วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ร่วมใจแก้จน

ชื่อ - สกุล  นายชำนาญ    รักราวี
ตำแหน่ง     นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด        สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์   086-8726120
ชื่อเรื่อง      ร่วมใจแก้จน
เป็นการแก้ปัญหา  แก้ไขปัญหาความยากจนรายครัวเรือน

เนื้อเรื่อง
กรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหาความยากจน   ภายใต้โครงสร้างของ
ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง   กระทรวง มหาดไทย   (ศจพ.มท.)  โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง    และหลักการบริหารจัดการพื้นที่เป็นแนวทางปฏิบัติ   ให้บูรณาการการทำงานกับหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วน  ร่วมกับชุมชนในการตรวจสอบ ครัวเรือนยากจน  กำหนดการแก้ไขปัญหาความยากจน

ครัวเรือนยากจน หมายถึง  ครัวเรือนที่พิจารณาจากข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ไม่บรรลุตัวชี้วัดมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 23,000 บาทต่อคนต่อปี      หรือครัวเรือนที่มติเวทีประชาคมของหมู่บ้านพิจารณาว่าเป็นครัวเรือนยากจน

การแก้ไขปัญหาความยากจนรายครัวเรือน เป็นการชี้ชัดว่าครัวเรือนยากจนควรปฏิบัติหรือได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อขจัดความยากจน

บันทึกขุมความรู้
ขั้นตอนการทำงาน  เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน  4  ประการ
1. ชี้เป้าชีวิต
2. จัดทำเข็มทิศชีวิตหรือแผนที่ชีวิต
3. บริหารจัดการชีวิต
4. ดูแลชีวิต

ชี้เป้าชีวิต
ค้นหาครัวเรือนยากจน  โดยพิจารณาครัวเรือนไม่ผ่านเกณฑ์ตัวชี้วัด จปฐ. มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ 23,000 บาทต่อคนต่อปี

จัดทำเข็มทิศชีวิตหรือแผนที่ชีวิต
1. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติงานในหมู่บ้าน/ชุมชนที่ครัวเรือนยากจนอยู่พักอาศัย ได้แก่ สาธารณสุข การศึกษานอกโรงเรียน เกษตร พัฒนาชุมชน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. ประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนของครัวเรือน
3. ศึกษาข้อมูลครัวเรือนยากจน
  • บุคคลที่อาศัยในครัวเรือน มีใครบ้าง กี่คน เป็นผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน เด็กกี่คน เด็กเล็กเด็กโต  ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว  เป็นพ่อ แม่ พี่ น้อย ผู้อาศัย  สุขภาพร่างกาย  จิตใจ 
  • สภาพแวดล้อมของครัวเรือน  การรักษาความสะอาดบริเวณบ้าน ครอบครัว การแต่งกาย เสื้อผ้า เครื่องใช้ในบ้าน  รถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน  โทรศัพท์  โทรทัศน์  พัดลม ที่ตั้งบ้านในชุมชน  นอกชุมชน เพื่อนบ้านข้างเคียง  การเกี่ยวข้องอบายมุข  ยาเสพติด  ความสัมพันธ์ในชุมชน
  • ทรัพย์สินก่อเกิดรายได้และไม่เกิดรายได้  เช่น  ที่ดิน  สิ่งก่อสร้าง  ที่นา ไร่ สวนบ่อเลี้ยงปลา กุ้ง อื่นๆ  ทำเลทางการค้าขาย  ธุรกิจ  รถยนต์  จักรยานยนต์
  • การประกอบอาชีพ   การมีรายได้และผู้ว่างงาน   อาชีพหลัก   อาชีพรอง   อาชีพสร้างรายได้  อาชีพสร้างภาระ  บุคคลประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว  เลี้ยงตนเอง  ผู้ว่างงาน  ผู้ประสงค์ทำงาน  ผู้ประกอบอาชีพไม่ได้
  • การใช้จ่ายในครัวเรือน  ตามความจำเป็นเช่น  ค่าอาหารเท่าที่จำเป็นในครอบครัว  ค่าใช้จ่ายประจำวันนักเรียน  ค่าเล่าเรียน  ค่าสาธารณูปโภค  ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น  การพนัน   หวย   ยาเสพติด  ชอบเที่ยวและพฤติกรรมเลี่ยงของบุคคลในครัวเรือน
  • ความสามารถของบุคคลในครัวเรือน  รวมทั้งความสามารถพิเศษ  และชำนาญพิเศษที่สามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้ 
4. ความต้องการประกอบอาชีพ คือ คนในครัวเรือนนั้นมีความต้องการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นอาชีพที่มีความถนัดชำนาญหรือฝึกอาชีพใหม่
5. พิจารณาความเป็นไปได้ของการประกอบอาชีพ  เช่น ความพร้อมของครัวเรือน  บุคคล
ที่สามารถประกอบอาชีพได้ในครัวเรือน  สถานที่ดำเนินการหรือโอกาสสร้างรายได้
6. จัดทำรายละเอียดประกอบรายการวัสดุเพื่อส่งเสริมอาชีพ  เป็นอุปกรณ์การประกอบอาชีพจริง  เห็นว่าเป็นการสร้างรายได้  เพิ่มรายได้  จำนวนตามความจำเป็น  คุณภาพสินค้าต้องดี ปริมาณตามสมควรแก่การสนับสนุน 
7. ทบทวนรายการวัสดุกับความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพ
8. ศึกษาครัวเรือนยากจนที่ไม่สามารถส่งเสริมประกอบอาชีพได้ เช่น ครัวเรือนผู้สูงอายุ ขาด
ผู้อุปการะ  พิการ หรือผู้ป่วย  ซึ่งพิจารณาเห็นว่าควรได้รับการสงเคราะห์
  • พิจารณาความจำเป็นของครัวเรือนที่ควรสงเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานจำเป็นแก่การดำรงชีพประจำวันตามสมควร
  • หน่วยงานเกี่ยวข้องแบ่งหน้าที่การให้การช่วยเหลือแก่ครัวเรือนรับการสงเคราะห์ตามความจำเป็น เช่น สาธารณสุข ดูแลสุขภาพและการเจ็บป่วย  พัฒนาชุมชนประสานหน่วยงานรับการสนับสนุน  เกษตร จัดหาพืชพันธุ์การเกษตร  พัฒนาสังคม และ อบต.สนับสนุนสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นและที่อยู่อาศัย
บริหารจัดการชีวิต
1. วัสดุมีความเหมาะสม ตรงกับอาชีพที่ต้องการทำ  มีคุณภาพสำหรับการประกอบอาชีพ
2. เตรียมความพร้อมสถานที่ประกอบการ เช่น บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ  คุณภาพน้ำ   หรือ ทำเล
ทางการค้าหรือ การฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือพัฒนาอาชีพ
3. ส่งมอบวัสดุตรงตามเวลาที่เหมาะสมแก่การประกอบอาชีพ เช่น ส่งมอบลูกปลา  กบ  ต้องเร็ว  อากาศไม่ร้อน  การป้องกันแสงแดด  หรือ อาชีพต้องการแสงแดดมาก ๆ หรือ มอบสิ่งของเครื่องใช้ตามความจำเป็นของครัวเรือนยากจน
4. ซักซ้อมการใช้งานวัสดุวัสดุก่อนการประกอบอาชีพ  เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องมือการทำงานประกอบอาชีพ
5. สาธารณสุขดูแลด้านสุขภาพอนามัยแก่ครัวเรือนยากจน
6. อบต. ปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและสิ่งของอุปโภค บริโภค
7. หน่วยงานอื่น ๆ ให้การสงเคราะห์
8. ผู้แทนหน่วยงาน เยี่ยมใจกำลังใจ

ดูแลชีวิต
1. ผู้นำชุมชน เฝ้าสังเกตการณ์ดำรงชีวิตและคอยให้การช่วยเหลือเป็นกำลังใจแก่ครัวเรือน
2. ผู้แทนหน่วยงานเยี่ยมและเป็นกำลังใจให้การช่วยเหลือตามความจำเป็น
3. ติดตามก่อการสนับสนุน ส่งเสริมอาชีพ เช่น ติดตามการดำรงชีพประจำวันของบุคคลในครัวเรือนยากจน  โดยการติดตามตรงกับครัวเรือนหรือติดตามผ่านทางผู้นำชุมชน  เพื่อนบ้านข้างเคียง  และจัดทำบันทึกข้อมูลแบบสอบถามพร้อมภาพถ่าย
4. ติดตามหลังการส่งมอบวัสดุ  แบ่งเป็น  3  ระยะ
ระยะที่ 1  ติดตามภายหลังการส่งมอบวัสดุภายใน 15 วัน เพื่อให้คำปรึกษาต่อการประกอบอาชีพ  และกระตุ้นการทำงานพร้อมทั้งเป็นกำลังใจแก่ครัวเรือนยากจน 
  • ประเมินความพึงพอใจต่อวัสดุที่ได้รับมอบ 
ระยะที่ 2  ติดตามภายหลักการส่งมอบวัสดุ ภายใน 60 วัน  เพื่อติดตามความก้าวหน้าของอาชีพ  การก่อเกิดรายได้หรือการเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยง  พืชพันธุ์
ระยะที่ 3  ติดตามภายหลัง 90 – 120 วัน  เพื่อติดตามความก้าวหน้าของอาชีพ  การเพิ่มรายได้ 
  • ประเมินภายหลังการประกอบอาชีพ  ด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นของครัวเรือน   คุณภาพชีวิต  การมีส่วนร่วม  การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน
การประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงาน
ครัวเรือนยากกจน
        นายจ่าง  พูลประเสริฐ  อายุ 72 ปี บ้านเลขที่ - บ้านบางตีนเป็ด  หมู่ที่ 10 ตำบลบางตีนเป็ด  อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา  จังหวัดฉะเชิงเทรา   เป็นครัวเรือนยากจนคัดเลือกตามข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน(จปฐ.) ปี 2554 ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ มีรายได้จากเบี้ยยังชีพและสงเคราะห์ผู้พิการ เดือนละ 1,300 บาท
        บุคคลอาศัยในครอบครัว จำนวน 1 คน  ได้แก่ นางนิภา  อ่อนศรี  เป็นภรรยา  อายุ 69 ปี  ไม่ได้เรียนหนังสือ  เป็นผู้สูงอายุ  ไม่มีอาชีพ  มีรายได้จากเบี้ยยังชีพ เดือนละ 600 บาท
ครอบครัวนายจ่าง  พูลประเสริฐ  ไม่มีที่ดินทำกินที่สามารถประกอบอาชีพอื่น  ๆ  ได้    แต่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านข้างเคียงและผู้นำชุมชน ด้านอาหารการกิน น้ำ และปรับปรุงที่อยู่อาศัย
การศึกษาข้อมูลของครัวเรือน  ความต้องการและจำเป็นที่แท้จริง  พบว่า นายจ่าง พูลประเสริฐ  มีอาการเจ็บป่วย มีโรคประจำตัว  พิการ แขนขาไม่มีแรง ลุกขึ้นและเดินไม่ได้ ต้องนั่งอยู่กับที่ มีแผลกดทับ ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด  ภรรยาคือ นางนิภา  อ่อนศรี มีโรคประจำตัว เบาหวาน  ความดัน และได้รับการช่วยเหลือโครงการผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลพุทธโสธร แต่ประกอบอาชีพไม่ได้
         ครอบครัวนายจ่าง  พูลประเสริฐ  ไม่มีลูกและบุคคลใกล้ชิดคอยดูแล  ไม่มีที่ดินทำกินอาศัยบนที่ดินของสุสาน  เมื่อถึงช่วงฤดูฝนหรือน้ำหลากจะท่วมทั้งบริเวณและไม่สามารถประกอบอาชีพได้  สำหรับบ้านพักอาศัยทรุดโทรมอย่างมาก

จากการประชุมหารือของทีมงาน  เพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์ครอบครัวของ นายจ่าง พูลประเสริฐ
1. หน่วยงาน อบต.บางตีนเป็ด  สนับสนุนข้าวสารอาหารแห้ง
  • ข้าวสารเดือนละ  1 ถัง
  • หม้อหุงข้าวไฟฟ้า 1 ใบ
2. หน่วยงาน อบต.บางตีนเป็ด  สนับสนุนข้าวสารอาหารแห้ง
3. สาธารณสุขดูแลรักษาอาการแผล  การเจ็บป่วย  ยารักษาโรค  สุขภาพเบื้องต้น
  • มอบเตียงผู้ป่วย  1 หลัง  รถเข็นผู้ป่วย  1 คัน  สุขาเคลื่อนที่  1 ชุด
4. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านรับภารกิจพาไปหาหมอโรงพยาบาล เดือนละ  1 ครั้ง
5. น้ำกิน
  • ขอสนับสนุนถังเก็บน้ำขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 1 ใบ
  • ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านดูแลช่วยเหลือน้ำกิน (ครั้งละประมาณ 300 บาท)
6. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง หมูที่ 10 ตำบลบางตีนเป็ด  สนับสนุนเงินสงเคราะห์ ปี ละ 2,000  บาท
7. อุปกรณ์ที่ต้องขอรับสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ครัวเรือน
                1. เตาแก๊ส  1  ชุด
                2. กระทะ
                3. กระติกน้ำร้อน
                4. ตู้กับข้าว
                5. ชุดเครื่องนอน
                6. ข้าวสารอาหารแห้ง
                7. นาฬิกาติดผนัง
                8. โทรทัศน์,พัดลม,วิทยุ
               
แก่นความรู้
1. การยกระดับรายได้ครัวเรือนยากจนจำเป็นต้องพิจารณา  ดังนี้
  • อาชีพเดิมหรือความสามารถที่แท้จริงของครัวเรือนยากจน 
  • ความต้องการในการประกอบอาชีพจริงของครัวเรือน
  • วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของอาชีพ เช่น สถานที่  โอกาส  วัตถุดิบ  สิ่งอำนวยความสะดวก        
  • วัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ โดยการจัดซื้อต้องตรงกับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องการจริง ๆ
  • การจัดทำบัญชีราย จ่ายของครัวเรือน
  • การติดตาม หลังการสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์
2. การช่วยเหลือครัวเรือนยากจนด้วยการสงเคราะห์ จำเป็นต้องพิจารณา  ดังนี้
  • สถานะภาพความเป็นอยู่ปัจจุบันและบุคคลในครอบครัว
  • สิ่งของจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
  • การดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาล
  • การเยี่ยมครัวเรือนตามระยะเวลาอันสมควร
กลยุทธในการทำงาน
1. การคัดเลือกครัวเรือนยากจน  เป็นความสำคัญลำดับแรก ต้องเป็นครัวเรือนที่มีความพร้อมต่อการประกอบอาชีพ  ต้องการประกอบอาชีพจริง  มีความสามารถความชำนาญในอาชีพนั้น ๆ 
2. การคัดเลือกอาชีพ  ต้องพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะสามารถเพิ่มรายได้  การจัดจำหน่าย สถานที่ดำเนินการและสิ่งอำนวยความสะดวก 
3. การจัดรายการวัสดุ  ถูกต้องตรงตามความต้องการจำเป็นและเหมาะสม
4. ประสานผู้นำท้องถิ่นทั้งผู้ใหญ่บ้าน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานดำเนินการในพื้นที่
5. ติดตามให้กำลังใจและแนะนำการดำเนินงาน
6. ประชาสัมพันธ์กิจกรรม

วิธีหารายได้แก้จนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ชื่อ-สกุล           นายชัยพร  เพชรโชคชัย 
ตำแหน่ง           นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด              สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์     089-7547241 
ชื่อเรื่อง            วิธีหารายได้แก้จนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

เนื้อเรื่อง
สภาวะปัจจุบันที่สินค้าอุปโภค/บริโภคมีราคาแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น ประชาชนมีรายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายเพิ่มมากขึ้น ไม่มีเงินเก็บออมเพื่อวางรากฐานการดำรงชีวิตในอนาคต ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจนลง เกิดการแก่งแย่งการประกอบอาชีพทำกินมากขึ้น ความขัดแย้ง ความเห็นแก่ตัว ต่างคนต่างอยู่ มุ่งแต่ที่จะเอาตัวรอด ไม่เกิดการพึ่งพา/พึ่งพิงซึ่งกันและกัน ขาดความสามัคคี แตกแยกทางความคิด สังคมสับสนวุ่นวาย ประชาชนส่วนหนึ่งที่อ่อนแอ ไม่สามารถต่อสู่ต่อสภาพความเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบันได้ เกิดความท้อแท้สินหวัง เครียด สุขภาพจิตใจแย่ลง อยู่ไปวันวัน ไม่มีอนาคต ไม่มี 

กำลังใจที่จะก้าวเดินต่อสู่ชีวิต ผลร้ายก็จะเกิดแก่ตนเองครอบครัวและประเทศชาติ  ซึ่งเราคงจะไม่ปล่อยให้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น มาเป็นตัวทำลายชีวิตและความเป็นอยู่ของครัวเรือนของเราต่อไป ชีวิตเราต้องกำหนดด้วยตัวเราเอง เราต้องสู่ สู่ชีวิตตราบที่เรายังมีลมหายใจ ถ้าเราไม่สู่เพื่อตัวเราเอง แล้วใครจะมาสู่ชีวิตแทนเรา คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ถึงเวลาก็ต้องตายจากโลกนี้ไป หนีไม่พ้น อย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว อยู่ให้มีความสุขในช่วงชีวิตนี้ อย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวัง เรามาสู่ชีวิตด้วยการแก้ไขปัญหาความยากจนของตัวเราเองด้วยการพึ่งพาตนเองมากขึ้น และพึ่งพาคนอื่นน้อยลงทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน โดยการหารายได้แก้จนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยในการดำรงอยู่และปฏิบัติตนตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับประเทศ เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นทางสายกลาง ได้แก่ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน และความรู้คู่กับคุณธรรม
  • ความพอประมาณ ถ้าตัวเราเองพอใจความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ทำอะไรไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก ตัวเราก็อยู่มีความสุข
  • ความมีเหตุผล ถ้าเราทำอะไรด้วยเหตุผล ประหยัดแต่ไม่ขี้เหนียว ทำอะไรด้วยความอะลุ่มอล่วยกัน ทุกคนจะมีความสุขแต่พอเพียง
  • ความมีระบบคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ ที่เกิดจากจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน เช่นการใช้จ่ายอย่างประหยัด จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัว ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า
  • ความรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่งในนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และตนเองต้องมีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญาและความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
วิธีการหารายได้เพื่อแก้จนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มี 2 แนวทาง
แนวทางที่ 1 การลดรายจ่ายของตนเองและครัวเรือน ซึ่งการลดรายจ่ายลงจะทำให้มีเงินเหลือจ่ายมากขึ้น ทำให้ตนเองและครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยต้องดำเนินการดังนี้
  • การจัดทำบัญชีครัวเรือน โดยจัดเป็นทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครัวเรือนเป็นรายวันทุกวัน สรุปเป็นรายเดือนเพื่อทราบรายรับรายจ่ายของครัวเรือน รายจ่ายที่ฟุ่มเฟือย รายจ่ายที่ไม่จำเป็น และรายจ่ายที่ควรตัดลง
  • การประหยัด  ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดและอดออม เพื่อเป็นหลักประกันในวันข้างหน้า โดยการออมเงินกับธนาคาร/กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต/กองทุนหมู่บ้าน/สถาบันการเงินต่างๆ/กลุ่มอาชีพ/กลุ่มฌาปนกิจฯ
  • การลด ละ เลิกอบายมุข โดยให้ตนเองและสมาขิกครัวเรือน ไม่เสพสิ่งเสพติด ไม่เล่นการพนัน
  • การทำของใช้เอง โดยตนเองและครัวเรือนผลิตของใช้ที่ใช้ในชีวิตประจำวันใช้เอง เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน เช่น การทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม การทำปุ๋ยน้ำหมัก/ปุ๋ยชีวภาพ/การปลูกใบหม่อน/เลี้ยงไหม/การทอผ้า/ทอเสื่อ
  • การทำสวนครัว โดยใช้พื้นที่ว่างบริเวณบ้าน หรือใช้กระถาง/ภาชนะที่ทิ้งแล้ว หรือปลูกผักแบบแขวน ปลูกผักไว้กินเองในครอบครัว
  • การหาเก็บผักข้างทาง/รั้วข้างบ้าน/จากป่า/ท้องไร่ท้องนา/ห้วยหนองคลองบึง
  • การเลี้ยงสัตว์ (ไก่,เป็ด/กบ/นกกระทา)และหาสัตว์(หาปลา/ปู/ไข่มดแดง/แมลงที่กินได้

แนวทางที่ 2 การเพิ่มรายได้ เป็นการประกอบเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับตนเองครัวเรือน โดยดำเนินการ ดังนี้
  • การปลูกพืชสวนครัวและพืชสวน เช่น ปลูกข่า ตะไคร้ ใบมะกูด สะระแหน่ พริก ขิง โหระพา  ผักบุ้ง ผักชี,แตงกวา,ผักคะน้า,มะเขือต่างๆ ถั่วต่างๆ กล้วยต่างๆ (ขายได้ทั้งผลและใบตอง/หัวปลี) ต้นแค (เก็บดอกแค) ต้นชะอม (เก็บยอดชะอม)
  • การหาเก็บพืชผักจากธรรมชาติ เช่น เห็ดต่าง ๆ หน่อไม้ ผักหวาน ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักพื้นเมืองต่าง ๆ
  • การเลี้ยงสัตว์ เช่นเลี้ยงปลา(ปลาหมอพื้นบ้าน,ปลาดุก,ปลานิล,) กบ นกกระทา เป็ดไก่ สุกร จิ้งหรีด ไส้เดือน หนอนเลี้ยงนก ตุ๊กแก
  • การหาจับสัตว์ เช่น หาปลา กบ อึ่งอ่าง ไข่มดแดง แมลงต่าง ๆ
  • การเพิ่มมูลค่าผลผลิต เข่น การพับถุงกระดาษขาย การพัฒนารูปแบบบรรจุผลิตภัณฑ์ การแปรรูปอาหาร (ปลาเค็ม,ปลาแดดเดียว,กุ้งเสียบ/มะม่วงกวน,ทะเรียนทอด),ทำน้ำพริกต่างๆ 
  • การขายเศษของเก่าของใช้แล้ว (ชวดแก้ว พลาสติก กระดาษ ฯลฯ)
  • การค้าขาย เช่นค้าขายอาหารโดยซื้อแบรนด์แฟรนไชส์ต่างๆ และขายกาแฟโบราณ
  • การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การทอผ้าไหม/การทอเสื่อกก/ผลิตภัณฑ์จากเสื่อกก (กระเป๋า,รองเท้าฯลฯ)
  • การสมัครเข้ารับการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น จากหน่วยงานรัฐ ได้แก่ โรงเรียนสารพัดช่าง หน่วยงานเอกขนได้แก่ มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ,หรือจากเอกชนเปิดสอนตามศูนย์การค้าต่างๆทั้งต่างจังหวัดและ กทม.
  • การรับงานฝีมือจากโรงงานมาทำที่บ้าน (ติดต่อโรงงานโดยตรง)
  • การรับจ้างซักผ้ารีดผ้า/เลี้ยงเด็ก/สอนหนังสือ/สอนภาษา
  • การสมัครทำงานในโรงงานและหน่วยงานรัฐ ช่วงปิดเทอม (สมัครที่โรงงานโดยตรง) และหน่วยงานรัฐ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (กรมประชาสงเคราะห์เดิม ที่ กทม.)
สรุป  การหารายได้เพื่อแก้จนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อช่วยตนเองและครัวเรือนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น ต้องปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง โดยตนเองต้องมีความตั้งใจจริง อดทน และอย่าท้อแท้ อย่ามัวแต่เดี๋ยวทำ เดี๋ยวทำ ก็จะมีแต่เดี๋ยว ไม่มีทำ ไม่มีการเริ่มลงมือ ขอให้เริ่มทำ เริ่มจากหนึ่ง ไปสอง สามสี่จะตามมา ผลสำเร็จตามความคาดหวังรออยู่ข้างหน้าด้วยความภูมิใจที่ไม่เสียชาติเกิด สมดังสุภาษิต ที่ว่าไว้นี้
               อย่านอนตื่นสาย อย่าหน่ายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา

ครัวเรือนยากจน...แก้ได้ด้วยพลังชุมชน

ชื่อ - สกุล   ว่าที่ ร.ต.จักพันธ์   คำแท้
ตำแหน่ง    นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด   สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมือง จ.ฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก      08-7780-4436
ชื่อเรื่อง     ครัวเรือนยากจน...แก้ได้ด้วยพลังชุมชน
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ  ความยากจน
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ  ปี พ.ศ.2554-2555
สถานที่    ตำบลคลองจุกกระเฌอ

เกริ่นนำ    
กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพหลัก  ในการแก้ไขปัญหาความยากจนภายใต้โครงสร้างของ "ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงมหาดไทย (ศจพ.มท.) โดยหลักการสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจน
ได้น้อมนำ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" และ “หลักการบริหารจัดการครัวเรือนยากจนแบบบูรณาการ”
เชิงพื้นที่มาเป็นแนวทางปฏิบัติงาน และให้บูรณาการทำงานกับหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วน ร่วมกับชุมชน
ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา (ศจพ.อ.) ได้ทำการรวบรวมข้อมูลครัวเรือนยากจนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ที่ได้จากเวทีประชาคม และข้อมูลผลการสำรวจข้อมูล จปฐ. ปี 2554 จากนั้น ศจพ.ต.ทำการจัดเวทีประชาคมตรวจสอบครัวเรือนยากจนซึ่งมีรายได้เฉลี่ย ต่ำกว่า 23,000  บาท/คน/ปี  นำมาวิเคราะห์ปัญหารายครัวเรือน และรับรองผลการตรวจสอบข้อมูลครัวเรือนยากจน โดย ศจพ.อ. รับรองข้อมูล ซึ่งมีครัวเรือนยากจนที่ผ่านการตรวจสอบจากเวทีประชาคม  จำนวน  12  ครัวเรือน  แยกประเภทครัวเรือนเป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่  1  หมายถึงครัวเรือนยากจนที่ต้องได้รับการสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว จำนวน 8 ครัวเรือน
ประเภทที่  2  หมายถึงครัวเรือนยากจนที่ต้องได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพเพียงอย่างเดียว จำนวน 4 ครัวเรือน

ในส่วนของตำบลคลองจุกกระเฌอ มีครัวเรือนตกเกณฑ์ จปฐ.ปปี54. ที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 23,000 บาท/คน/ปี จำนวน 4 ครัวเรือน 1, .นางเจริญ  ใจรักธรรม(สงเคราะห์) 2.น.ส.ประทิน  เจียมอาต(สงเคราะห์ 3.น.ส.อนงค์ แปลกสกุลสมบัติ(พัฒนาได้) 4.นายสุพล เป้าสูงเนิน(พัฒนาได้) การติดตามครัวเรือนเหล่านี้ก็ใช้ทีมปฏิบัติการตำบล (ทีมเคาะประตู) แก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการ 

วิธีเคาะประตูบ้านจากทีมปฏิบัติการ และตรวจสอบข้อมูลความเป็นไปได้เพื่อดำเนินการ โดยการจัดทำเวทีประชาคม หรือใช้ข้อมูล จปฐ.และใช้การพิจารณาจากทัศนะต่อชีวิตหรืองานที่ทำ ศึกษาทักษะฝีมือการทำงานโดยการประเมินจากทรัพยากร ที่ดิน ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ ตัดสินใจและหาทางออกให้กับครอบครัวยากจนเหล่านั้นโดยแยกเป็น กลุ่มที่ควรสงเคราะห์ หรือกลุ่มที่สามารถพึ่งตนเองได้และบันทึกลงในสมุดแก้ไขปัญหาความยากจนรายครัวเรือน (Family Folders) เพื่อสร้างความตระหนักและยอมรับสาเหตุของความยากจนของตนให้ได้ เพื่อใช้เป็นคู่มือในแก้ไขปัญหาและติดตามผลในการแก้ไขปัญหาความยากจน สำรวจปัญหา ศักยภาพและความต้องการในการแก้ไขปัญหาความยากจน ตามแนวทาง   4 ท. คือ ทักษะ  ทัศนะ ทรัพยากร ทางออก เป็นรายครัวเรือน   

เมื่อได้ข้อมูล..ทำการประชุมศูนย์อำนวยการปฏิบัติการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท  ตามปรัขญาเศษรษฐกิจพอเพียงระดับตำบลคลองจุกกระเฌอ (ศจพ.ต.)  เพื่อนำข้อมูลมากำหนดทิศทางให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น โดย องค์การบริหารส่วนตำบลคลองจุกกระเฌอ ดูแลเบี้ยยังชีพ และเบี้ยพิการ ตามหลักเกณฑ์ ฌาปนกิจตำบล สร้างบ้านเทิดไท้ นำเข้าแผน อบต.ส่งเสริมอาชีพครัวเรือนยากจน / โรงเรียนวัดคลองจุกกระเฌอให้เด็กนักเรียนนำผลผลิตของครัวเรือนยากจน(ถ้ามี) ขายในตลาดนัดข้าง อบต. วันอังคารและวันเสาร์ซึ่งนักเรียนได้ขายเห็ดของโรงเรียนที่ปลูกได้อยู่แล้ว และจะให้เด็กนักเรียนทำบุญช่วยเหลือครัวเรือนยากจนหน้าเสาธงในวันพระ /วัดคลองจุกกระเฌอ  บริจาคตู้ใส่เงินขนาด 30x30 ซม.เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจน โดยตั้งตู้ที่วัดฯ เพื่อให้ผู้ใจบุญได้ทำบุญช่วยเหลือ/ กศน. ส่งเสริมอาชีพผู้พิการ การเพาะเห็ด การทำปุ๋ยชีวภาพ/กาชาดจังหวัด มอบเตาแก๊สปิกนิก/พัฒนาสังคมฯมอบเงิน 2,000 บาทให้ครัวเรือนสงเคราะห์/กองทุนหมู่บ้านช่วยข้าวสารอาหารแห้ง เงินช่วยเหลือ/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนการตรวจสุขภาพ การทำข้อมูลขอใบรับรองความพิการเพื่อให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน/พัฒนาชุมชน แนะนำการจัดทำบัญชีครัวเรือน การดำรงชีวิตแบบพอเพียง และการเยี่ยมเยียนเพื่อเป็นกำลังใจ/พัฒนาชุมชน กรรมการหมู่บ้าน โรงพยาบาลชุมชน ดำเนินการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของ น.ส.ประทิน  เจียมอาต เพื่อได้รับสิทธิต่างๆ

แก่นความรู้   
ครัวเรือนยากจน...แก้ได้ด้วยพลังชุมชน ต้องยอมรับว่าการมีข้อมูลที่ดีนั้นมีชัยชนะไปกว่าครึ่ง นั้นก็หมายถึง การจัดทำข้อมูลในระดับพื้นที่ของทีมเคาะประตูบ้าน และการส่งต่อโดยการใช้กลไก ศจพ.ต/อ/จ. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการบริหารจัดการครัวเรือนยากจนแบบบูรณาการ : ชี้เป้าชีวิต จัดทำเข็มทิศชีวิต บริหารชีวิต และดูแลชีวิต ทำให้คุณภาพชีวิตครัวเรือนเป้หมายดีขึ้นมองเห็นปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาได้ชัดเจน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจน

แนวคิด
ทฤษฎีที่นำมาใช้    การทำงานเป็นทีม/การจัดการความรู้/การมีส่วนร่วม/การบริหารจัดการ
เจ้าของความรู้.. ว่าที่ ร.ต.จักพันธ์   คำแท้  ตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สถานที่ติดต่อ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

เสริมสร้างธรรมาภิบาลและความมั่นคงของทุนชุมชน

ชื่อ – นามสกุล    นางศิริกาญจน์     แดงงาม
ตำแหน่ง     นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด        สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแปลงยาว
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก   08-24620864
ชื่อเรื่อง           เสริมสร้างธรรมาภิบาลและความมั่นคงของทุนชุมชน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ    พ.ศ. 2550
สถานที่เกิดเหตุการณ์     ตำบลบางพลวง  อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

เรื่องเล่า                                
ในปี พ.ศ.2550 ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งเปลี่ยนสายงานจากตำแหน่งเจ้าพนักงานเงินและบัญชี สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดปราจีนบุรี  เป็นนักพัฒนาชุมชน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี   พัฒนาการอำเภอบ้านสร้าง คือ นายมานิต  แว่นแก้ว  เป็นหัวหน้าในขณะนั้น  ได้มอบหมายให้ข้าพเจ้ารับผิดชอบ  ๒ ตำบล
คือตำบลบ้านสร้าง และตำบลบางพลวง  มันจึงเป็นจุดเปลี่ยนการทำงานที่เคยได้แต่นั่งโต๊ะทำแต่การเงิน แต่บัดนี้ได้พลิกชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง มาสัมผัสกลิ่นไอของชาวบ้านอย่างถึงพริกถึงขิง เลยก็ว่าได้  จากการที่ไม่รู้อะไรเลย ก็มาเรียนรู้ทั้งหมดของการเป็นพัฒนากร  บ่อเกิดธรรมาภิบาล    ก็เริ่มขึ้น  จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในตำบลบางพลวง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีอิทธิพลในการใช้วาทศิลป์ของผู้นำต่าง ๆ  ไม่เว้นกระทั้ง พ่อบ้าน อบต.   

หมู่บ้านของตำบลบางพลวง มีลักษณะการเป็นอยู่ตามแบบชาวบ้านทั่วๆ ไป  แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาก็คือ  ความร่วมมือในการทำงานน้อยมาก  ดิฉันทำหนังสือเชิญประชุมแกนนำต่าง ๆ ไม่ได้รับความร่วมมือเลย  อ้างแต่ว่าไม่มีเวลา ทำมาหากิน  ประสานอะไรก็ไม่ได้   และที่สำคัญที่สุดคือ เขาบอกว่าส่วนราชการทำอะไรก็ไม่รู้  วัน ๆ ก็มายุ่งวุ่นวายให้ชาวบ้านทำ แล้วตัวเองก็ได้ความดีความชอบ จนไม่คิดว่าชาวบ้านเขาจะต้องทำมาหากิน  เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง  มัวแต่มานั่งประชุม อบรม จะได้อะไร เงินสักบาทก็ไม่มีให้  แถมค่าน้ำมันก็ต้องจ่ายเองอีก  เสียเวลาทำมาหากิน จนดิฉันท้อ  ร้องไห้กับการแก้ไขปัญหาการทำงานของตัวเองไม่ได้   อยากจะโอนไปอยู่ที่อื่นในขณะนั้นดิฉันคิดอย่างนี้จริง ๆ   

โชคดีหรือตัวเองได้ทำบุญมาก็ไม่รู้    ได้มีรุ่นพี่พัฒนากรคนหนึ่งเขาเล่าประสบการณ์เขาให้ฟังว่า  แต่ก่อนพี่เขายิ่งลำบากกว่าดิฉัน  ต้องไปพักค้างที่หมู่บ้าน แถมรถยนต์ก็ไม่มี ตากแดดตากฝน ไปหาชาวบ้าน  ทำงานเงินเดือนก็น้อย แถมเบี้ยเลี้ยงก็ไม่พอค่ารถอีก   ดิฉันถามว่าทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น พี่เขาตอบว่า ได้กินได้มี ก็เพราะข้าวหม้อนี้   ทำให้เขามีเงินส่งลูกเรียน   มีบ้านพักอาศัย มีรถเอาไว้ทำงาน พี่เขาเล่าต่อว่า การทำงานก็มีอุปสรรคบ้างเป็นธรรมดาของคนทำงาน  คนไม่ทำงานคือคนไม่รู้จักผิด  คนที่ผิด คือคนที่ทำงาน   การจะให้ชาวบ้านยอมรับเราต้องขยันออกพื้นที่ซื้ออะไรติดมือไปบ้าง  ทำเหมือนเขาเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง  ที่สำคัญที่สุดต้องทำด้วยใจ อย่าคิดว่า ทำเพราะหน้าที่เท่านั้น   การเป็นพัฒนากร ต้องเป็นด้วยใจที่รัก ไม่ใช่เป็นเพราะตำแหน่งที่ดูดี ดิฉันรู้สึกอึ้งน้ำตาก็ซึมออกมา  ในใจอยากจะขอบคุณพี่เขาอย่างมากที่ 

ทำให้ดิฉันเปลี่ยนวิถีการทำงาน จากคนที่นั่งทำแต่การเงินของจังหวัด  มาสัมผัสการเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ต้องเอาใจไปสื่อให้เขารู้ว่าเราจริงใจกับเขาขนาดไหน  แม้นแต่การสอนให้ชาวบ้านคิดเป็น  ทำเป็น และสามารถพึ่งตนเองได้   มันโผล่ขึ้นมาในสามัญสำนึกของดิฉันว่า ต้องทำได้ ต้องทำได้ และต้องทำได้  สิ่งที่ท้าท้ายดิฉัน คือการให้ชาวบ้านยอมรับดิฉันในฐานะพี่เลี้ยงของพวกเขา 

ดิฉันเริ่มจากจุด หมู่บ้านที่มีแกนนำเป็นผู้ชายก่อน เพราะคิดว่าน่าจะพูดง่ายกว่าผู้หญิง การพูดคุยเป็นแบบธรรมดา ไม่ดัดจริตโอ้อวดเกินไป และให้เกียรติเสมอ  หากผู้นำทำผิด ดิฉันพูดเสมอว่า ไม่เป็นไร ทำใหม่ได้ ผู้นำผิดกัน  ดิฉันก็จะพูดเสมอว่า  ยอมหยุดเย็น ยอมไม่เป็น ก็เย็นไม่ได้  ผู้นำไม่ร่วมประชุม ดิฉันก็บอกตัวเองว่าเราบกพร่องตรงไหน อันไหนที่เรายังไม่ได้ทำ  หรือมีอันไหนที่เราทำแล้วไม่ได้ดี  คอยแต่คิดจะแก้ไขปัญหาของตัวเอง และยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ไม่เคยที่จะรับแต่ชอบสักครั้งในการทำงาน  และไม่เคยที่จะโยนความผิดให้กับคนอื่น  เพราะคิดว่า  ความผิดถือเป็นบทเรียนที่เราจะต้องนำมาปรับปรุงแก้ไขการทำงานให้ดียิ่งขึ้น การที่คนอื่นเกลียดเรา นินทาเรา ว่าร้ายเรา  ถามว่าโกรธไหม ชอบไหม  ทุกคนก็ต้องตอบว่า  ไม่ชอบ ที่ใครมานินทา ใส่ร้ายเรา   แต่ในความคิดของดิฉัน ดิฉันไม่เคยโกรธไม่ว่าใครจะนินทา จะว่าร้ายใส่ความอย่างไรก็ตาม  เพราะดิฉันยึดหลักที่ว่า พระอาทิตย์ไม่มีทางขึ้นทางตะวันตกฉันใด  การนินทาว่าร้าย ก็ไม่หายไปจากสังคมนี้อย่างแน่นอน ฉันใดก็ฉันนั้น

การทำงานของดิฉันก็เช่นกัน   ดิฉันหาข้อผิดพลาดในการทำงานแต่ละครั้ง และทำการบันทึกข้อผิดพลาด นำไปแก้ไขด้วยวิธีการต่าง ๆ  อาทิเช่น  การเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นกรอบในความคิดการเอาปรัชญาของผู้นำต่าง ๆ มาวิเคราะห์ และสังเคราะห์  และการเอาคุณธรรมมาใช้ในการทำงาน ฝึกการอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ และใช้ความนิ่งสงบความเคลื่อนไหว  ใช้ความดีชนะความไม่ดี  สิ่งสำคัญที่สุด คือการฝึกจิตใจให้อภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเสมอ

บ่อเกิดคุณธรรม   เริ่มจากการทำงานในเรื่อง การส่งเสริมการตรวจสุขภาพกองทุนโครงการการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ. ) ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในตำบลบางพลวง  ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ไม่เคยส่งใช้เงินคืน โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๓  เป็นเวลา  ๖ ปี ซึ่งข้อมูลหลักฐานไม่มีเหลือเลย  ไม่ว่าจะที่อำเภอหรือหมู่บ้าน หายหมด ถามใครก็ไม่รู้ เพราะมันตกทอดมาหลายรุ่น เขาว่ากันอย่างนี้  ดิฉันจึงนำเรียนพัฒนาการอำเภอ ในขณะนั้น คือนายมานิต แว่นแก้ว   ท่านได้ให้ดิฉันลงพื้นที่ไปหาความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นให้หาต้นตอ ว่าหลักฐานอยู่กับใคร กรรมการคนไหนเอาเก็บไว้ บ้าง  รุ่งเช้าดิฉันก็ไปพื้นที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาไปสืบหาว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

โดยเรียกคณะกรรมการทั้งหมดมาประชุมกัน  แต่ดิฉันไม่ได้เอาระเบียบฯ ไปอ้าง หรืออ่านให้ชาวบ้านฟัง  แต่ดิฉันใช้เทคนิคในการผ่อนสั้น ผ่อนยาว  เพราะคิดว่าชาวบ้านก็คือชาวบ้าน  อ้อยเข้าปากช้างแล้ว ยากที่จะได้คืน  ดังนั้น เราต้องใช้กลวิธี อะลุ่มอล่วยในการทำงาน  ค่อยทีค่อยอาศัย  และเชื่อว่าทุกอย่างมีทางออก แต่จะช้าหรือเร็วต่างหาก  ดิฉันลงพื้นที่ไปติดตาม ๒ เดือนในการพูดคุยและคอยช่วยเหลือชาวบ้านโดยการหาทางออกให้ชาวบ้าน  คือใช้วิธีให้ชาวบ้านจับกลุ่มกัน ๓ คน กู้กันยืมกัน  ผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้ชาวบ้านเกิดความรัก และความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่แตกแยกพวกพ้อง  และมีจุดไปในทิศทางเดียวกัน   ผลที่ได้รับคือความไว้เนื้อเชื่อใจที่ชาวบ้านมอบให้ดิฉัน

ความสุขที่ดิฉันได้รับ   คือการทำให้ชาวบ้านรักกัน และรวมแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้หมู่บ้านและชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้  การทำให้ถูกต้องระเบียบฯ ของทางราชการ ยอมเป็นสิ่งที่ดี  แต่การใช้กลวิธีในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมดีกว่า สังคมจะอยู่อย่างสันติได้  ก็เพราะการอะลุ่มอล่วยกัน  ตึงมากก็ไม่ดี  หย่อนมากก็ไม่ดี ดังนั้น ทางออกจึงต้องเดินทางสายกลาง นั้นเอง

ขุนความรู้(Knowledge Asset)
  • การปฏิบัติงานในตำแหน่งพัฒนากร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ทำให้เกิดความท้อ และความไม่มั่นใจในการปฏิบัติงานในตำแหน่งนี้
  • การศึกษาและเรียนรู้ในการปฏิบัติงานในพื้นที่
  • การหาที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ คอยแนะนำ
  • การเข้าถึงบุคคลในการทำงานในพื้นที่
  • ความศรัทธาในการทำความดี
แก่นความรู้  (Core Competence)
  • สร้างความสัมพันธ์ชุมชน
  • สร้างความไว้วางใจ
  • สร้างความมั่นใจ
  • สร้างแรงบันดาลใจ
หลังจากวันที่ประชุมนั้น  ประมาณ 3 วันชาวบ้าน จำนวน 5  ราย พร้อมผู้ใหญ่บ้าน พากันเข้าพบท่านนายอำเภอบ้านสร้าง   ในขณะนั้น คือ นายธวัฒนชัย   ม่วงทอง  และท่านก็เรียกเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตำบลบางพลวงมาพบว่าทำไมถึงแก้ปัญหาไม่ได้  ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ รวมถึงพัฒนาการอำเภอ  ได้ลงพื้นที่และแก้ไขปัญหา รวมถึงได้หาข้อยุติปัญหาต่างๆ   แต่ปรากฏว่าชาวบ้านที่มาร้อง ก็พูดประโยคเหมือนเดิมว่า เจ้าหน้าที่ฯ ทุกคนเข้าข้างฝ่ายคณะกรรมการ  ไม่มีความเป็นธรรม ลำเอียง ต้องการความยุติธรรม จึงมาพบท่านนายอำเภอฯ เพื่อลงไปตัดสินปัญหาให้กับพวกเขาด้วย  ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอีกว่าพัฒนาการอำเภอก็เหมือนกัน เข้าข้างกัน หาความยุติธรรมไม่ได้   นายอำเภอฯ  สั่งการให้ดิฉันลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาข้อยุติปัญหาต่าง ๆ ให้กับชาวบ้านกลุ่มนี้โดยด่วน    ดิฉันจึงเครียดมาก   เพราะอยู่  ๆ ก็โดนร้องเรียนว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้  แต่ด้วยคำสั่งจะต้องรายงานให้นายอำเภอฯ ทราบ โดยด่วน  ดิฉันก็มานั่งทบทวนตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปร่วมประชุมว่าดิฉันได้กล่าวหรือไม่ได้กล่าวในเรื่องอะไรบ้าง  โดยเอาปากกาและกระดาษมาเขียนเป็นข้อ  ๆ  และช่วงนั้นก็มีการสอบของนักศึกษาปริญญาโท ในสัปดาห์เดียวกันด้วย  จึงทำให้ดิฉันยิ่งเครียดหนักมาก จึงโทรฯ หามารดาเพื่อระบาย   เรื่องต่าง ๆ จึงได้สติและลงมือปฏิบัติหน้าที่ โดยเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง    และวางแผนก่อนการลงพื้นที่โดยสืบหาต้นเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็โทรศัพท์เชิญกลุ่มผู้ฟ้องร้องและกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลในการบริหารจัดการที่ถูกต้องตามระเบียบกองทุนหมู่บ้าน ฯ  โดยก่อนจะเปิดประเด็นปัญหาต่าง ๆ   ดิฉันได้ใช้หลักจิตวิทยาและระเบียบฯ ในการประชุมครั้งนี้   จนทุกคนเข้าใจ แล้วพากันตบมือให้กับดิฉัน  ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ประดับใจมากที่สามารถชนะใจชาวบ้านได้      และสิ่งสำคัญที่สุดที่ดิฉันภาคภูมิใจคือท่านนายอำเภอได้แสดงความขอบคุณมาก  ในรายงานการบันทึกครั้งนี้  และนี้คือที่มา  ขอการยุติแสนจะเบื่อหน่าย

บันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets)
การไม่เข้าใจระเบียบฯ และแนวทางปฏิบัติ    การประชุมเพื่อชี้แจงระเบียบฯ และปัญหาให้ชัดเจน
การรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทุกครั้ง  การสร้างพลังความสามัคคีในชุมชน   การวางแผนในการทำงานก่อนลงพื้นที่   ประดับใจที่ชนะใจของชุมชนได้  ความภาคภูมิใจที่ได้รับคำชมจากผู้บังคับบัญชา  

แก่นความรู้ (Core Competency)
  • การวิเคราะห์ปัญหา รับทราบข้อมูล
  • งานสัมฤทธิ์ผล เกิดความภาคภูมิใจ
กลยุทธ์ในการทำงาน
1.  การวิเคราะห์ปัญหา รับทราบข้อมูล
การวิเคราะห์ปัญหา เป็นการคัดกรองปัญหาต่างๆ  ว่าเกิดจากอะไร เกิดอย่างไรเมื่อเรารู้ปัญหาแล้ว  จะได้รับทราบข้อมูลว่ามันเกิดจากอะไร เช่น  การเขียนคำร้องถึงนายอำเภอว่าเจ้าหน้าที่ลงไปประชุมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ยังคลุมเครือ   เราต้องมาวิเคราะห์ปัญหาว่าเกิดจากอะไร ทำไมชาวบ้านจึงกล่าวอย่างนั้น  สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ สำรวจตนเองก่อนว่าตนเองมีข้อบกพร่องอย่างไร โดยวิเคราะห์เป็นข้อ ๆ   เช่น  ได้กล่าวถึงเรื่องระเบียบฯ การบริหารงาน   แนวทางการปฏิบัติ   หน้าที่ของสมาชิก และคณะกรรมการ รวมถึงบทลงโทษต่าง ๆ ชัดเจนหรือไม่อย่างไร  ในกรณีนี้ไม่ใช่ในเรื่องระเบียบฯ หรือแนวทางการปฏิบัติและการบริหารงานต่าง ๆ  แต่เป็นการกระทำของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์  ซึ่งได้รับทราบข้อมูลแล้ว  ดังนั้น การวิเคราะห์ปัญหา จึงไปอยู่ที่กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์  จะทำอย่างไรให้ผู้เสียผลประโยชน์เข้าใจ รับฟัง และยอมรับในมติที่ประชุม โดยการเชิญเข้าร่วมประชุมและชี้แจงการบริหารงานต่าง ๆ  รวมถึงการตอบข้อซักถาม และนำหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ในการบริหารงาน   และนี้คือการวิเคราะห์ปัญหา รับทราบข้อมูล
 
2. งานสัมฤทธิ์ผล เกิดความภาคภูมิใจ
การทำงานไม่ว่าจะเป็นงานในหน้าที่ หรืองานต่าง ๆ  ในชีวิตประจำวัน   หากตั้งใจแล้วไม่ต้องกลัวว่าผลที่จะออกมาเป็นอย่างไร แต่ให้คิดเสมอคนทำงานต้องมีคำว่าผิด คนไม่ผิดคือคนไม่ทำงาน  จนทำให้สถานการณ์ในหมู่บ้านนั้นคลี่คลายลงได้ด้วยดี   และได้รับคำชมจากนายอำเภอฯ  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งได้อย่างรวดเร็ว  โดยท่านแสดงความขอบคุณมาก  ในรายงานการบันทึกครั้งนี้  และนี้คืองานสัมฤทธิ์ผล เกิดความภาคภูมิใจ                                                     

กฎระเบียบ แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2551   และหลักการพัฒนาชุมชน                       

การจัดทำแผนชุมชนโดยใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ชื่อ-นามสกุล    ว่าที่ ร.ต.จักรพันธ์  ศิริรัตน์
ตำแหน่ง   นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด            สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแปลงยาว
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก       087-7157441
ชื่อเรื่อง  การจัดทำแผนชุมชนโดยใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
เป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ  แผนชุมชนใช้ในการแก้ไขปัญหาของหมู่บ้านได้
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ      ปี พ.ศ. 2554
สถานที่       บ้านหนองน้ำขาว หมู่ที่ ๗ อำเภอแปลงยาว  จังหวัดฉะเชิงเทรา

เนื้อเรื่อง
ในปี พ.ศ. 2554 ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ดำเนินการส่งเสริมกระบวนการแผนชุมชนในหมู่บ้านต่างๆ และบูรณาการแผนชุมชนระดับตำบล/ระดับอำเภอ ของอำเภอแปลงยาว  และจัดทำโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติฯ โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแผนชุมชนเป็นประเด็นยุทธศาสตร์หนึ่งในหกประเด็นยุทธศาสตร์ ซึ่งมีเป้าประสงค์ คือแผนชุมชนมีคุณภาพและมีการบูรณาการกับแผนอำเภอ และแผนพัฒนาจังหวัด ประกอบด้วย กลยุทธ์ 3 กลยุทธ์ คือ 1) พัฒนากลไกและระบบการขับเคลื่อนแผนชุมชน 2)พัฒนาระบบรับรองมาตรฐานแผนชุมชน 3)พัฒนากระบวนการบูรณาการแผนชุมชน

หลังจากข้าพเจ้าได้ทำความเข้าใจในแนวทางและหลักเกณฑ์การปฏิบัติในการขับเคลื่อนแผนชุมชนทุกระดับ และโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติฯ  ได้ร่วมกับทีมงานกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแกนนำหลักประกอบด้วยผู้นำชุมชนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล และระดับอำเภอ  ได้ออกเป็นคำสั่งอำเภอแต่งตั้งคณะทำงานทุกระดับ  มีการประชุมชี้แจงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และจัดเตรียมเอกสารวัสดุอุปกรณ์  ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง  และมีการกำหนดแผน วัน เวลา สถานที่ ในการลงไปจัดเวทีประชาคมจัดทำแผนชุมชนทุกหมู่บ้าน    เมื่อถึงเวลานัดหมายที่แกนนำหลักต้องลงไปดำเนินการจัดเวทีในหมู่บ้านปรากฏว่าส่วนใหญ่ไปร่วมไม่ได้ ติดราชการบ้างติดภารกิจส่วนตัวบ้าง

ในส่วนของข้าพเจ้า ได้ลงไปร่วมดำเนินการที่ บ้านหนองน้ำขาว หมู่ที่ 7 ตำบลหนองไม้แก่น ผู้เข้าร่วมประชาคมส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญในการคิดค้นปัญหาของหมู่บ้าน คิดได้แต่โครงสร้างพื้นฐาน อ้างว่าทำไปแล้วไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไร  มีการจัดเวทีประชาคมจัดทำแผนบ่อยๆ  ทำแล้วเงียบหายไปไม่มีการขับเคลื่อนต่อ  เสียเวลาทำมาหากิน  การจัดลำดับความสำคัญของโครงการกิจกรรมไม่เห็นทำไปตามลำดับ

จึงได้แก้ไขปัญหาด้วยการปรึกษาหารือกับทีมงาน ตกลงว่าควรให้ความรู้ในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มเติมเป็นการกระตุ้นให้เกิดความอยากของประชาชน ในการพัฒนาหมู่บ้านหนองน้ำขาวให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ เพื่อเฉลิมฉลองในการวาระที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 84 พรรษา เริ่มต้นจากแสดงให้คนในหมู่บ้าน เข้าใจในความเหนื่อยยากขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงงานในการพัฒนาประเทศ และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน มาประชุม พูดคุย  ปรึกษาหารือกัน ทำให้

เวทีเกิดความคิดเข้าที่ว่า วันนี้ถ้าคนบ้านหนองน้ำขาวจะแสดงความจงรักภักดีกับพระองค์ท่าน ก็สามารถทำได้และยังเป็นประโยชน์กับครอบครัวของตนเองอีกด้วย ที่จะน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน จึงร่วมกันคิดทำกิจกรรมต่างๆที่คิดไว้ใส่ในแผนชุมชน และนำกิจกรรมไปปฏิบัติร่วมกัน จะเกิดประโยชน์จากกิจกรรมที่ทำ  แบ่งกิจกรรมเป็น ทำเอง ทำร่วม ทำให้  มีการติดตามตรวจสอบและประเมินผลกันเอง ทำให้หมู่บ้านมีความสามารถในการบริหารจัดการกับปัญหาต่างๆของหมู่บ้านเองได้   หน่วยงานต่างๆ ก็ให้ความสำคัญกับแผนชุมชนมากขึ้น  และได้นำกิจกรรมต่างๆที่ร่วมกัน คิดยกตัวอย่างให้ทุกคนเห็น ทำเองมีกิจกรรมใด ทำให้มีกิจกรรมใดบ้าง และโครงการที่เกินขีดความสามารถต้องขอความช่วยเหลือทั้งหมดกิจกรรมใด  และให้ทุกคนในหมู่บ้านคาดหวังว่าแผนชุมชนจะเป็นเครื่องมือให้หมู่บ้านใช้ในการแก้ไขปัญหา ของหมู่บ้านได้เอง และช่วยให้การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนาต่างๆประสบผลสำเร็จ 

เมื่อทุกคนได้รับฟังคำชี้แจงจากข้าพเจ้ามีความพึงพอใจ  และเข้าใจได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นอย่างกว้างขวางโดยใช้ข้อมูล กชช 2 ค  และข้อมูล จปฐ. ประกอบการวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ   ดีใจที่ทำให้การจัดแผนชุมชนของหมู่บ้านนี้เสร็จเรียบร้อยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านต่างๆได้จริง

บันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets)  
  • กระบวนการขับเคลื่อนแผนชุมชน
  • ประชุมชี้แจงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนแผนชุมชน
  • จัดเวทีประชาคมหมู่บ้านจัดทำแผนชุมชน
  • การไม่เข้าใจในการจัดทำแผนชุมชนได้ประโยชน์อะไร
  • ชี้แจงถึงกระบวนการจัดทำแผนชุมชนที่ทุกคนสามารถคาดหวังจะเป็นเครื่องมือให้หมู่บ้านใช้ในการแก้ไขปัญหาของหมู่บ้านได้เอง
  • อธิบายด้วยความจริงใจ และมีตัวอย่างประกอบ
  • สร้างความพึ่งพอใจให้กับผู้เข้าร่วมเวทีทุกคน
  • มีแผนชุมชนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

แก่นความรู้ (Core Competencies)
  • รับทราบปัญหา 
  • ปรึกษาหารือกับทีมงาน
  • ชี้แจงด้วยหลักการและแนวทางปฏิบัติได้จริง
  • รับรู้ด้วยตัวอย่างที่เห็นทำได้จริง
  • สร้างความพึงพอใจ
  • งานสัมฤทธิ์ผล รู้สึกเป็นสุข

กลยุทธในการทำงาน
1.พัฒนากลไกในการขับเคลื่อนแผนชุมชน   ก่อนที่จะดำเนินการขับเคลื่อนแผนชุมชนทุกระดับต้องสร้างทีมงานโดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย แกนนำหลัก จากผู้นำชุมชนและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยจัดทำคำสั่งอำเภอแต่งตั้งฯ   จัดให้มีการประชุมชี้แจงแนวทางและหลักการปฏิบัติ การจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูล จปฐ.  ข้อมูล กชช. 2 ค และข้อมูลอื่นๆ และจัดเตรียมเอกสาร คู่มือ  วัสดุอุปกรณ์   กำหนดแผนปฏิบัติงาน วัน เวลา สถานที่  ของทุกหมู่บ้าน
2.ปรึกษาหารือ  ในการจัดเวทีประชาคมการพบปัญหาที่ผู้เข้าร่วมเวทีไม่เห็นด้วยกับกระบวนการจัดทำแผนชุมชนทีมงานต้องร่วมกันปรึกษาหารือและหาข้อยุติเพื่อให้การจัดเวทีดำเนินการต่อด้วยดี ด้วยการพูดคุย และชี้แจงกระบวนการเพิ่มเติมพร้อมยกตัวอย่างที่สามารถปฏิบัติได้จริง

เทคนิคการลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน

ชื่อ - นามสกุล  สิบโทศุภฤกษ์      อมรรัตน์
ตำแหน่ง    นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
ปฏิบัติหน้าที่   สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแปลงยาว
เบอร์โทรศัพท์   081-7199381
ชื่อเรื่อง    เทคนิคการลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ   ปี พ.ศ. 2555
สถานที่เกิดเหตุการณ์   บ้านหนองน้ำขาว  หมู่ 7  ตำบลหนองไม้แก่น  อำเภอแปลงยาว  จังหวัดฉะเชิงเทรา

เรื่องเล่า
เมื่อปลายปี พ.ศ. 2554  ข้าพเจ้าได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นพัฒนากร(นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ) จากผลการสอบแข่งขันของกรมการพัฒนาชุมชน โดยได้บรรจุปฏิบัติราชการประจำสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา  และได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ  ณ  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแปลงยาว  ได้รับผิดชอบเป็นพัฒนากรประจำตำบลหนองไม้แก่น  มีพัฒนากรพี่เลี้ยง  คือ  ว่าที่ ร.ต.จักรพันธ์  ศิริรัตน์  เรียกสั้นๆว่า  พี่จักร  ซึ่งชาวบ้านและผู้นำชุมชนในตำบลหนองไม้แก่นจะรู้จักพี่จักรเป็นอย่างดี  เนื่องจากเป็นพัฒนากรที่อยู่ใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนในพื้นที่
เมื่อต้นปี พ.ศ. 2555  

ทางจังหวัดฉะเชิงเทราได้จัดโครงการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็น เป็นสุขประจำปี 2555  โดยให้อำเภอต่างๆส่งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเข้าร่วมประกวดอำเภอละ  1  หมู่บ้าน  ซึ่งทางสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแปลงยาวได้ประชุมและลงมติเลือก  บ้านหนองน้ำขาว  หมู่ที่ 7  ตำบลหนองไม้แก่น  เป็นตัวแทนหมู่บ้านเข้าร่วมประกวด   เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่มีความพร้อมในทุกๆด้าน  คือ  เป็นหมู่บ้านที่มีวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง  และการส่งบ้านหนองน้ำขาวเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในหมู่บ้าน  อันเนื่องมาจากหมู่บ้านนี้เพิ่งผ่านศึกการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านมาหมาดๆ 

โดยในการเลือกตั้ง ดังกล่าวทำให้ผู้นำในหมู่บ้านมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน  โดยตอนแรกที่ข้าพเจ้าไปคุยกับผู้ใหญ่บ้าน  ทางผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธไม่อยากจัดประกวด  เนื่องจากกลัวว่าจะรวมพลังชาวบ้านให้มาร่วมกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้   ข้าพเจ้าก็เลยไปปรึกษากับพี่จักร  และพี่จักรได้มาช่วยเกลี้ยกล่อม  ด้วยความเกรงใจที่ผู้ใหญ่บ้านมีต่อพี่จักรทำให้ผู้ใหญ่บ้านยินยอมที่จะจัดประกวด ซึ่งในการเตรียมการประกวดเทคนิคที่จำเป็นและสำคัญที่ค้นพบ  คือ  การชี้ให้ผู้นำชุมชนกลุ่มต่างๆในหมู่บ้านได้เห็นถึงความสำคัญของการจัดประกวด  ที่จะช่วยให้เกิดความรักความสามัคคีและช่วยลดปัญหาความขัดแย้งลงได้ โดยเริ่มจากการเรียกประชุมผู้นำและชาวบ้านในหมู่บ้านมาพูดคุยหาจุดยืนร่วมกันและแบ่งงานกันทำ  ซึ่งในการทำกิจกรรมดังกล่าวจะต้องมีการประสานกันของผู้นำกลุ่มต่างๆ ทำให้ผู้นำที่ไม่ถูกกัน ต้องมาทำงานร่วมกัน เกิดผลให้ความขุ่นข้องหมองใจที่เคยมีต่อกันลดน้อยลง  และเข้าใจกันมากขึ้น  ทำให้การประกวดดังกล่าวผ่านไปได้ด้วยดี  เป็นไป

ตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้  คือ  เกิดการร่วมแรงร่วมใจในการทำกิจกรรมในครั้งนี้  ยังผลให้ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและเพิ่มความสุขมวลรวมของหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี
                               
ขุนความรู้ (Knowledge  Asset)
  • การมีพี่เลี้ยง (ที่ปรึกษา) ที่ดี  สามารถทำให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จได้ดี
  • การเข้าถึงชุมชนทำให้ชาวบ้านเกรงอกเกรงใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
  • การค้นหาผู้นำทางธรรมชาติในการขับเคลื่อนงาน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง (ลดการเผชิญหน้า)
  • การแนะนำให้คนในชุมชนเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  สามารถนำมาช่วยในการทำงานร่วมกัน และช่วยลดทิฐิของคนแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายได้ 
  • การดึงแต่ละฝ่ายมาร่วมทำกิจกรรมจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งได้

แก่นความรู้ (Core  Competence) 
  • การมีแบบอย่างที่ดีในการทำงาน
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและเข้าถึงชุมชน
  • การอาศัยผู้นำทางธรรมชาติในการขับเคลื่อนงาน
  • การทำงานร่วมกันโดยยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  • การชักจูงผู้นำแต่ละฝ่ายให้เข้ามาร่วมกิจกรรมเพื่อส่วนรวม