วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องที่ควรรู้กับการทำงานร่วมกับอาสาสมัคร อช./ผู้นำ อช.


ชื่อ – นามสกุล   นายนิคม  นิรันดร์
ตำแหน่ง  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรที่สามารถติดต่อได้สะดวก  08-9753-2105
                                               
“งานอาสาพัฒนาชุมชน”  ก็คือ  การทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การทำให้ประชาชนปวารณา ตนเองทำงานด้วยความเต็มใจ  และเสียสละเพื่อส่วนรวม  โดยการเป็นอาสาสมัครในการพัฒนาชนบท  หรือเป็นอาสาพัฒนาชุมชน  

ยังจำกันได้มั้ยครับคำกล่าวข้างต้นนั้น คืออะไร  แต่ถ้าจำไม่ได้หรือไม่รู้จะบอกให้คับ  คำกล่าวข้างต้นนั้นคือ แนวคิดในการทำงานกับอาสาพัฒนาชุมชน (อช.) หรือผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นำ อช.) ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้กำหนดมาตั้งแต่เริ่มกำเนิดโครงการอาสาพัฒนาชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เป็นต้นมา  หลายๆท่านคงลืมหลักการและแนวคิดตรงนี้ไปแล้วก็เป็นได้ 

แต่สำหรับผม ผมคิดว่าแนวคิดดังกล่าวนี้ ยังใช้ได้เสมอมา ประสบการณ์ในการทำงานกับอาสาพัฒนาชุมชน/ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนยังใช้ได้กับปัจจุบัน   ผลที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในการสร้างการมีส่วนร่วมยังปรากฎให้เห็นอยู่เนืองๆ  ...ผมยังจำภาพในอดีตที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกับ อช./ผู้นำ อช. ที่ร่วมมือ ร่วมใจกันในการพัฒนาหมู่บ้านของตนด้วยความเสียสละโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดใด และสิ่งที่พบในอดีตคือการทำงานด้วยจิตอาสาจริงๆ  ผมเชื่อว่าการสร้างจิตสำนึกของอาสาพัฒนาชุมชน/ผู้นำอ่าสาพัฒนาชุมชนนั้น สามารถสร้างขึ้นได้  แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ต้องเกิดจากอุดมการณ์ และหลักการทำงานของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนด้วย ที่จะสามารถปลุกจิตสำนึก และสามารถสร้างแรงศรัทธาให้ อช./ผู้นำ อช. ให้เกิดความตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบ ความเสียสละ และอุทิศตนด้วยจิตสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม จึงจะประสบผลสำเร็จ

หลักการในการทำงานของผมคือการสร้างศรัทธาและสร้างจิตสำนึกของอาสาพัฒนาชุมชน/ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน  มีดังนี้

1.การสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่น โดยการเป็นที่ปรึกษาที่ดี สามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจในการทำงานด้านต่างๆให้กับ อช./ผู้นำ อช.ได้อย่างชัดเจน เช่น ความรู้เกี่ยวกับระเบียบ ข้อบังคับต่างๆในงานพัฒนาชุมชน ระเบียบกองทุนหมู่บ้าน ระเบียบกลุ่มออมทรัพย์ ระเบียบ ศอช. ,กข.คจ. และอื่นๆ กล่าวคือ จะต้องศึกษาหาความรู้ต่างๆอย่างชัดเจน

2.การสร้างความไว้วางใจ โดยการประพฤติตน ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ไม่เข้าใครออกใคร มีความเป็นกันเอง เข้าถึงชุมชน จนทำให้เกิดความไว้วางใจสามารถพูดคุยกับ อช./ผู้นำ อช. ได้ทุกเรื่อง  หัวใจสำคัญของการเข้าถึงคือ “พัฒนากร” ต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดแก่อาสาพัฒนาชุมชน/ผู้นำ อช. จึงจะส่งให้เกิดผลในทางปฏิบัติ หลักประชาธิปไตยในการทำงาน เป็นต้น

3.การสร้างจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อชุมชน  เป็นอีกกระบวนการหนึ่งในการกระตุ้นให้ อช./ผู้นำ อช. ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบและเสียสละต่อส่วนรวม วิธีการจัดกิจกรรม เช่น การจัดอบรมเกี่ยวกับการปลูกจิตสำนึก,การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นอาสาสมัคร การจัดกิจกรรมอื่นทางด้านการพัฒนาจิตใจ

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการทำงานกับอาสาสมัคร ต่างๆนั้น จะต้องใช้ “ใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างศรัทธา และการมีส่วนร่วม  อันก่อให้เกิดประสิทธิภาพของการทำงาน ให้บรรลุผลตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน 
   

การขับเคลื่อนการตรวจสุขภาพเงินกองทุน กข.คจ.


ชื่อ-สกุลผู้ถอดบทเรียน นางสาวปนัฐวรรณ  เสงี่ยมจิตร์
ตำแหน่ง     นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
บันทึกเมื่อ   เมษายน ๒๕๕๕
สถานที่       จังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่มาขององค์ความรู้ที่เลือก (ทำไมถึงเลือกองค์ความรู้นี้)      
โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) เป็นทุนชุมชน ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนให้หมู่บ้านๆ ละ 280,000 บาท เพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายยืมไปประกอบอาชีพ และมอบอำนาจให้คณะกรรมการกองทุน กข.คจ. ประจำหมู่บ้าน บริหารจัดการเงินทุน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. 2536 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2539 และได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบดังกล่าว ในปัจจุบันใช้ฉบับ พ.ศ. 2553 ในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรามีหมู่บ้านเป้าหมายตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ทุกอำเภอ  จำนวน 218 หมู่บ้าน

กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ “เสริมสร้างธรรมาภิบาลและความมั่นคงของทุนชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีความมั่นคงทางด้านทุนชุมชน เป็นการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะดำเนินกิจกรรมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต, โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.),กองทุนหมู่บ้าน, และการจัดตั้งสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน เพื่อยกระดับรายได้ในชุมชนต่างๆแล้ว ยังต้องทำงานพัฒนาทุนชุมชนในด้านอื่นๆด้วย ได้แก่ การพัฒนาคน สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยทางกายภาพ ให้เป็นไปตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ด้วยเหตุผลจากแนวคิดที่ว่า การดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของทุนชุมชน ปัญหาของชุมชนไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ปัญหาที่ยังไม่เกิดแต่มีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาในอนาคต หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือปัญหาตามฤดูกาล ทุกชุมชนต่างมีโอกาสประสบทั้งสิ้น แนวทางและความสามารถในการจัดการกับปัญหาแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน ชุมชนจะเลือกใช้แนวทางใด และสามารถประสบความสำเร็จในการจัดการมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับจำนวนและความแข็งแรงของทุนชุมชนที่มีอยู่

ในปี พ.ศ.๒๕๕๕  กรมการพัฒนาชุมชน  ได้จัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพทางการเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ขึ้น เพื่อให้กองทุนโครงการ กข.คจ. ได้รับการตรวจสุขภาพทางการเงินและได้รับการแนะนำในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่เงินทุนโครงการ กข.คจ.

บันทึกขุมความรู้ (วิธีปฏิบัติงานที่ผู้สนใจสามารถนำไปปฏิบัติได้)
มีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
ศึกษาสถานะการดำเนินงานโครงการ กข.คจ. เป้าหมาย จำนวน ๓๕ กองทุน (ตรวจสอบภาวะหนี้สิน/การบริหารงานของกรรมการกองทุน) เพื่อตรวจสอบและพัฒนาฐานข้อมูลให้ถูกต้อง สามารถนำไปใช้เป็นฐานในการพัฒนาให้เกิดความเข็มแข็ง
 
มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
  • ตรวจสอบสถานะการดำเนินงานโครงการ กข.คจ. เป้าหมาย  จำนวน ๓๕ กองทุน (ตรวจสอบภาวะหนี้สิน/การบริหารงานของกรรมการกองทุน) เพื่อตรวจสอบและพัฒนาฐานข้อมูลให้ถูกต้อง สามารถนำไปใช้เป็นฐานในการพัฒนาให้เกิดความเข็มแข็ง 
  • ประชุมชี้แจงสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และคณะกรรมการเครือข่าย ให้ดียิ่งขึ้น  และเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตรวจสุขภาพทางการเงิน
  • นำเครื่องมือตรวจสุขภาพ (สมุดตรวจสุขภาพฯ) ประเมินสุขภาพกองทุนชุมชนโดยการพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ทีมผู้ตรวจสุขภาพฯ และกลุ่มเป้าหมายร่วมกันวิเคราะห์ผลการประเมินสุขภาพกองทุนการเงินชุมชน
  • นำผลการวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ร่วมกันค้นหาสาเหตุสุขภาพกองทุนชุมชนที่เป็นปัญหา/ไม่ผ่านเกณฑ์
  • นำสาเหตุมากำหนดแนวทางการพัฒนาเพื่อผ่านเกณฑ์
  • นำเสนอรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บังคับบัญชาทราบและหาแนวทางแก้ไขปัญหา
  • ศึกษาระเบียบการดำเนินงานโครงการ กข.คจ.ที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจกับคณะกรรมการและสมาชิก หาข้อยุติของแต่ละปัญหา

แก่นความรู้ (เทคนิคสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จและผลที่เกิดขึ้นจริงกับผลที่คาดว่าจะได้รับ)
  1. การศึกษาระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจ
  2. การขอคำปรึกษาจากผู้บังคับบัญชาเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา
  3. การสร้างความสัมพันธ์อันดีของพัฒนากรกับคณะกรรมการ/สมาชิกครัวเรือนเป้าหมาย
  4. ติดตามประเมินผล

มีกลยุทธ์ในการทำงานอย่างไร  
  1. การหาข้อมูลของกองทุน กข.คจ. โดยจัดเก็บข้อมูลจากแบบรายงานเพื่อให้คณะกรรมการได้รายงานภาวะหนี้สินและการบริหารจัดการกองทุน กข.คจ.  
  2. การศึกษาระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจถ่องแท้เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับคณะกรรมการและสมาชิกได้ทราบเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

สรุปบทเรียน
ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
ในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้สำเร็จลุล่วงได้ผลดี นั้นสิ่งสำคัญคือการได้การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาโดยต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา ทั้งในรูปแบบการให้คำปรึกษา การออกแบบจัดเก็บข้อมูล การจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา

ข้อสังเกต/ข้อควรคำนึงถึง
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พัฒนากรผู้รับผิดชอบประสานงานตำบลต้องปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ โดยติดตาม สนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

กลเม็ดเคล็ดลับ
  1. การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาโดยต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา ทั้งในรูปแบบการให้คำปรึกษา การออกแบบจัดเก็บข้อมูล การจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา
  2. การสร้างความสัมพันธ์อันดีและสร้างความคุ้นเคยกับประชาชนในพื้นที่ โดยเข้าไปเยี่ยมเยียน  
  3. มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และจริงใจที่จะเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาด้วยความยุติธรรม

กฎระเบียบ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
  1. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน พ.ศ. ๒๕๕๓
  2. แนวทางการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
  3. แบบประเมินสุขภาพเงินทุนโครงการ กข.คจ. เพื่อตรวจสุขภาพหมู่บ้าน กข.คจ.
  4. บทบาทเจ้าหน้าที่พัฒนากรผู้รับผิดชอบประจำตำบล ระเบียบข้อ 17 และ ข้อ 24
  5. หลักการดำเนินงานพัฒนาชุมชน        
 

การส่งเสริมการตลาดสินค้า OTOP


ชื่อ-สกุลผู้ถอดบทเรียน    นางสาวสวณีย์  มีเจริญ
ตำแหน่ง    นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
บันทึกเมื่อ   มิถุนายน ๒๕๕๕
สถานที่       จังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่มาขององค์ความรู้ที่เลือก (ทำไมถึงเลือกองค์ความรู้นี้)      
กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างงาน สร้างรายได้ ด้วยการนำทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และบริหารคุณภาพที่มีจุดเด่น และมูลค่าเพิ่มเป็นที่ต้องการของตลาดชุมชน ส่งเสริมให้เกิดอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง นำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ในโลกยุคปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจ OTOP เงินลงทุนไม่ได้เป็นปัญหาหลักอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการขาดแคลนคือ "ความรู้" และ "ความคิดสร้างสรรค์"  เพราะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมจะได้มาด้วยขบวนการคิดใหม่ๆ ด้วยมุมมองใหม่ๆ ที่เน้นหาความแตกต่าง การออกนอกกรอบความคิดเดิม ๆ ความกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ การสังเกต ในรายละเอียดต่างๆ ที่อาจจะนำมาขยายด้วยมุมมองใหม่ และที่สำคัญที่สุด คือ การฝึกตนเองให้ออกจาก "มุมที่เคยชิน"

กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ “ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์”   โดยเฉพาะกลุ่ม OTOP ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคเป้าหมายได้ตรงจุดที่สุด ฉะนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนกระตุ้นความคิดผู้ผลิต/ผู้ประกอบการสู่แนวความคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์Creative Economyในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ OTOP สู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เพื่อสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามยุทธศาสตร์กรมฯ ปี ๒๕๕๕ อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม  

ในฐานะที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงได้ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการส่งเสริมการตลาดและผลิตภัณฑ์ OTOP ดังนี้

บันทึกขุมความรู้ (วิธีปฏิบัติงานที่ผู้สนใจสามารถนำไปปฏิบัติได้)
เมื่อรู้ว่าได้รับงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง  โครงการเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้า OTOP กลุ่มเบญจบูรพาสุวรรณภูมิ (กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง) เหนื่อยอีกแล้วเรา ! แต่ก็ต้องทำเพราะมันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวโอทอปเรา เพราะไม่แน่ใจจะได้งบประมาณมากขนาดนี้ทุกปีหรือเปล่า และต้องทำให้ดีที่สุด จัดที่ไหน จัดอย่างไร จัดกี่วัน

มีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
  1. ศึกษาพื้นที่ (สถานที่แห่งใหม่ที่มีความพร้อม การอำนวยความสะดวก สถานที่จอดรถ ฯลฯ)
  2. ประสานงานด้านต่าง ๆ งบประมาณ เจ้าของพื้นที่
  3. จัดประชุมเครือข่าย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เพื่อเริ่มต้นการทำงานในด้านต่างๆ
  4. วางแผนการดำเนินงาน
  5. นำองค์ความรู้การส่งเสริมการตลาดและผลิตภัณฑ์ OTOP ไปส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงาน แก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP อย่างต่อเนื่อง

มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
  1. การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมแก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เพราะจะเกิดการเรียนรู้แบบทำไป เรียนรู้ไป
  2. การให้ความรู้กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOPต้องมีความหลากหลาย ทั้งมีการอบรม ศึกษาดูงาน ทดลองทำ เป็นต้น
  3. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ความรู้ เช่น ประชุมแล้วต้องเกิดประโยชน์สูงสุดทุกฝ่าย
  4. ส่งเสริมให้กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP บริหารจัดการกลุ่มตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บนพื้นฐานการพึ่งตนเอง
  5. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOPจัดทำแผนธุรกิจ ประกอบด้วย แผนการผลิต แผนการตลาด แผนการบริหารจัดการ และดำเนินการตามแผนอย่างจริงจัง
  6. การสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เพื่อร่วมมือกันด้านการตลาด
  7. การพัฒนารูปแบบ การบรรจุภัณฑ์ ให้ทันสมัย สวยงาม
  8. กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
  9. การพัฒนาและส่งเสริมทั้งด้านการผลิตและการตลาดแก่กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOPที่สินค้ามีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ การประชาสัมพันธ์
  10. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ให้มีการผลิตให้ได้มาตรฐานและเข้ารับการคัดสรรผลิตภัณฑ์OTOP
  11. ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้KBO
  12. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP มีการบริหารจัดการในลักษณะแบบครบวงจรทั้งด้านการบริหารจัดการ การผลิต การตลาด และการจัดการทุน
  13. ส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP มีการจัดทำคลังความรู้ คลังข้อมูลภูมิปัญญาของผลิตภัณฑ์

แก่นความรู้ (เทคนิคสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จและผลที่เกิดขึ้นจริงกับผลที่คาดว่าจะได้รับ)
  1. การจัดทำข้อมูลระบบสินค้า OTOP อย่างเป็นระบบ 
  2. การสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP พัฒนาหน้าร้านให้สวยงาม น่าเข้าเยี่ยมชม 
  3. การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง 
  4. การรณรงค์ให้ซื้อสินค้า OTOPเป็นของฝาก ของขวัญในเทศกาลต่างๆ 
  5. ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม 
  6. การสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP จำหน่ายสินค้าจากการออกหน่วยเคลื่อนที่ของราชการ 
  7. ส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงาน 
  8. สนับสนุนให้กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ให้มีการจำหน่ายสินค้าในร้านต่างๆ ดังนี้
- ร้านห้างสรรพสินค้า (Department store) 
- ร้านค้าสะดวกซื้อ (Convenience store)
- การขายทางไปรษณีย์ (Mail order) 
- ร้านค้าสวัสดิการ/ ร้านค้าสหกรณ์

มีกลยุทธ์ในการทำงานอย่างไร  
  1. จัดการประชุมแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้คณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 
  2. การให้ความรู้เฉพาะเรื่องแก่ผู้ผลิต/ผู้ประกอบ OTOP เช่น กลยุทธ์ทางการตลาด กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์   
  3. การนำกลยุทธ์ในด้านต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนธุรกิจ ได้แก่ ในด้านการบริหารจัดการจะวางแผนการบริหารสมาชิก แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบด้านต่าง ๆ ให้ชัดเจนในด้านการจัดซื้อสินค้าจะการสั่งซื้อสินค้าจะสั่งก็ต่อเมื่อมีการผลิตและมีการจำหน่ายเท่านั้นไม่มีการกักตุน ในด้านการตลาดจะออกจำหน่ายในทุก ๆ งานที่มีส่วนราชการและเอกชนติดต่อมา

สรุปบทเรียน
ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
  1. การสร้างศรัทธาให้กับผู้ประกอบการในขณะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยการกำกับดูแลและให้ความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นธรรม และเท่าเทียมกัน 
  2. มีการสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นกันเองทุกวัน เพื่อนำปัญหามาแก้ไขโดยบางปัญหาให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมคิดและแก้ไขปัญหาด้วย เพื่อจะได้คุ้นเคยกับผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น 
  3. ให้กำลังใจเมื่อผู้ประกอบการประสบปัญหา และร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ข้อสังเกต/ข้อควรคำนึงถึง
  1. ผู้ประกอบการ OTOP แต่ละรายมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ในการกำกับดูแลผู้ประกอบการต้องดูแลอย่างใจเย็น และจริงใจ
  2. ในกรณีผู้ประกอบการมีปัญหาต้องรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ และร่วมคิดร่วมแก้ปัญหากับผู้
  3. ไม่ทอดทิ้งผู้ประกอบการให้เกิดทุกข์จากการขายที่ได้ยอดรายได้ในการจำหน่ายน้อย หรือ ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า   ในการปฏิบัติหน้าที่ควรให้เกียรติผู้ประกอบการ ไม่พูดจาดูถูกดูแคลน หรือมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อประกอบการที่มาจำหน่ายสินค้า เพราะจะทำให้เราปฏิบัติหน้าที่ได้ยากขึ้นและไม่สำเร็จเท่าที่ควรเท่าที่ควร

กฎระเบียบ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
  1. หลักการพัฒนาชุมชน 
  2. กระบวนการมีส่วนร่วม 
  3. หลักเศรษฐศาสตร์ 
  4. หลักการประชาสัมพันธ์

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีวัดความสุข


ผมมีประสบการณ์วัดความสุขกับชาวบ้านครับ ผมเคยถามเขาว่า “ความสุขเนี่ย เราวัดเป็นตัวเลขได้ไหม” ร้อยทั้งร้อยบอกว่าไม่ได้ครับ มันเป็นนามธรรมจะวัดกันยังไง ว่าแล้วผมก็บอกว่า “เอางี้ ตอนที่นั่งคุยกันอยู่เนี่ย ถ้าให้เต็ม 10 คะแนน คุณป้ารู้สึกว่ามีความสุขสักกี่คะแนน ลองให้คะแนนความสุขตัวเองดูสิ ให้กี่คะแนน” ชาวบ้านเขาก็จะบอกเท่านั้นเท่านี้ตามความรู้สึกของเขา ผมได้ทีก็บอกว่า “นั่นไง ความสุขวัดเป็นตัวเลขได้ ไม่เห็นยากเลย มันมีทุกข์มาก คะแนนมันก็น้อย มันมีทุกข์น้อย คะแนนมันก็มาก หรือสุขมากๆ คะแนนมันก็มาก สรุปว่าวัดได้นะความสุข”

ทีนี้วัดเป็นคนๆ วัดได้ แล้วจะวัดทั้งหมู่บ้านล่ะวัดได้ไหม  ก็วัดได้อีกครับ เราก็ให้แต่ละคนให้คะแนนความสุขของตัวเองมาสิครับ สมมุติว่าทั้งหมู่บ้านมี 100 คน เป็นตัวแทนครัวเรือนละ 1 คน ถ้าเราอยากวัดความสุขทั้งหมู่บ้าน เราก็ให้คนเหล่านี้ให้คะแนนสิครับ “เอ้าถ้าความสุขมีเต็มที่เลย ชอบใจหมู่บ้านของเรามาก มีผู้นำที่ดี มีชาวบ้านที่ดี สภาพแวดล้อมก็ดี การบริหารงานก็โปร่งใส เป็นธรรม  ให้เต็มเลย 10 คะแนน แต่ถ้าเห็นว่าไม่น่าเต็มหรอก แล้วควรจะให้เท่าไร ลองให้ดูซิ” ไหนใครว่า 10 คะแนน ยกมือหน่อย.... ไหนใครว่า 9 คะแนน ยกมือ... “ แล้วก็ค่อยพาเขายกมือเรื่อยไปจนถึง 0 คะแนน คือ ไม่มีความสุขเลย....

เสร็จแล้ว ก็เอาคะแนนทั้งหมดมารวมครับ สมมุติว่า มีคนให้ 10 คะแนน 10 คน 9 คะแนน 10 คน 8 คะแนน 70 คน 7 คะแนน 5 คน และ 6 คะแนน 5 คน ส่วนคะแนนอื่นๆ ไม่มี ให้เราเอาจำนวนคะแนนคูณด้วยจำนวนคนครับ แล้วรวมทุกชั้นคะแนนเข้าด้วยกัน แล้วหารด้วยจำนวนคนทั้งหมด อย่างในตัวอย่าง จะได้คะแนนดังนี้
(10*10)+(9*10)+(8*70)+(7*5)+(6*5) = 815/100 คิดเป็นคะแนนเท่ากับ 8.15 นี่ไงครับคะแนนของหมู่บ้านนี้ ถามว่าแล้วมันจะได้อะไร ตอบว่าก็เราจะได้รู้ไงครับว่าหมู่บ้านเขามีความสุขกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าวัดกันด้วยความรู้สึกล้วนๆ คะแนน 8.15 ถือว่าดีนะครับ ในโรงเรียนคะแนนระดับนี้ต้องได้เกรด 4 หรือเกรด A นั่นเลย

แต่การวัดความสุขของหมู่บ้านในแบบของกรมการพัฒนาชุมชนนั้น เขามีองค์ประกอบหลายตัวครับ เขาไม่ได้วัดตูมเดียวอย่างของผม ที่เล่าน่ะเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจครับ ว่าความสุขมันว่าเป็นตัวเลขได้ จะวัดแบบคนเดียวหรือวัดทั้งหมู่บ้านก็ได้

ทีนี้การวัดความสุขแบบของกรมการพัฒนาชุมชนเนี่ยเขาเป็นแบบวิชาการครับ เขาต้องการวัดว่าเมื่อทางราชการใส่งบประมาณ ใส่วิชาการ ใส่ความรู้ ใส่วัสดุสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงไปในหมู่บ้าน เขาจะรู้สึกอย่างไร มองดูก็น่าจะมีความสุขดีนะครับ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ยังต้องพิสูจน์....

วิธีวัดความสุขของหมู่บ้านตามแบบของกรมการพัฒนาชุมชน เขาจะวัด “ความอยู่เย็น เป็นสุข” ครับ ความอยู่เย็น เป็นสุขหมายถึง สภาวะที่คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพทั้งจิต กาย ปัญญา ที่เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวมและสัมพันธ์กันได้ถูกต้องดีงาม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากความหมาย ความอยู่เย็น เป็นสุขสามารถกำหนดองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยพื้นฐานร่วม ในการสร้างความสุขของมนุษย์ได้ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีสุขภาวะ 2) เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งเป็นธรรม 3) ครอบครัวอบอุ่น 4) การบริหารจัดการชุมชนดี 5) การมีสภาพแวดล้อมดีมีระบบนิเวศที่สมดุล และ 6) เป็นชุมชนประชาธิปไตยมีธรรมาภิบาล

องค์ประกอบที่ 1. การมีสุขภาวะ
หมายความถึงการดำรงชีพของบุคคลอย่างมีสุขกาย ดำเนินชีวิตโดยใช้ความรู้ในการรักษาร่างกายให้แข็งแรงไม่เจ็บป่วย มีอายุยืนยาว มีสุขภาพจิตใจที่ดี ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม คิดเป็น ทำเป็นมีความเป็นเหตุเป็นผล มีทักษะในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัวและสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

1.1 บุคคล มีความรู้ในการสร้างและรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย อายุยืนนาน หมายถึง ประชาชนในหมู่บ้านมีความรู้เข้าใจและปฏิบัติตามหลักโภชนาการ ไม่เป็นโรคทั้งติดต่อและไม่ติดต่อ มีหลักประกันสุขภาพ มีโอกาสได้รับการรักษาจากแพทย์ พยาบาล อย่างสะดวก
1.2 บุคคล มีสุขภาพจิตที่ดี ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม เชื่อมั่นในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ประชาชนในหมู่บ้านมีหลักยึดเหนี่ยวในใจ ทั้งหลักศาสนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประเพณี วัฒนธรรมและกติกาของหมู่บ้านเมื่อเกิดปัญหาสามารถแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป ไม่เป็นโรควิตกกังวล ไม่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่เป็นโรคจิต ไม่ฆ่าตัวตาย

1.3 บุคคล มีทักษะในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัวและชุมชนได้อย่างเต็มศักยภาพ หมายถึง ประชาชนในชุมชน มีเป้าหมายในชีวิต เชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของตน ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ใช้ความสามารถในการปรับตัวเพื่อการเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล การตัดสินใจ คิดเป็น ทำเป็นความคิดสร้างสรรค์ การประมาณตนและการควบคุมสถานการณ์ การสื่อสาร ต่อรอง ปฏิเสธและโน้มน้าวจิตใจ การปรับตัว (ทักษะคือความเชี่ยวชาญ ชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งบุคคลสามารถสร้างขึ้นจากการเรียนรู้)

องค์ประกอบที่ 2. เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งเป็นธรรม
หมายความถึง การกระทาใด ๆ อันก่อให้เกิด การผลิต การจาหน่ายและการบริโภค ให้เกิดรายได้ที่เพียงพอ เกิดจากการมีงานสุจริต มีความมั่นคงและความปลอดภัยในการทางาน มีรายได้ที่เป็นธรรมต่อเนื่อง มีการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือ แบ่งปันกัน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และเกิดความยั่งยืน
2.1 ครอบครัว มีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่เพียงพอเกิดจากการมีสัมมาชีพ หมายถึง ประชาชน มีงานที่มั่นคงทา มีรายได้ที่เป็นธรรมต่อเนื่อง โดยใช้ความรู้ ความสามารถ อย่างถูกกฎหมาย ในการทางานสร้างรายได้ ด้วยทรัพยากรที่มีอย่างสมประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นงานในครัวเรือนตนเองหรือในสถานประกอบการ จัดการหนี้สินได้ไม่เป็นภาระ
2.2 ชุมชน มีการกระจายรายได้ในกลุ่มต่างๆ ในชุมชนอย่างเป็นธรรม หมายถึงชุมชนสามารถจัดกิจกรรมสร้างรายได้ กระจายไปสู่ประชาชน ครอบครัว กลุ่มองค์กร ได้อย่างทั่วถึงทั้งหมู่บ้าน
2.3 ชุมชน มีกิจกรรมสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจฐานราก มีและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อเนื่อง มีสถาบันการเงินหมายถึง ชุมชนมีกิจกรรมการสร้างเศรษฐกิจของชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วยกระบวนการกลุ่ม การพัฒนาอาชีพ เพิ่มพูนทักษะฝีมือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม มีสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน มีกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่ให้บริการสมาชิกตามความต้องการได้ อย่างทั่วถึง สามารถจัดการสร้างกิจกรรมแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้

องค์ประกอบที่ 3. ครอบครัวอบอุ่น
หมายถึง ครอบครัวที่สมาชิกมีความรัก ความผูกพันต่อกัน มุ่งมั่นที่จะการดาเนินชีวิตร่วมกันอย่างมีจุดหมาย สามารถปฏิบัติบทบาทหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม มีการอบรมเลี้ยงดูสมาชิกวัยเยาว์ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในวิถีชีวิตของความเป็นไทย เลี้ยงดูผู้สูงอายุให้สามารถดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข และรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกันเพื่อให้สามารถดารงความเป็นครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพที่ยั่งยืน

3.1 ครอบครัวรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน สามารถปฏิบัติบทบาทหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถดารงความเป็นครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีคุณภาพที่ยั่งยืน หมายถึง ประชาชนทาหน้าที่ในการสร้างครอบครัว โดยมีเป้าหมาย และทากิจกรรมต่างๆ มีความรับผิดชอบร่วมกันในด้านต่างๆ เช่น ดูแล เลี้ยงดูบุตร ส่งเสริมการศึกษา สุขภาพ ธรรมเนียมประเพณีไทย ดูแลผู้สูงอายุ และช่วยเหลือญาติพี่น้อง ด้านการงาน ด้วยความผูกพันเอื้ออาทรต่อกัน ร่วมกันแก้ปัญหาของครอบครัวด้วยความรัก และการแสดงบทบาทหน้าที่ในครอบครัวอย่างสมบูรณ์ เช่น พ่อ แม่ ประกอบอาชีพสุจริต กระทาตนเป็นตัวอย่างแก่บุตร ดูแลทุกข์สุข ให้ความอบอุ่น เลี้ยงดูอบรมสั่งสอน บุตรมีหน้าที่ช่วยเหลือ ดูแล บารุง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เคารพเชื่อฟัง เป็นต้น สามี ภรรยา มีความสนใจในแนวทางเดียวกัน จิตใจหนักแน่น ปรับตัวเข้าหากัน เสียสละ ใจกว้าง รู้เหตุผล ไม่ขัดแย้งโดยไม่มีเหตุผล และไม่ยึดเหตุผลของตนฝ่ายเดียว เอาใจใส่และห่วงใยพร้อมร่วมสุข ร่วมทุกข์ ยกย่อง ไม่ดูหมิ่น ไม่นอกใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

3.2 ครอบครัว มีการอบรมเลี้ยงดูสมาชิกวัยเยาว์ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในวิถีชีวิตของความเป็นไทย หมายถึง ครอบครัวมีวิธีการอบรมบุตร หลาน โดยอธิบายให้เชื่อในการทาดีให้หลักยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ความเอื้อเฝื้อ โอบอ้อมอารี สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม โน้มน้าวให้ประพฤติดีงาม รู้จักเลี้ยงชีพ มีวินัย มีกริยามารยาทดีงาม ปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อการศึกษา เพื่อปรับปรุงชีวิตให้มีหลักฐานมั่นคง

3.3 ครอบครัว ชุมชน เลี้ยงดูผู้สูงอายุให้สามารถดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข หมายถึง กิจกรรมที่ครอบครัวและชุมชนจัดขึ้นและดาเนินการเพื่อดูแล ส่งเสริมผู้สูงอายุ ในครอบครัวและชุมชน ในด้านจิตใจ สุขภาพ เศรษฐกิจ รวมทั้งการสืบทอดภูมิปัญญา เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีความสะดวกสบาย

องค์ประกอบที่ 4. ชุมชนมีการบริหารจัดการชุมชนดี
หมายถึง ชุมชน แสดงความสามารถบริหารจัดการชุมชน จัดกระบวนการพัฒนาชุมชน มีกิจกรรมการแก้ไขปัญหาชุมชนได้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุมีผลและมีการบริหารจัดการที่ดี ผู้นำ ประชาชนและองค์กรในชุมชนสามารถร่วมมือ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข รวมทั้งมีภาคีการพัฒนาที่มีบทบาทเกื้อหนุนการทางานภายในชุมชน มีการสื่อสาร และกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง สามารถอนุรักษ์คุณค่าของประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนท้องถิ่นรวมถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย

4.1 ประชาชนและกลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชน มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ร่วมมือ ช่วยเหลือกัน เกื้อกูลและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข หมายถึง ประชาชนมีความสามัคคี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านและคนอื่นๆ ในชุมชน ไม่มีปัญหาความขัดแย้ง การมีส่วนร่วมกับการทางานเพื่อการพัฒนาชุมชน ให้การสนับสนุน ทั้งด้านความรู้ ทรัพย์สิน แรงงาน ของประชาชนและจากองค์กรในชุมชน ในการช่วยกันคิด ตัดสินใจและบริหารกิจกรรมให้สำเร็จ

4.2 ชุมชน มีการบริหารจัดการที่ดี มีและใช้แผนชุมชนในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน หมายถึง ชุมชนมีการจัดระบบบริหารจัดการชุมชน ส่งเสริมประชาชนให้มีส่วนร่วมใช้หลักวิชาการ ข้อมูล ในการตัดสินใจดาเนินกิจกรรมการพัฒนา มีแผนและใช้แผนพัฒนาชุมชนเป็นเครื่องมือในการกากับ การติดตามพัฒนาให้เกิดผลตามที่กำหนด การจัดสรรทรัพยากร โดยมอบหมายผู้รับผิดชอบงานและผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวไปสู่ความสำเร็จ

4.3 ชุมชน ร่วมกับภาคีการพัฒนาที่มีบทบาทเกื้อหนุนกัน สร้างการทางานภายในชุมชน หมายถึง การมีส่วนร่วม ของสถาบัน หน่วยงานต่างๆ ได้ในการสนับสนุนการทางานของชุมชนในการพัฒนาชุมชนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านวิชาการ และสนับสนุนปัจจัยอื่นๆ

4.4 ชุมชน มีระบบการสื่อสารและกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง หมายถึง ชุมชนมีการส่งข่าวสาร ความรู้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และมีการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน ด้วยรูปแบบต่างๆ เช่น ประชุมเป็นประจา หอกระจายข่าว เสียงตามสาย เป็นต้น

4.5 ชุมชน สามารถธำรงไว้ซึ่งคุณค่าของประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนเอกลักษณ์ความเป็นไทย หมายถึง ชุมชนจัดให้มีกิจกรรมที่แสดงถึงการรักษาคุณค่า การถ่ายทอดและสืบทอด ภูมิปัญญา ประเพณีวัฒนธรรมต่อเนื่อง รวมถึงการนาภูมิปัญญา ประเพณี วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาหมู่บ้านได้

องค์ประกอบที่ 5.การมีสภาพแวดล้อมดีมีระบบนิเวศที่สมดุล
หมายถึง บรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของคนในหมู่บ้าน สร้างความสะดวก สบาย ร่มรื่น ปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน และการมีบริการสาธารณูปโภคที่พอเพียง มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มีคุณภาพ สมดุล ในระบบนิเวศเพื่อใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน

5.1 บุคคล ครอบครัว มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงหมายถึง ครอบครัวเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่แข็งแรงมั่นคง ให้เป็นที่พักอาศัยร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวอย่างสะดวกสบายและปลอดภัย
5.2 ชุมชน จัดสภาพแวดล้อมเพื่อการดารงชีวิตในชุมชนให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หมายถึง บรรยากาศสวยงามและสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพที่ดี ไม่มีสิ่งเป็นพิษรบกวน สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น น้ำเน่า เสียงดัง ขยะพิษ กลิ่นเหม็น ไม่มีโจร ผู้ร้าย มีระบบป้องกันภัยอันตราย มีวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่กังวลต่อการเกิดคดีที่กระทาต่อร่างกายและทรัพย์สิน

5.3 ชุมชน มีบริการสาธารณูปโภคที่พอเพียง หมายถึง ชุมชนมีสิ่งสาธารณะ ที่จาเป็นของหมู่บ้าน อยู่ในสภาพดี สามารถใช้ประโยชน์ อำนวยความสะดวกและให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
5.4 ชุมชน มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสภาพแวดล้อมที่มีคุณภาพเพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคน หมายถึง ทรัพยากรต่างๆ ของหมู่บ้าน มีคุณภาพดี เช่น ป่าชุมชน แหล่งน้ำ สัตว์น้ำ ทุ่งหญ้าชุมชน สภาพดินหรือสิ่งอื่นๆ มีการดูแลให้คงสภาพ เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันในการดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อการพึ่งตนเอง หรือช่วยแบ่งเบาภาระในการดำเนินชีวิตให้มีความสะดวก สบาย ไร้กังวล เช่น สามารถมีรายได้ สามารถใช้ประโยชน์จากป่าในการลดรายจ่าย เป็นต้น

องค์ประกอบที่ 6. เป็นชุมชนประชาธิปไตยมีธรรมาภิบาล
หมายถึง ชุมชนเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล ประชาชน มีสิทธิเสรีภาพได้รับการยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียมกันตามระบอบประชาธิปไตย ประพฤติ ปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของตนเองและเคารพในสิทธิและหน้าที่ของคนอื่น มีระเบียบวินัย มีระบบการบริหารจัดการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส คุ้มค่า และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม นำไปสู่สังคมสมานฉันท์มีสันติสุขอย่างยั่งยืน

6.1 บุคคล มีศักดิ์ศรี มีสิทธิเสรีภาพและการยอมรับ และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียมกันตามระบอบประชาธิปไตย หมายถึง ประชาชน มีความเป็นอิสระในการกระทำกิจกรรมใดๆ ในชีวิตประจำวัน ตามขอบเขตอำนาจของกฎหมายหรือศีลธรรม ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น อยู่ในหมู่บ้านร่วมใจกันปฏิบัติงานต่างๆ อย่างให้เกียรติ เคารพในความรู้ความสามารถ มีสิทธิคุณค่าของคน ให้โอกาสในการมีส่วนร่วมในการทางานและรับผลที่เกิดขึ้น อย่างเท่าเทียม เสมอกัน

6.2 บุคคล ปฏิบัติตามสิทธิ หน้าที่ กติกาประชาธิปไตย ไม่ซื้อสิทธิ์ ขายเสียงในการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หมายถึง การแสดงออกของบุคคลในการกระทำต่างๆ ตามหน้าที่พลเมืองทีดี ยึดมั่นวัฒนธรรม ศีลธรรม กฎ กติกาของหมู่บ้าน มีวินัยในตนเอง โดยไม่ละเมิดหรือเอาเปรียบสิทธิของผู้อื่น เคารพตนเอง ในการตัดสินใจ การเลือกผู้แทนในการทำหน้าที่บริหารงานหมู่บ้าน/ชุมชนหรือประเทศ โดยไม่เห็นแก่ สินจ้างรางวัล และไม่สนับสนุนคนที่ทำผิดกฎ กติกาที่ได้กำหนดไว้

6.3 ชุมชนมีธรรมภิบาลชุมชน มีระบบการบริหารจัดการที่ยึดหลักความโปร่งใส คุ้มค่า เป็นธรรม รับผิดชอบหมายถึง การบริหารงานของคณะผู้บริหารของหมู่บ้าน ทุกคณะ ทุกกลุ่มที่มีในหมู่บ้าน ดำเนินการโดย ยึดหลักการปฏิบัติตาม กฎระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ ที่ทันสมัย เที่ยงธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง ซื่อสัตย์ สุจริต การปฏิบัติงานเปิดเผย ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารตรงไปตรงมา ให้โอกาสประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการคิด ตัดสินใจ เมื่อผิดพลาดมีการยอมรับและรับผิดชอบพร้อมแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงที บนฐานการบริหารทรัพยากรอย่างประหยัด เกิดประโยชน์บรรลุเป้าหมายต่อประชาชนเป็นสำคัญ ประชาชนมีจิตสานึกที่ดีไม่ยอมรับและละอายต่อพฤติกรรมการเรียกรับสิ่งตอบแทนของผู้มีหน้าที่ให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกหรือได้มาซึ่งประโยชน์ที่ตนเองและครอบครัวต้องการ โดยกระทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้หรือไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ทำ หรือเบียดบัง ยักยอกทรัพย์สินส่วนรวมไปเพื่อประโยชน์ของตน

6.4 ชุมชน มีวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความสันติสุข สมานฉันท์ในชุมชนโดยชุมชน หมายถึง ชุมชนมีระบบหรือกิจกรรมในการสร้างความรักความเข้าใจ มีความสามัคคี อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ใช้คณะกรรมการหรือบุคคลที่มีหน้าที่ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสร้างความปรองดองในชุมชน

ข้อมูลค่อนข้างยาวสักหน่อย เวลาวัดก็ต้องค่อยๆ ทำอย่างมีสติ สุขุม รอบคอบ ให้ชาวบ้านเข้าใจและให้คะแนนทีละข้อ ไม่ต้องรีบ ชวนคิด ชวนคุย ถึงวิธีการเพิ่มความสุขในข้อนั้นๆ ไปด้วย โดยใช้ตัวชี้วัด “ความอยู่เย็น เป็นสุข” เป็นเป้าหมายครับ...

นายสุรเดช  วรรณศิริ
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา
โทร.081-2993477