วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความพอเพียง


ชื่อ – นามสกุล   นายสมเดช   พันแอ
ตำแหน่ง  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด     สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอคลองเขื่อน

เนื้อเรื่อง
ความพอเพียง  ในที่นี้ข้าพเจ้าได้น้อมนำมาจาก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล  รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีภูมิคุ้มกัน
ในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ความพอเพียง  ในการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ

การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในระดับต่างๆ นั้น ต้องมีพื้นฐาน คือ การพึ่งตนเองได้ โดยพิจารณาถึงความพอเพียงในการดำเนินชีวิตทุกย่างก้าว ได้แก่
  • ด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่ลงทุนเกินขนาด คิดและวางแผนอย่างมีเหตุผลและคุณธรรม รอบรู้รอบคอบ ระมัดระวัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมสัมฤทธิ์ผลและทันกาล
  • ด้านจิตใจ เข้มแข็ง กตัญญู มีความเพียร มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง มีคุณธรรมอันมั่นคง สุจริต จริงใจ คิดดีทำดีแจ่มใส เอื้ออาทร แบ่งปัน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
  • ด้านสังคมและวัฒนธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานสัมพันธ์ รู้รัก สามัคคีเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน รักษา เอกลักษณ์ภาษา ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย
  • ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาด ประหยัดและรอบคอบ ฟื้นฟูทรัพยากรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและคงอยู่ชั่วลูกหลาน
  • ด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมตามภูมิสังคม พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้าน

การแก้ไขปัญหาความยากจน


ชื่อ – สกุล  นางจงธพรรณ ยงพฤกษา
ตำแหน่ง     นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ                  
สังกัด        สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอคลองเขื่อน             

เนื้อเรื่อง         
เนื่องด้วยกรมการพัฒนาชุมชนได้มีนโยบายการกระจายรายได้ และความเจริญ ไปสู่ส่วนภูมิภาค กระจายโอกาสให้คนยากจนระดับครัวเรือนในหมู่บ้านเป้าหมาย มีเงินทุนในการประกอบอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนยากจนให้ดีขึ้น ตามเกณฑ์ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน(จปฐ.) คนยากจนได้มีโอกาสสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสามารถบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพได้ด้วยตนเอง

หลักการ
  1. การมีส่วนร่วมขององค์กรประชาชนและประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมายในการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบและร่วมรับผลประโยชน์ 
  2. การใช้ข้อมูลครัวเรือนยากจนเป้าหมายจากการจัดเก็บและตรวจสอบขององค์กรประชาชน ในหมู่บ้าน 
  3. การมอบอำนาจและหน้าที่ ความรับผิดชอบให้องค์กรประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมาย คือ คณะกรรมการกองทุน กข.คจ.ประจำหมู่บ้าน ซึ่งเลือกตั้งโดยครัวเรือนยากจน เป็นผู้บริหารจัดการเงินทุนให้หมุนเวียนคงอยู่ในหมู่บ้านตลอดไป โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ติดตามการดำเนินงานกองทุน กข.คจ.ให้มีประสิทธิภาพ 
  4. สนับสนุนเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพแก่ครัวเรือนจากจนเป้าหมาย หมู่บ้านละ 280,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ย

ในปัจจุบันการดำเนินงานของกองทุนกข.คจ. เป็นเวลานานมากขึ้น  ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีผลเสียหายแก่กองทุนฯ ก็ดีไป  แต่ที่เห็นจากการทำงานในปัจจุบันกองทุนฯเริ่ม มีปัญหาเช่น มีเงินขาดไปเป็นจำนวนน้อยบ้างมากบ้าง  การที่เงินหายมีด้วยกันหลายทาง คือ 
  1. ขาดเพราะคณะกรรมการเอาเงินไปใช้หลังจากสมาชิกนำเงินมาชำระคืน 
  2. จากผู้กู้ยืมเงินไม่ย่อมชำระคืน    
  3. จากผู้กู้ยืมเงินไปเสียชีวิต

วิธีการดำเนินงาน
  1. ติดตาม/ประสานงานและให้คำแนะนำช่วยกองทุนฯอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้คณะกรรมการบริหารงานเองจนอาจคิดว่าเป็นเงินของตนเอง
  2. เมื่อเจ้าหน้าที่พบว่ามีอาการหน้าสงสัยว่าจะมีเงินหายให้ติดตามตรวจสอบทันที เข้าไปทำความเข้าใจและสนิทสนมเพื่อให้ผู้ที่นำเงินไปกล้ารับผิดแล้วรับผิดชอบเงินที่หายไป และต้องใช้วิธีพูดจูงใจให้สมาชิกเห็นความจริงใจที่ต้องช่วยเหลือเพื่อยินยอมทำสัญญารับสภาพหนี้แล้วส่งชำระหนี้ตามกำหนด
  3. ให้มีผู้ค้ำประกันการกู้  จำนวน 2 คนทุกครั้ง และให้มีการส่งเสริมการออมเงินเพื่อเป็นการป้องกันเงินหายในกรณีผู้กู้เสียชีวิตและส่งเสริมนิสัยการออมให้มีการบริจาคเงินให้กลุ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของกองทุนฯ เช่นค่าถ่ายเอกสาร , ค่าสมุดบัญชี,ค่าโอนเงิน ฯลฯ
    

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติฯ บ้านวังควาย


บ้านวังควาย หมู่ที่ 5 ตำบลคลองเขื่อน อำเภอคลองเขื่อน เป็นหมู่บ้านชนบทเหมือนกับหมู่บ้านโดยทั่วไป คือ อาชีพหลัก ได้แก่ การทำนา (ปีละ 2 ครั้ง) อาชีพเสริม ได้แก่ การเลี้ยงปลา ปลูกผักสวนครัว เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เวลาที่เหลือ สังสรรค์ กินเหล้า เล่นการพนัน

ปีงบประมาณ 2554 หมู่บ้านได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง ให้ดำเนินงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ โครงการขยายผลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเงิน 590,000 บาท แบ่งเป็น
1. กิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นเงิน 160,000 บาท
2. สนับสนุนกิจกรรมทางเลือกด้านอาชีพแก่ครัวเรือนเป้าหมาย จำนวน 46 ครัวเรือน เป็นเงิน 430,000 บาท

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หลังดำเนินการตามโครงการแล้ว
1. ชาวบ้านให้ความสำคัญกับการประชุมประชาคมของหมู่บ้านมากขึ้น
2. ชาวบ้านให้ความสำคัญกับอาชีพเสริม (เลี้ยงไก่ไข่,เป็ดไข่,เลี้ยงปลา,เลี้ยงกบ) มากขึ้น เนื่องมาจากเป็นที่มาของรายได้ที่เพิ่มขึ้น
3. อบายมุขลดลง ชาวบ้านพูดคุยเรื่องการทำมาหากินมากขึ้น
4. ชาวบ้านมีทัศนคติที่ดีกับข้าราชการ และมองข้าราชการเป็นที่พึ่ง รับฟังมากขึ้น

ปัญหาที่ยังพบ
1. อาชีพเสริมที่ชาวบ้านทำ บางช่วงผลผลิตออกมามาก ทำให้ล้นตลาด
2. ชาวบ้านไม่มีความสามารถในเรื่องการตลาด ขาดความรู้เรื่องตลาด ขาดบุคลากรเดินตลาด
3. เงินทุนในการรับซื้อผลผลิตของสมาชิกไม่เพียงพอ
4. ไม่มีสถานที่เก็บผลผลิต (ห้องเย็น)

วิธีการแก้ไขปัญหา
1. ใช้บ้านผู้ใหญ่บ้าน เป็นสถานที่รวบรวมผลผลิต และจัดสมาชิกนำผลผลิตออกไปจำหน่าย
2. ระดมเงินทุนรับซื้อผลผลิตของสมาชิก

ข้อเสนอ
1. ด้านความรู้ในการส่งเสริมชาวบ้านในการจัดทำตลาด
2. ต้องการสถานที่จัดเก็บผลผลิต (ห้องเย็น)
3. เงินทุนในการรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก

ความคาดหวัง
1. ชาวบ้านประกอบอาชีพที่หลากหลาย และมีรายได้เพิ่มขึ้น
2. ชาวบ้านพึ่งพาตนเอง และมีกิจกรรมพึ่งพาตนเองในหมู่บ้าน เช่น การดำเนินงานในรูปสหกรณ์ห้องเย็น

นายวีรพล  โพธิ์ชัย
พัฒนาการอำเภอคลองเขื่อน
จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องที่ควรรู้กับการทำงานร่วมกับอาสาสมัคร อช./ผู้นำ อช.


ชื่อ – นามสกุล   นายนิคม  นิรันดร์
ตำแหน่ง  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรที่สามารถติดต่อได้สะดวก  08-9753-2105
                                               
“งานอาสาพัฒนาชุมชน”  ก็คือ  การทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การทำให้ประชาชนปวารณา ตนเองทำงานด้วยความเต็มใจ  และเสียสละเพื่อส่วนรวม  โดยการเป็นอาสาสมัครในการพัฒนาชนบท  หรือเป็นอาสาพัฒนาชุมชน  

ยังจำกันได้มั้ยครับคำกล่าวข้างต้นนั้น คืออะไร  แต่ถ้าจำไม่ได้หรือไม่รู้จะบอกให้คับ  คำกล่าวข้างต้นนั้นคือ แนวคิดในการทำงานกับอาสาพัฒนาชุมชน (อช.) หรือผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นำ อช.) ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้กำหนดมาตั้งแต่เริ่มกำเนิดโครงการอาสาพัฒนาชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เป็นต้นมา  หลายๆท่านคงลืมหลักการและแนวคิดตรงนี้ไปแล้วก็เป็นได้ 

แต่สำหรับผม ผมคิดว่าแนวคิดดังกล่าวนี้ ยังใช้ได้เสมอมา ประสบการณ์ในการทำงานกับอาสาพัฒนาชุมชน/ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนยังใช้ได้กับปัจจุบัน   ผลที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในการสร้างการมีส่วนร่วมยังปรากฎให้เห็นอยู่เนืองๆ  ...ผมยังจำภาพในอดีตที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกับ อช./ผู้นำ อช. ที่ร่วมมือ ร่วมใจกันในการพัฒนาหมู่บ้านของตนด้วยความเสียสละโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดใด และสิ่งที่พบในอดีตคือการทำงานด้วยจิตอาสาจริงๆ  ผมเชื่อว่าการสร้างจิตสำนึกของอาสาพัฒนาชุมชน/ผู้นำอ่าสาพัฒนาชุมชนนั้น สามารถสร้างขึ้นได้  แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ต้องเกิดจากอุดมการณ์ และหลักการทำงานของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนด้วย ที่จะสามารถปลุกจิตสำนึก และสามารถสร้างแรงศรัทธาให้ อช./ผู้นำ อช. ให้เกิดความตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบ ความเสียสละ และอุทิศตนด้วยจิตสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม จึงจะประสบผลสำเร็จ

หลักการในการทำงานของผมคือการสร้างศรัทธาและสร้างจิตสำนึกของอาสาพัฒนาชุมชน/ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน  มีดังนี้

1.การสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่น โดยการเป็นที่ปรึกษาที่ดี สามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจในการทำงานด้านต่างๆให้กับ อช./ผู้นำ อช.ได้อย่างชัดเจน เช่น ความรู้เกี่ยวกับระเบียบ ข้อบังคับต่างๆในงานพัฒนาชุมชน ระเบียบกองทุนหมู่บ้าน ระเบียบกลุ่มออมทรัพย์ ระเบียบ ศอช. ,กข.คจ. และอื่นๆ กล่าวคือ จะต้องศึกษาหาความรู้ต่างๆอย่างชัดเจน

2.การสร้างความไว้วางใจ โดยการประพฤติตน ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ไม่เข้าใครออกใคร มีความเป็นกันเอง เข้าถึงชุมชน จนทำให้เกิดความไว้วางใจสามารถพูดคุยกับ อช./ผู้นำ อช. ได้ทุกเรื่อง  หัวใจสำคัญของการเข้าถึงคือ “พัฒนากร” ต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดแก่อาสาพัฒนาชุมชน/ผู้นำ อช. จึงจะส่งให้เกิดผลในทางปฏิบัติ หลักประชาธิปไตยในการทำงาน เป็นต้น

3.การสร้างจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อชุมชน  เป็นอีกกระบวนการหนึ่งในการกระตุ้นให้ อช./ผู้นำ อช. ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบและเสียสละต่อส่วนรวม วิธีการจัดกิจกรรม เช่น การจัดอบรมเกี่ยวกับการปลูกจิตสำนึก,การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นอาสาสมัคร การจัดกิจกรรมอื่นทางด้านการพัฒนาจิตใจ

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการทำงานกับอาสาสมัคร ต่างๆนั้น จะต้องใช้ “ใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างศรัทธา และการมีส่วนร่วม  อันก่อให้เกิดประสิทธิภาพของการทำงาน ให้บรรลุผลตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน 
   

การขับเคลื่อนการตรวจสุขภาพเงินกองทุน กข.คจ.


ชื่อ-สกุลผู้ถอดบทเรียน นางสาวปนัฐวรรณ  เสงี่ยมจิตร์
ตำแหน่ง     นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
บันทึกเมื่อ   เมษายน ๒๕๕๕
สถานที่       จังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่มาขององค์ความรู้ที่เลือก (ทำไมถึงเลือกองค์ความรู้นี้)      
โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) เป็นทุนชุมชน ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนให้หมู่บ้านๆ ละ 280,000 บาท เพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายยืมไปประกอบอาชีพ และมอบอำนาจให้คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ประจำหมู่บ้าน บริหารจัดการเงินทุน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. 2536 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2539 และได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบดังกล่าว ในปัจจุบันใช้ฉบับ พ.ศ. 2553 ในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรามีหมู่บ้านเป้าหมายตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ทุกอำเภอ  จำนวน 218 หมู่บ้าน

กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ “เสริมสร้างธรรมาภิบาลและความมั่นคงของทุนชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีความมั่นคงทางด้านทุนชุมชน เป็นการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะดำเนินกิจกรรมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต, โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.),กองทุนหมู่บ้าน, และการจัดตั้งสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน เพื่อยกระดับรายได้ในชุมชนต่างๆแล้ว ยังต้องทำงานพัฒนาทุนชุมชนในด้านอื่นๆด้วย ได้แก่ การพัฒนาคน สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยทางกายภาพ ให้เป็นไปตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ด้วยเหตุผลจากแนวคิดที่ว่า การดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของทุนชุมชน ปัญหาของชุมชนไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ปัญหาที่ยังไม่เกิดแต่มีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาในอนาคต หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือปัญหาตามฤดูกาล ทุกชุมชนต่างมีโอกาสประสบทั้งสิ้น แนวทางและความสามารถในการจัดการกับปัญหาแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน ชุมชนจะเลือกใช้แนวทางใด และสามารถประสบความสำเร็จในการจัดการมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับจำนวนและความแข็งแรงของทุนชุมชนที่มีอยู่

ในปี พ.ศ.๒๕๕๕  กรมการพัฒนาชุมชน  ได้จัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพทางการเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ขึ้น เพื่อให้กองทุนโครงการ กข.คจ. ได้รับการตรวจสุขภาพทางการเงินและได้รับการแนะนำในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่เงินทุนโครงการ กข.คจ.

บันทึกขุมความรู้ (วิธีปฏิบัติงานที่ผู้สนใจสามารถนำไปปฏิบัติได้)
มีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
ศึกษาสถานะการดำเนินงานโครงการ กข.คจ. เป้าหมาย จำนวน ๓๕ กองทุน (ตรวจสอบภาวะหนี้สิน/การบริหารงานของกรรมการกองทุน) เพื่อตรวจสอบและพัฒนาฐานข้อมูลให้ถูกต้อง สามารถนำไปใช้เป็นฐานในการพัฒนาให้เกิดความเข็มแข็ง
 
มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
  • ตรวจสอบสถานะการดำเนินงานโครงการ กข.คจ. เป้าหมาย  จำนวน ๓๕ กองทุน (ตรวจสอบภาวะหนี้สิน/การบริหารงานของกรรมการกองทุน) เพื่อตรวจสอบและพัฒนาฐานข้อมูลให้ถูกต้อง สามารถนำไปใช้เป็นฐานในการพัฒนาให้เกิดความเข็มแข็ง 
  • ประชุมชี้แจงสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และคณะกรรมการเครือข่าย ให้ดียิ่งขึ้น  และเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตรวจสุขภาพทางการเงิน
  • นำเครื่องมือตรวจสุขภาพ (สมุดตรวจสุขภาพฯ) ประเมินสุขภาพกองทุนชุมชนโดยการพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ทีมผู้ตรวจสุขภาพฯ และกลุ่มเป้าหมายร่วมกันวิเคราะห์ผลการประเมินสุขภาพกองทุนการเงินชุมชน
  • นำผลการวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ร่วมกันค้นหาสาเหตุสุขภาพกองทุนชุมชนที่เป็นปัญหา/ไม่ผ่านเกณฑ์
  • นำสาเหตุมากำหนดแนวทางการพัฒนาเพื่อผ่านเกณฑ์
  • นำเสนอรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บังคับบัญชาทราบและหาแนวทางแก้ไขปัญหา
  • ศึกษาระเบียบการดำเนินงานโครงการ กข.คจ.ที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจกับคณะกรรมการและสมาชิก หาข้อยุติของแต่ละปัญหา

แก่นความรู้ (เทคนิคสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จและผลที่เกิดขึ้นจริงกับผลที่คาดว่าจะได้รับ)
  1. การศึกษาระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจ
  2. การขอคำปรึกษาจากผู้บังคับบัญชาเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา
  3. การสร้างความสัมพันธ์อันดีของพัฒนากรกับคณะกรรมการ/สมาชิกครัวเรือนเป้าหมาย
  4. ติดตามประเมินผล

มีกลยุทธ์ในการทำงานอย่างไร  
  1. การหาข้อมูลของกองทุน กข.คจ. โดยจัดเก็บข้อมูลจากแบบรายงานเพื่อให้คณะกรรมการได้รายงานภาวะหนี้สินและการบริหารจัดการกองทุน กข.คจ.  
  2. การศึกษาระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจถ่องแท้เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับคณะกรรมการและสมาชิกได้ทราบเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

สรุปบทเรียน
ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
ในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้สำเร็จลุล่วงได้ผลดี นั้นสิ่งสำคัญคือการได้การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาโดยต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา ทั้งในรูปแบบการให้คำปรึกษา การออกแบบจัดเก็บข้อมูล การจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา

ข้อสังเกต/ข้อควรคำนึงถึง
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พัฒนากรผู้รับผิดชอบประสานงานตำบลต้องปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ โดยติดตาม สนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

กลเม็ดเคล็ดลับ
  1. การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาโดยต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา ทั้งในรูปแบบการให้คำปรึกษา การออกแบบจัดเก็บข้อมูล การจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา
  2. การสร้างความสัมพันธ์อันดีและสร้างความคุ้นเคยกับประชาชนในพื้นที่ โดยเข้าไปเยี่ยมเยียน  
  3. มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และจริงใจที่จะเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาด้วยความยุติธรรม

กฎระเบียบ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
  1. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. ๒๕๕๓
  2. แนวทางการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
  3. แบบประเมินสุขภาพเงินทุนโครงการ กข.คจ. เพื่อตรวจสุขภาพหมู่บ้าน กข.คจ.
  4. บทบาทเจ้าหน้าที่พัฒนากรผู้รับผิดชอบประจำตำบล ระเบียบข้อ 17 และ ข้อ 24
  5. หลักการดำเนินงานพัฒนาชุมชน        
 

การส่งเสริมการตลาดสินค้า OTOP


ชื่อ-สกุลผู้ถอดบทเรียน    นางสาวสวณีย์  มีเจริญ
ตำแหน่ง    นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
บันทึกเมื่อ   มิถุนายน ๒๕๕๕
สถานที่       จังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่มาขององค์ความรู้ที่เลือก (ทำไมถึงเลือกองค์ความรู้นี้)      
กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างงาน สร้างรายได้ ด้วยการนำทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และบริหารคุณภาพที่มีจุดเด่น และมูลค่าเพิ่มเป็นที่ต้องการของตลาดชุมชน ส่งเสริมให้เกิดอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง นำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ในโลกยุคปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจ OTOP เงินลงทุนไม่ได้เป็นปัญหาหลักอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการขาดแคลนคือ "ความรู้" และ "ความคิดสร้างสรรค์"  เพราะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมจะได้มาด้วยขบวนการคิดใหม่ๆ ด้วยมุมมองใหม่ๆ ที่เน้นหาความแตกต่าง การออกนอกกรอบความคิดเดิม ๆ ความกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ การสังเกต ในรายละเอียดต่างๆ ที่อาจจะนำมาขยายด้วยมุมมองใหม่ และที่สำคัญที่สุด คือ การฝึกตนเองให้ออกจาก "มุมที่เคยชิน"

กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ “ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์”   โดยเฉพาะกลุ่ม OTOP ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคเป้าหมายได้ตรงจุดที่สุด ฉะนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนกระตุ้นความคิดผู้ผลิต/ผู้ประกอบการสู่แนวความคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์Creative Economyในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ OTOP สู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เพื่อสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามยุทธศาสตร์กรมฯ ปี ๒๕๕๕ อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม  

ในฐานะที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงได้ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการส่งเสริมการตลาดและผลิตภัณฑ์ OTOP ดังนี้

บันทึกขุมความรู้ (วิธีปฏิบัติงานที่ผู้สนใจสามารถนำไปปฏิบัติได้)
เมื่อรู้ว่าได้รับงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง  โครงการเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้า OTOP กลุ่มเบญจบูรพาสุวรรณภูมิ (กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง) เหนื่อยอีกแล้วเรา ! แต่ก็ต้องทำเพราะมันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวโอทอปเรา เพราะไม่แน่ใจจะได้งบประมาณมากขนาดนี้ทุกปีหรือเปล่า และต้องทำให้ดีที่สุด จัดที่ไหน จัดอย่างไร จัดกี่วัน

มีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
  1. ศึกษาพื้นที่ (สถานที่แห่งใหม่ที่มีความพร้อม การอำนวยความสะดวก สถานที่จอดรถ ฯลฯ)
  2. ประสานงานด้านต่าง ๆ งบประมาณ เจ้าของพื้นที่
  3. จัดประชุมเครือข่าย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เพื่อเริ่มต้นการทำงานในด้านต่างๆ
  4. วางแผนการดำเนินงาน
  5. นำองค์ความรู้การส่งเสริมการตลาดและผลิตภัณฑ์ OTOP ไปส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงาน แก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP อย่างต่อเนื่อง

มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
  1. การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมแก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เพราะจะเกิดการเรียนรู้แบบทำไป เรียนรู้ไป
  2. การให้ความรู้กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOPต้องมีความหลากหลาย ทั้งมีการอบรม ศึกษาดูงาน ทดลองทำ เป็นต้น
  3. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ความรู้ เช่น ประชุมแล้วต้องเกิดประโยชน์สูงสุดทุกฝ่าย
  4. ส่งเสริมให้กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP บริหารจัดการกลุ่มตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บนพื้นฐานการพึ่งตนเอง
  5. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOPจัดทำแผนธุรกิจ ประกอบด้วย แผนการผลิต แผนการตลาด แผนการบริหารจัดการ และดำเนินการตามแผนอย่างจริงจัง
  6. การสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เพื่อร่วมมือกันด้านการตลาด
  7. การพัฒนารูปแบบ การบรรจุภัณฑ์ ให้ทันสมัย สวยงาม
  8. กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
  9. การพัฒนาและส่งเสริมทั้งด้านการผลิตและการตลาดแก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOPที่สินค้ามีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ การประชาสัมพันธ์
  10. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ให้มีการผลิตให้ได้มาตรฐานและเข้ารับการคัดสรรผลิตภัณฑ์OTOP
  11. ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้KBO
  12. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP มีการบริหารจัดการในลักษณะแบบครบวงจรทั้งด้านการบริหารจัดการ การผลิต การตลาด และการจัดการทุน
  13. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP มีการจัดทำคลังความรู้ คลังข้อมูลภูมิปัญญาของผลิตภัณฑ์

แก่นความรู้ (เทคนิคสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จและผลที่เกิดขึ้นจริงกับผลที่คาดว่าจะได้รับ)
  1. การจัดทำข้อมูลระบบสินค้า OTOP อย่างเป็นระบบ 
  2. การสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP พัฒนาหน้าร้านให้สวยงาม น่าเข้าเยี่ยมชม 
  3. การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง 
  4. การรณรงค์ให้ซื้อสินค้า OTOPเป็นของฝาก ของขวัญในเทศกาลต่างๆ 
  5. ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม 
  6. การสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP จำหน่ายสินค้าจากการออกหน่วยเคลื่อนที่ของราชการ 
  7. ส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงาน 
  8. สนับสนุนให้กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ให้มีการจำหน่ายสินค้าในร้านต่างๆ ดังนี้
- ร้านห้างสรรพสินค้า (Department store) 
- ร้านค้าสะดวกซื้อ (Convenience store)
- การขายทางไปรษณีย์ (Mail order) 
- ร้านค้าสวัสดิการ/ ร้านค้าสหกรณ์

มีกลยุทธ์ในการทำงานอย่างไร  
  1. จัดการประชุมแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้คณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 
  2. การให้ความรู้เฉพาะเรื่องแก่ผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เช่น กลยุทธ์ทางการตลาด กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์   
  3. การนำกลยุทธ์ในด้านต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนธุรกิจ ได้แก่ ในด้านการบริหารจัดการจะวางแผนการบริหารสมาชิก แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบด้านต่าง ๆ ให้ชัดเจนในด้านการจัดซื้อสินค้าจะการสั่งซื้อสินค้าจะสั่งก็ต่อเมื่อมีการผลิตและมีการจำหน่ายเท่านั้นไม่มีการกักตุน ในด้านการตลาดจะออกจำหน่ายในทุก ๆ งานที่มีส่วนราชการและเอกชนติดต่อมา

สรุปบทเรียน
ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
  1. การสร้างศรัทธาให้กับผู้ประกอบการในขณะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยการกำกับดูแลและให้ความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นธรรม และเท่าเทียมกัน 
  2. มีการสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นกันเองทุกวัน เพื่อนำปัญหามาแก้ไขโดยบางปัญหาให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมคิดและแก้ไขปัญหาด้วย เพื่อจะได้คุ้นเคยกับผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น 
  3. ให้กำลังใจเมื่อผู้ประกอบการประสบปัญหา และร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ข้อสังเกต/ข้อควรคำนึงถึง
  1. ผู้ประกอบการ OTOP แต่ละรายมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ในการกำกับดูแลผู้ประกอบการต้องดูแลอย่างใจเย็น และจริงใจ
  2. ในกรณีผู้ประกอบการมีปัญหาต้องรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ และร่วมคิดร่วมแก้ปัญหากับผู้
  3. ไม่ทอดทิ้งผู้ประกอบการให้เกิดทุกข์จากการขายที่ได้ยอดรายได้ในการจำหน่ายน้อย หรือ ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า   ในการปฏิบัติหน้าที่ควรให้เกียรติผู้ประกอบการ ไม่พูดจาดูถูกดูแคลน หรือมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อประกอบการที่มาจำหน่ายสินค้า เพราะจะทำให้เราปฏิบัติหน้าที่ได้ยากขึ้นและไม่สำเร็จเท่าที่ควรเท่าที่ควร

กฎระเบียบ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
  1. หลักการพัฒนาชุมชน 
  2. กระบวนการมีส่วนร่วม 
  3. หลักเศรษฐศาสตร์ 
  4. หลักการประชาสัมพันธ์