดฟอง และต้องใช้เวลานานเพื่อให้หมดฟอง



น้ำยาอเนกประสงค์มีคุณสมบัติหลายด้าน

1.  ใช้ล้างจาน  ถ้วยชาม  แก้ว  ภาชนะ

2.  ใช้ถูพื้น  ล้างห้องน้ำ  เช็ดกระจก  ล้างรถ

3.  ใช้ซักเสื้อผ้า  ทำให้เนื้อผ้านุ่มโดยไม่ต้องใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม  ไม่ทำลายเนื้อผ้า  เมื่อใช่แช่ผ้าไว้ค้างคืนจะไม่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับติดเนื้อผ้า   ไม่กัดมือ

4.  รักษาสิ่งแวดล้อม   เนื่องจากไม่มีสารเคมีในน้ำยาทำให้น้ำคำรอบๆบ้านไม่มีกลิ่นเหม็น