วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีวัดความสุข


ผมมีประสบการณ์วัดความสุขกับชาวบ้านครับ ผมเคยถามเขาว่า “ความสุขเนี่ย เราวัดเป็นตัวเลขได้ไหม” ร้อยทั้งร้อยบอกว่าไม่ได้ครับ มันเป็นนามธรรมจะวัดกันยังไง ว่าแล้วผมก็บอกว่า “เอางี้ ตอนที่นั่งคุยกันอยู่เนี่ย ถ้าให้เต็ม 10 คะแนน คุณป้ารู้สึกว่ามีความสุขสักกี่คะแนน ลองให้คะแนนความสุขตัวเองดูสิ ให้กี่คะแนน” ชาวบ้านเขาก็จะบอกเท่านั้นเท่านี้ตามความรู้สึกของเขา ผมได้ทีก็บอกว่า “นั่นไง ความสุขวัดเป็นตัวเลขได้ ไม่เห็นยากเลย มันมีทุกข์มาก คะแนนมันก็น้อย มันมีทุกข์น้อย คะแนนมันก็มาก หรือสุขมากๆ คะแนนมันก็มาก สรุปว่าวัดได้นะความสุข”

ทีนี้วัดเป็นคนๆ วัดได้ แล้วจะวัดทั้งหมู่บ้านล่ะวัดได้ไหม  ก็วัดได้อีกครับ เราก็ให้แต่ละคนให้คะแนนความสุขของตัวเองมาสิครับ สมมุติว่าทั้งหมู่บ้านมี 100 คน เป็นตัวแทนครัวเรือนละ 1 คน ถ้าเราอยากวัดความสุขทั้งหมู่บ้าน เราก็ให้คนเหล่านี้ให้คะแนนสิครับ “เอ้าถ้าความสุขมีเต็มที่เลย ชอบใจหมู่บ้านของเรามาก มีผู้นำที่ดี มีชาวบ้านที่ดี สภาพแวดล้อมก็ดี การบริหารงานก็โปร่งใส เป็นธรรม  ให้เต็มเลย 10 คะแนน แต่ถ้าเห็นว่าไม่น่าเต็มหรอก แล้วควรจะให้เท่าไร ลองให้ดูซิ” ไหนใครว่า 10 คะแนน ยกมือหน่อย.... ไหนใครว่า 9 คะแนน ยกมือ... “ แล้วก็ค่อยพาเขายกมือเรื่อยไปจนถึง 0 คะแนน คือ ไม่มีความสุขเลย....

เสร็จแล้ว ก็เอาคะแนนทั้งหมดมารวมครับ สมมุติว่า มีคนให้ 10 คะแนน 10 คน 9 คะแนน 10 คน 8 คะแนน 70 คน 7 คะแนน 5 คน และ 6 คะแนน 5 คน ส่วนคะแนนอื่นๆ ไม่มี ให้เราเอาจำนวนคะแนนคูณด้วยจำนวนคนครับ แล้วรวมทุกชั้นคะแนนเข้าด้วยกัน แล้วหารด้วยจำนวนคนทั้งหมด อย่างในตัวอย่าง จะได้คะแนนดังนี้
(10*10)+(9*10)+(8*70)+(7*5)+(6*5) = 815/100 คิดเป็นคะแนนเท่ากับ 8.15 นี่ไงครับคะแนนของหมู่บ้านนี้ ถามว่าแล้วมันจะได้อะไร ตอบว่าก็เราจะได้รู้ไงครับว่าหมู่บ้านเขามีความสุขกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าวัดกันด้วยความรู้สึกล้วนๆ คะแนน 8.15 ถือว่าดีนะครับ ในโรงเรียนคะแนนระดับนี้ต้องได้เกรด 4 หรือเกรด A นั่นเลย

แต่การวัดความสุขของหมู่บ้านในแบบของกรมการพัฒนาชุมชนนั้น เขามีองค์ประกอบหลายตัวครับ เขาไม่ได้วัดตูมเดียวอย่างของผม ที่เล่าน่ะเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจครับ ว่าความสุขมันว่าเป็นตัวเลขได้ จะวัดแบบคนเดียวหรือวัดทั้งหมู่บ้านก็ได้

ทีนี้การวัดความสุขแบบของกรมการพัฒนาชุมชนเนี่ยเขาเป็นแบบวิชาการครับ เขาต้องการวัดว่าเมื่อทางราชการใส่งบประมาณ ใส่วิชาการ ใส่ความรู้ ใส่วัสดุสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงไปในหมู่บ้าน เขาจะรู้สึกอย่างไร มองดูก็น่าจะมีความสุขดีนะครับ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ยังต้องพิสูจน์....

วิธีวัดความสุขของหมู่บ้านตามแบบของกรมการพัฒนาชุมชน เขาจะวัด “ความอยู่เย็น เป็นสุข” ครับ ความอยู่เย็น เป็นสุขหมายถึง สภาวะที่คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพทั้งจิต กาย ปัญญา ที่เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวมและสัมพันธ์กันได้ถูกต้องดีงาม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากความหมาย ความอยู่เย็น เป็นสุขสามารถกำหนดองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยพื้นฐานร่วม ในการสร้างความสุขของมนุษย์ได้ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีสุขภาวะ 2) เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งเป็นธรรม 3) ครอบครัวอบอุ่น 4) การบริหารจัดการชุมชนดี 5) การมีสภาพแวดล้อมดีมีระบบนิเวศที่สมดุล และ 6) เป็นชุมชนประชาธิปไตยมีธรรมาภิบาล

องค์ประกอบที่ 1. การมีสุขภาวะ
หมายความถึงการดำรงชีพของบุคคลอย่างมีสุขกาย ดำเนินชีวิตโดยใช้ความรู้ในการรักษาร่างกายให้แข็งแรงไม่เจ็บป่วย มีอายุยืนยาว มีสุขภาพจิตใจที่ดี ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม คิดเป็น ทำเป็นมีความเป็นเหตุเป็นผล มีทักษะในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัวและสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

1.1 บุคคล มีความรู้ในการสร้างและรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย อายุยืนนาน หมายถึง ประชาชนในหมู่บ้านมีความรู้เข้าใจและปฏิบัติตามหลักโภชนาการ ไม่เป็นโรคทั้งติดต่อและไม่ติดต่อ มีหลักประกันสุขภาพ มีโอกาสได้รับการรักษาจากแพทย์ พยาบาล อย่างสะดวก
1.2 บุคคล มีสุขภาพจิตที่ดี ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม เชื่อมั่นในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ประชาชนในหมู่บ้านมีหลักยึดเหนี่ยวในใจ ทั้งหลักศาสนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประเพณี วัฒนธรรมและกติกาของหมู่บ้านเมื่อเกิดปัญหาสามารถแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป ไม่เป็นโรควิตกกังวล ไม่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่เป็นโรคจิต ไม่ฆ่าตัวตาย

1.3 บุคคล มีทักษะในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัวและชุมชนได้อย่างเต็มศักยภาพ หมายถึง ประชาชนในชุมชน มีเป้าหมายในชีวิต เชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของตน ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ใช้ความสามารถในการปรับตัวเพื่อการเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล การตัดสินใจ คิดเป็น ทำเป็นความคิดสร้างสรรค์ การประมาณตนและการควบคุมสถานการณ์ การสื่อสาร ต่อรอง ปฏิเสธและโน้มน้าวจิตใจ การปรับตัว (ทักษะคือความเชี่ยวชาญ ชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งบุคคลสามารถสร้างขึ้นจากการเรียนรู้)

องค์ประกอบที่ 2. เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งเป็นธรรม
หมายความถึง การกระทาใด ๆ อันก่อให้เกิด การผลิต การจาหน่ายและการบริโภค ให้เกิดรายได้ที่เพียงพอ เกิดจากการมีงานสุจริต มีความมั่นคงและความปลอดภัยในการทางาน มีรายได้ที่เป็นธรรมต่อเนื่อง มีการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือ แบ่งปันกัน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และเกิดความยั่งยืน
2.1 ครอบครัว มีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่เพียงพอเกิดจากการมีสัมมาชีพ หมายถึง ประชาชน มีงานที่มั่นคงทา มีรายได้ที่เป็นธรรมต่อเนื่อง โดยใช้ความรู้ ความสามารถ อย่างถูกกฎหมาย ในการทางานสร้างรายได้ ด้วยทรัพยากรที่มีอย่างสมประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นงานในครัวเรือนตนเองหรือในสถานประกอบการ จัดการหนี้สินได้ไม่เป็นภาระ
2.2 ชุมชน มีการกระจายรายได้ในกลุ่มต่างๆ ในชุมชนอย่างเป็นธรรม หมายถึงชุมชนสามารถจัดกิจกรรมสร้างรายได้ กระจายไปสู่ประชาชน ครอบครัว กลุ่มองค์กร ได้อย่างทั่วถึงทั้งหมู่บ้าน
2.3 ชุมชน มีกิจกรรมสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจฐานราก มีและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อเนื่อง มีสถาบันการเงินหมายถึง ชุมชนมีกิจกรรมการสร้างเศรษฐกิจของชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วยกระบวนการกลุ่ม การพัฒนาอาชีพ เพิ่มพูนทักษะฝีมือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม มีสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน มีกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่ให้บริการสมาชิกตามความต้องการได้ อย่างทั่วถึง สามารถจัดการสร้างกิจกรรมแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้

องค์ประกอบที่ 3. ครอบครัวอบอุ่น
หมายถึง ครอบครัวที่สมาชิกมีความรัก ความผูกพันต่อกัน มุ่งมั่นที่จะการดาเนินชีวิตร่วมกันอย่างมีจุดหมาย สามารถปฏิบัติบทบาทหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม มีการอบรมเลี้ยงดูสมาชิกวัยเยาว์ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในวิถีชีวิตของความเป็นไทย เลี้ยงดูผู้สูงอายุให้สามารถดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข และรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกันเพื่อให้สามารถดารงความเป็นครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพที่ยั่งยืน

3.1 ครอบครัวรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน สามารถปฏิบัติบทบาทหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถดารงความเป็นครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีคุณภาพที่ยั่งยืน หมายถึง ประชาชนทาหน้าที่ในการสร้างครอบครัว โดยมีเป้าหมาย และทากิจกรรมต่างๆ มีความรับผิดชอบร่วมกันในด้านต่างๆ เช่น ดูแล เลี้ยงดูบุตร ส่งเสริมการศึกษา สุขภาพ ธรรมเนียมประเพณีไทย ดูแลผู้สูงอายุ และช่วยเหลือญาติพี่น้อง ด้านการงาน ด้วยความผูกพันเอื้ออาทรต่อกัน ร่วมกันแก้ปัญหาของครอบครัวด้วยความรัก และการแสดงบทบาทหน้าที่ในครอบครัวอย่างสมบูรณ์ เช่น พ่อ แม่ ประกอบอาชีพสุจริต กระทาตนเป็นตัวอย่างแก่บุตร ดูแลทุกข์สุข ให้ความอบอุ่น เลี้ยงดูอบรมสั่งสอน บุตรมีหน้าที่ช่วยเหลือ ดูแล บารุง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เคารพเชื่อฟัง เป็นต้น สามี ภรรยา มีความสนใจในแนวทางเดียวกัน จิตใจหนักแน่น ปรับตัวเข้าหากัน เสียสละ ใจกว้าง รู้เหตุผล ไม่ขัดแย้งโดยไม่มีเหตุผล และไม่ยึดเหตุผลของตนฝ่ายเดียว เอาใจใส่และห่วงใยพร้อมร่วมสุข ร่วมทุกข์ ยกย่อง ไม่ดูหมิ่น ไม่นอกใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

3.2 ครอบครัว มีการอบรมเลี้ยงดูสมาชิกวัยเยาว์ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในวิถีชีวิตของความเป็นไทย หมายถึง ครอบครัวมีวิธีการอบรมบุตร หลาน โดยอธิบายให้เชื่อในการทาดีให้หลักยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ความเอื้อเฝื้อ โอบอ้อมอารี สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม โน้มน้าวให้ประพฤติดีงาม รู้จักเลี้ยงชีพ มีวินัย มีกริยามารยาทดีงาม ปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อการศึกษา เพื่อปรับปรุงชีวิตให้มีหลักฐานมั่นคง

3.3 ครอบครัว ชุมชน เลี้ยงดูผู้สูงอายุให้สามารถดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข หมายถึง กิจกรรมที่ครอบครัวและชุมชนจัดขึ้นและดาเนินการเพื่อดูแล ส่งเสริมผู้สูงอายุ ในครอบครัวและชุมชน ในด้านจิตใจ สุขภาพ เศรษฐกิจ รวมทั้งการสืบทอดภูมิปัญญา เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีความสะดวกสบาย

องค์ประกอบที่ 4. ชุมชนมีการบริหารจัดการชุมชนดี
หมายถึง ชุมชน แสดงความสามารถบริหารจัดการชุมชน จัดกระบวนการพัฒนาชุมชน มีกิจกรรมการแก้ไขปัญหาชุมชนได้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุมีผลและมีการบริหารจัดการที่ดี ผู้นำ ประชาชนและองค์กรในชุมชนสามารถร่วมมือ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข รวมทั้งมีภาคีการพัฒนาที่มีบทบาทเกื้อหนุนการทางานภายในชุมชน มีการสื่อสาร และกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง สามารถอนุรักษ์คุณค่าของประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนท้องถิ่นรวมถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย

4.1 ประชาชนและกลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชน มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ร่วมมือ ช่วยเหลือกัน เกื้อกูลและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข หมายถึง ประชาชนมีความสามัคคี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านและคนอื่นๆ ในชุมชน ไม่มีปัญหาความขัดแย้ง การมีส่วนร่วมกับการทางานเพื่อการพัฒนาชุมชน ให้การสนับสนุน ทั้งด้านความรู้ ทรัพย์สิน แรงงาน ของประชาชนและจากองค์กรในชุมชน ในการช่วยกันคิด ตัดสินใจและบริหารกิจกรรมให้สำเร็จ

4.2 ชุมชน มีการบริหารจัดการที่ดี มีและใช้แผนชุมชนในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน หมายถึง ชุมชนมีการจัดระบบบริหารจัดการชุมชน ส่งเสริมประชาชนให้มีส่วนร่วมใช้หลักวิชาการ ข้อมูล ในการตัดสินใจดาเนินกิจกรรมการพัฒนา มีแผนและใช้แผนพัฒนาชุมชนเป็นเครื่องมือในการกากับ การติดตามพัฒนาให้เกิดผลตามที่กำหนด การจัดสรรทรัพยากร โดยมอบหมายผู้รับผิดชอบงานและผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวไปสู่ความสำเร็จ

4.3 ชุมชน ร่วมกับภาคีการพัฒนาที่มีบทบาทเกื้อหนุนกัน สร้างการทางานภายในชุมชน หมายถึง การมีส่วนร่วม ของสถาบัน หน่วยงานต่างๆ ได้ในการสนับสนุนการทางานของชุมชนในการพัฒนาชุมชนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านวิชาการ และสนับสนุนปัจจัยอื่นๆ

4.4 ชุมชน มีระบบการสื่อสารและกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง หมายถึง ชุมชนมีการส่งข่าวสาร ความรู้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และมีการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน ด้วยรูปแบบต่างๆ เช่น ประชุมเป็นประจา หอกระจายข่าว เสียงตามสาย เป็นต้น

4.5 ชุมชน สามารถธำรงไว้ซึ่งคุณค่าของประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนเอกลักษณ์ความเป็นไทย หมายถึง ชุมชนจัดให้มีกิจกรรมที่แสดงถึงการรักษาคุณค่า การถ่ายทอดและสืบทอด ภูมิปัญญา ประเพณีวัฒนธรรมต่อเนื่อง รวมถึงการนาภูมิปัญญา ประเพณี วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาหมู่บ้านได้

องค์ประกอบที่ 5.การมีสภาพแวดล้อมดีมีระบบนิเวศที่สมดุล
หมายถึง บรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตของคนในหมู่บ้าน สร้างความสะดวก สบาย ร่มรื่น ปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน และการมีบริการสาธารณูปโภคที่พอเพียง มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มีคุณภาพ สมดุล ในระบบนิเวศเพื่อใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน

5.1 บุคคล ครอบครัว มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงหมายถึง ครอบครัวเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่แข็งแรงมั่นคง ให้เป็นที่พักอาศัยร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวอย่างสะดวกสบายและปลอดภัย
5.2 ชุมชน จัดสภาพแวดล้อมเพื่อการดารงชีวิตในชุมชนให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หมายถึง บรรยากาศสวยงามและสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพที่ดี ไม่มีสิ่งเป็นพิษรบกวน สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น น้ำเน่า เสียงดัง ขยะพิษ กลิ่นเหม็น ไม่มีโจร ผู้ร้าย มีระบบป้องกันภัยอันตราย มีวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่กังวลต่อการเกิดคดีที่กระทาต่อร่างกายและทรัพย์สิน

5.3 ชุมชน มีบริการสาธารณูปโภคที่พอเพียง หมายถึง ชุมชนมีสิ่งสาธารณะ ที่จาเป็นของหมู่บ้าน อยู่ในสภาพดี สามารถใช้ประโยชน์ อำนวยความสะดวกและให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
5.4 ชุมชน มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสภาพแวดล้อมที่มีคุณภาพเพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคน หมายถึง ทรัพยากรต่างๆ ของหมู่บ้าน มีคุณภาพดี เช่น ป่าชุมชน แหล่งน้ำ สัตว์น้ำ ทุ่งหญ้าชุมชน สภาพดินหรือสิ่งอื่นๆ มีการดูแลให้คงสภาพ เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันในการดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อการพึ่งตนเอง หรือช่วยแบ่งเบาภาระในการดำเนินชีวิตให้มีความสะดวก สบาย ไร้กังวล เช่น สามารถมีรายได้ สามารถใช้ประโยชน์จากป่าในการลดรายจ่าย เป็นต้น

องค์ประกอบที่ 6. เป็นชุมชนประชาธิปไตยมีธรรมาภิบาล
หมายถึง ชุมชนเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล ประชาชน มีสิทธิเสรีภาพได้รับการยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียมกันตามระบอบประชาธิปไตย ประพฤติ ปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของตนเองและเคารพในสิทธิและหน้าที่ของคนอื่น มีระเบียบวินัย มีระบบการบริหารจัดการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส คุ้มค่า และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม นำไปสู่สังคมสมานฉันท์มีสันติสุขอย่างยั่งยืน

6.1 บุคคล มีศักดิ์ศรี มีสิทธิเสรีภาพและการยอมรับ และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียมกันตามระบอบประชาธิปไตย หมายถึง ประชาชน มีความเป็นอิสระในการกระทำกิจกรรมใดๆ ในชีวิตประจำวัน ตามขอบเขตอำนาจของกฎหมายหรือศีลธรรม ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น อยู่ในหมู่บ้านร่วมใจกันปฏิบัติงานต่างๆ อย่างให้เกียรติ เคารพในความรู้ความสามารถ มีสิทธิคุณค่าของคน ให้โอกาสในการมีส่วนร่วมในการทางานและรับผลที่เกิดขึ้น อย่างเท่าเทียม เสมอกัน

6.2 บุคคล ปฏิบัติตามสิทธิ หน้าที่ กติกาประชาธิปไตย ไม่ซื้อสิทธิ์ ขายเสียงในการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หมายถึง การแสดงออกของบุคคลในการกระทำต่างๆ ตามหน้าที่พลเมืองทีดี ยึดมั่นวัฒนธรรม ศีลธรรม กฎ กติกาของหมู่บ้าน มีวินัยในตนเอง โดยไม่ละเมิดหรือเอาเปรียบสิทธิของผู้อื่น เคารพตนเอง ในการตัดสินใจ การเลือกผู้แทนในการทำหน้าที่บริหารงานหมู่บ้าน/ชุมชนหรือประเทศ โดยไม่เห็นแก่ สินจ้างรางวัล และไม่สนับสนุนคนที่ทำผิดกฎ กติกาที่ได้กำหนดไว้

6.3 ชุมชนมีธรรมภิบาลชุมชน มีระบบการบริหารจัดการที่ยึดหลักความโปร่งใส คุ้มค่า เป็นธรรม รับผิดชอบหมายถึง การบริหารงานของคณะผู้บริหารของหมู่บ้าน ทุกคณะ ทุกกลุ่มที่มีในหมู่บ้าน ดำเนินการโดย ยึดหลักการปฏิบัติตาม กฎระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ ที่ทันสมัย เที่ยงธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง ซื่อสัตย์ สุจริต การปฏิบัติงานเปิดเผย ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารตรงไปตรงมา ให้โอกาสประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการคิด ตัดสินใจ เมื่อผิดพลาดมีการยอมรับและรับผิดชอบพร้อมแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงที บนฐานการบริหารทรัพยากรอย่างประหยัด เกิดประโยชน์บรรลุเป้าหมายต่อประชาชนเป็นสำคัญ ประชาชนมีจิตสานึกที่ดีไม่ยอมรับและละอายต่อพฤติกรรมการเรียกรับสิ่งตอบแทนของผู้มีหน้าที่ให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกหรือได้มาซึ่งประโยชน์ที่ตนเองและครอบครัวต้องการ โดยกระทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้หรือไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ทำ หรือเบียดบัง ยักยอกทรัพย์สินส่วนรวมไปเพื่อประโยชน์ของตน

6.4 ชุมชน มีวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความสันติสุข สมานฉันท์ในชุมชนโดยชุมชน หมายถึง ชุมชนมีระบบหรือกิจกรรมในการสร้างความรักความเข้าใจ มีความสามัคคี อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ใช้คณะกรรมการหรือบุคคลที่มีหน้าที่ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสร้างความปรองดองในชุมชน

ข้อมูลค่อนข้างยาวสักหน่อย เวลาวัดก็ต้องค่อยๆ ทำอย่างมีสติ สุขุม รอบคอบ ให้ชาวบ้านเข้าใจและให้คะแนนทีละข้อ ไม่ต้องรีบ ชวนคิด ชวนคุย ถึงวิธีการเพิ่มความสุขในข้อนั้นๆ ไปด้วย โดยใช้ตัวชี้วัด “ความอยู่เย็น เป็นสุข” เป็นเป้าหมายครับ...

นายสุรเดช  วรรณศิริ
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา
โทร.081-2993477

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การบริหารการจัดเก็บข้อมูล จปฐ.


ชื่อ – นามสกุล   นางสาวนงลักษณ์  นพกร
ตำแหน่ง  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด     สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพนมสารคาม
ชื่อเรื่อง   การบริหารการจัดเก็บข้อมูล จปฐ.  
         
จากการที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้านในชุมชน   ทำให้มีประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชนและ  รู้เห็นสภาพความเป็นอยู่และสภาพปัญหาของชุมชนเป็นอย่างดี  จึงขอเสนอแนวทางการบริหารการจัดเก็บข้อมูล  จปฐ. ข้อมูล กชช.2 ค  ข้อมูลกลุ่มอาชีพ/องค์กร ข้อมูลกองทุนต่าง ๆ ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้ให้การสนับสนุนแก่หมู่บ้าน/ชุมชน  ในมุมมองของพัฒนากรที่ได้ดำเนินการแล้วประสบผลสำเร็จเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันต่อไป

ขุมความรู้
เทคนิคการบริหารการจัดเก็บข้อมูล
  • ประชาสัมพันธ์การจัดเก็บข้อมูลไม่ว่าจะเป็นข้อมูล จปฐ. ข้อมูล กชช.2 ค ข้อมูลกลุ่มอาชีพ/องค์กร  ข้อมูลกองทุนต่าง ๆ  ผ่านทางกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้นำท้องถิ่นในระดับตำบล  ได้รับรู้เรื่องประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดเก็บข้อมูลในครั้งนี้
  • ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดเก็บบันทึก และประมวลผล  หากต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ เช่น ข้อมูล จปฐ. ข้อมูล กชช.2ค  (ซึ่งคาดว่าจะไม่ได้รับ)
  • จัดเตรียมรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูล  เช่น  ข้อมูลครัวเรือนเป้าหมาย  ข้อมูลสถานะเงินกองทุน ณ ปัจจุบัน  ข้อมูลสมาชิกกลุ่ม  เป็นต้น
  • สร้างทีมงาน  ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมในทุกระดับทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร  ภาคีการพัฒนา  มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบ   จัดเตรียมข้อมูลและรายละเอียดให้ครบถ้วน
  • ค้นหาปัญหาและความต้องการ  โดยการจัดประชุมในระดับหมู่บ้าน ตำบล  เพื่อรับทราบปัญหาในปีที่ผ่านมาและหาความต้องการของชุมชนโดยมอบหมายให้ผู้รับผิดชอบหรืออาสาสมัครควรเน้นไปที่ ผู้นำ อช. หรือ อช.  ดำเนินการจัดเก็บหรือสำรวจความต้องการ
  • ติดตามสนับสนุน เร่งรัดการจัดเก็บข้อมูล  เป็นระยะตามแผนปฏิบัติการที่กำหนดไว้ให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา
  • การขับเคลื่อน  จัดเวทีสรุปผลข้อมูล  เพื่อรับรองข้อมูลและสรุปผลการดำเนินงานพร้อมทั้งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับ
แก่นความรู้
การทำงานในพื้นที่ของพัฒนากร  สิ่งแรกที่ทุกคนต้องดำเนินการ คือ ต้องศึกษาบริบทชุมชน    เมื่อได้ข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ทำอย่างไรจึงจะได้ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน  พัฒนากรทุกคนต้องยึดหลักการมีส่วนร่วม (ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ)  อย่างเคร่งครัด เป็นไปตามลำดับขั้นตอน  เพราะคุณภาพของข้อมูลคือต้นทุนการพัฒนา

การประกวดหมู่บ้านประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น

ชื่อ นามสกุล    นางวิจิตร  เรียบร้อย
ตำแหน่ง           นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด              สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพนมสารคาม
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก   084-3624966
ชื่อเรื่อง            การประกวดหมู่บ้านประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น
เป็นการนำเสนอผลงาน    การประกวดหมู่บ้านประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ     ปี 2555
สถานที่เกิดเหตุการณ์   บ้านหนองปรือ หมู่ที่ 14 .เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

เนื้อเรื่อง
กรมการพัฒนาชุมชนได้มีนโยบายให้จังหวัดดำเนินโครงการเชิดชูเกียรติผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น  ประจำปี  2555  โดยคัดสรรหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็น  เป็นสุขและกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้จังหวัดสรรหาและคัดเลือกผู้นำชุมชน/กลุ่ม/องค์กรฯและชุมชนที่มีผลงานและกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนและเพื่อจัดการความรู้และพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ในการบริหารจัดการชุมชน

อำเภอพนมสารคามโดยพัฒนาการอำเภอและทีมงานสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ มีมติเห็นชอบส่งหมู่บ้านหนองปรือ  หมู่ที่  14  .เขาหินซ้อน  อำเภอพนมสารคาม  จังหวัดฉะเชิงเทรา    เข้าร่วมประกวด โดยมีนางวิจิตร  เรียบร้อย  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ เป็นพัฒนากรผู้ประสานงานตำบล

บันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets)
  • การบริหารจัดการทีมงาน สพอ.พนมสารคาม
  • ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้นำหมู่บ้าน/ชาวบ้าน/กลุ่มองค์กร ให้เข้าใจเป็นไปในทางเดียวกัน
  • ร่วมกับภาคีการพัฒนา ชาวบ้านกำหนดกรอบแนวทางที่จะนำเสนอต่อคณะกรรมการการประกวด
  • คัดเลือกผู้นำ กลุ่ม  องค์กร ดีเด่นด้านเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวแทนในการประกวดกิจกรรม พร้อมทบทวนบทบาทหน้าที่ของผู้นำ และคณะกรรมการกลุ่มต่างๆ  ตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กลุ่มองค์กรต่างๆในหมู่บ้าน
  • การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่ม/องค์กร
  • สรุปปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไขการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม/องค์กร
แก่นความรู้ (Core Competencies)
  • รับทราบข้อมูล  ปัญหาอุปสรรค
  • ความจริงจัง จริงใจที่จะดำเนินงานร่วมกับภาคี และชุมชน
  • จัดเวทีปรึกษาหารือ
  • สรุปหาแนวทางแก้ไข
  • การบริหารจัดการเป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กลยุทธ์ในการทำงาน
  • ก่อนการดำเนินการมีการประชุมทีมงานสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอและประชุมผู้นำหมู่บ้าน /  ชาวบ้าน / กลุ่มองค์กร ให้เข้าใจเป็นไปในทางเดียวกันสรุปรวบรวมปัญหาอุปสรรคของแต่ละกลุ่มองค์กร เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้น
  • เมื่อได้ข้อมูลแล้วจัดเวทีปรึกษาหารือ กำหนดแนวทาง วิธีการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน 
  • ดำเนินงานตามแผนที่กำหนดไว้ร่วมกัน
  • ร่วมประเมิน สรุปผล ทบทวนการดำเนินงานและเติมเต็มในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์
  • การบริหารจัดการเป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง       
ผลการประกวดกิจกรรมหมู่บ้านกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ปี 2555  บ้านหนองปรือ           หมู่ที่ 14 ต.เขาหินซ้อน  อำเภอพนมสารคาม  จังหวัดฉะเชิงเทรา  ชนะเลิศในระดับจังหวัด  ประจำปี 2552

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การบริหารจัดการเงินทุนตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)

ชื่อ - สกุล    นางพรรณมนต์พร   เข็มประดับ
ตำแหน่ง      นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด         สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพนมสารคาม
เบอร์โทรศัพท์   042-891415
ชื่อเรื่อง        การบริหารจัดการเงินทุนตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)
เป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ   การจัดการเงินทุนในหมู่บ้าน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ พฤศจิกายน  2554
สถานที่เกิดเหตุการณ์ บ้านต้นตาล  หมู่ที่ 9  ตำบลหนองยาว อำเภอพนมสารคาม  จังหวัดฉะเชิงเทรา

เนื้อหา
บ้านต้นตาล  มีครัวเรือนทั้งหมด 135 ครัวเรือน คนประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร คือการทำนา  ปลูกชะอม บ้านต้นตาล ได้รับงบประมาณในการสนับสนุนในการแก้ไข  ปัญหาความยากจนของครัวเรือน เมื่อปี พ.ศ. 2539 จำนวนเงินทุน 280,000 บาท (สองแสนแปดหมื่นบาทถ้วน)   ครัวเรือนเป้าหมายตามโครงการ ๓๔ ครัวเรือนปัจจุบันเงินทุนหมุนเวียน 281,114.12 บาท (สองแสนแปดหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบสี่บาทสิบสองสตางค์)   แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ก็เป็นเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน ให้ครัวเรือนกู้ยืมในการประกอบอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ครัวเรือนในหมู่บ้านให้ดีขึ้นภายใต้การบริหารงานของ นายสำอาง  ระวิโรจน์ ประธานคณะกรรมการ กข.คจ. ปัจจุบัน

บันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets)  
การบริหารจัดการเงินของโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน(กข.คจ.)สามารถบริหารจัดการเงินทุน

เพื่อให้ครัวเรือนสามารถกู้ยืมไปประกอบอาชีพ ทำให้ครัวเรือนมีคุณภาพที่ดีขึ้นเกิดจาก  
  • การแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุน กข.คจ.หมู่บ้านยึดหลักการคัดเลือกคณะกรรมการจากตัวแทน กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในหมู่บ้าน โดยการจัดเวทีประชาคม ถือมติที่ประชุม กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งและอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการ กข.คจ.หมู่บ้าน (ตามระเบียบฯ พ.ศ. 2553 ข้อ 9 และข้อ 10 ) และมอบหมายหน้าที่ตาม ความเหมาะสม
  • การคัดเลือกและจัดทาบัญชีทะเบียนครัวเรือนเป้าหมาย โดยคณะกรรมการ กข.คจ.หมู่บ้านจะ ปรับปรุงบัญชีทะเบียนครัวเรือนเป้าหมายให้เป็นปัจจุบัน โดยยึดครัวเรือนเป้าหมายเดิมเป็นหลัก เป้าหมายยังคงมี  64 ครัวเรือน เนื่องจากพิจารณาจากคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ ของครัวเรือนยังไม่บรรลุตัวชี้วัด
  • การพิจารณาอนุมัติโครงการและยืมเงิน คณะกรรมการจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเงินกู้ โดย พิจารณาจากความจาเป็นเร่งด่วน การประกอบอาชีพ โดยจะต้องผ่านความเห็นชอบจากพัฒนากรผู้ประสานงาน ประจำตำบลก่อน จึงจะเรียกมาทำสัญญา
  • การทาสัญญายืมเงินตามโครงการ เมื่อผ่านการเห็นชอบจากพัฒนากรผู้ประสานงานประจำตำบล คณะกรรมการจะแจ้งให้ครัวเรือนเป้าหมายที่ได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมมาทาสัญญายืมเงิน โดยทำขึ้น 3 ฉบับ(โดยให้ ครัวเรือน 1 ชุด คณะกรรมการเก็บไว้ 1 ชุด และอีก 1 ชุดส่งให้สานักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเก็บ)
  • การโอนเงินทุนให้ครัวเรือนเป้าหมาย  หมู่บ้านใช้บริการกับธนาคาร ธกส. สาขาออมสิน  การโอน เงินจะโอนผ่านบัญชีธนาคารเท่านั้น  เพื่อป้องการความผิดพลาดในการบริหารเงิน
  • การส่งคืนเงินยืม จะใช้เวทีในการกำหนดระยะเวลา เนื่องจากครัวเรือนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีการ ประกอบอาชีพด้านการเกษตร จึงกำหนดระยะเวลาส่งคืนปีต่อปี
  • การติดตาม คณะกรรมการ กข.คจ. จะติดตามให้คำแนะนำในการประกอบอาชีพ สำหรับการ ติดตามในระดับหมู่บ้าน พัฒนากรผู้ประสานงานประจำตำบลและเจ้าหน้าที่ทุกคนจะติดตามให้คำแนะนำการ ดำเนินงาน โดยให้ยึดระเบียบในการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
  • หมู่บ้านมีการบริหารจัดการเงินกองทุนควบคู่กับการบริหารเงินกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ซึ่งมี เงินสัจจะและดอกผล 1,569,400   บาท หมู่บ้านยึดหลักคุณธรรม 5 ประการในการดำเนินงานพัฒนาหมู่บ้าน
  • คณะกรรมการและสมาชิกยึดระเบียบในการบริหารจัดการเงิน มีการประประชุมปรึกษาหารือ รวมทั้งเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ นำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้น
แก่นความรู้ (Core Conpetency)
  • การแก้ไขปัญหาความยากจนของครัวเรือน
  • การบริหารจัดการเงินทุน
  • ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการบริหารและการใช้จ่ายเงินโครงการแก้ไขปัญหาความ ยากจน พ.ศ. 2553
กลยุทธ์ในการทำงาน :
  • ยึดระเบียบในการดำเนินงาน
  • กำหนดขั้นตอนการทางานการคัดเลือกคณะกรรมการและครัวเรือนเป้าหมาย ตามระเบียบกำหนด
  • ติดตามแนะนำสนับสนุนการดำเนินงาน
  • เผยแพร่ประชาสัมพันธ์

หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ “กะหรี่ปั๊บงาดำ” ของ โรงเรียนชุมชนวัดดงยาง หมู่ที่ 3 ต.หนองแหน

ชื่อ สกุล    เบญวลี  อ้นถาวร
ตำแหน่ง       นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
สังกัด          สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพนมสารคาม
ชื่อเรื่อง   หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ กะหรี่ปั๊บงาดำของ โรงเรียนชุมชนวัดดงยาง หมู่ที่ 3 ต.หนองแหน

เนื้อเรื่อง
จากการเข้ามารับผิดชอบพื้นที่ตำบลหนองแหนอำเภอพนมสารคาม  และติดตามงานโครงการ        หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในพื้นที่ พบกลุ่มที่น่าสนใจและเป็นแบบอย่างให้แก่กลุ่มอื่นๆในพื้นที่ได้     ก็คือ กลุ่มกะหรี่ปั๊บงาดำ หนึ่งในของอร่อยของตำบลหนองแหน ซึ่งข้าพเจ้าได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษา      ความเป็นมา ของกลุ่ม กลุ่มกะหรี่ปั๊บงาดำเป็นกลุ่มของนักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดดงยาง หมู่ที่ 3

เริ่มต้นมาจาก
เขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ได้จัดการมหกรรมวิชาการ ปี พ.ศ.2547 และให้แต่ละโรงเรียน ส่งผลิตภัณฑ์ 1 อย่างเข้าประกวดแข่งขันในโครงการ 1 โรงเรียน 1 ผลิตภัณฑ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดงยาง จึงได้มอบหมายให้คุณครูรัตนา เศวตสุพร ไปคิดหาผลิตภัณฑ์  เพื่อส่งเข้าประกวดแข่งขันในนามของโรงเรียนวัดดงยาง ครูรัตนา จึงได้ไปหาอาจารย์ที่  โรงเรียนสารพัดช่าง ที่สอนการทำเบเกอรี่เพื่อลงเรียนการทำกะหรี่ปั๊บ จนมีความชำนาญ ครูรัตนา  จึงได้คิดว่าหากทำกะหรี่ปั๊บธรรมดาก็คงไม่มีอะไรเป็นพิเศษจึงได้ ทดลองทำกระปั๊บใส่งา ครั้งแรกทดลองใส่งาขาวก่อนแต่ไม่มีอะไรโดดเด่นเพราะมองเพื่อทำเสร็จออกมาแล้วมองไม่เห็นงาขาวที่ผสมอยู่  จึงได้ปรับเปลี่ยนใช้งาดำมาผสมแทน และได้ทำการปรับปรุงสูตรจนมีความลงตัว  เป็นกะหรี่ปั๊บงาดำนำไปส่งประกวดแข่งขันในงานมหกรรมวิชาการ และติด 1 ใน 10 ของเขตพื้นที่  การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จากนั้นก็มีการส่งเข้าประกวดในอีกหลายเวที  ได้แก่ ได้รับคัดสรร เป็นสุดยอดผลงานนักเรียนยอดเยี่ยมระดับประเทศ จากงานสุดยอดเด็กไทยก้าวไกลสู่สากล (Best of Both Worlds) เข้าร่วมสาธิตและจำหน่ายสินค้าในงานเก่งสร้างชาติ Our Best for   Thailand  และได้เข้าโครงการ 1 โรงเรียน 1 ผลิตภัณฑ์  และได้มีการต่อยอดโดยการนำมาบรรจุไว้ในวิชาเรียน คือ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยในวันหยุดก็จะมีเด็กนักเรียนที่มีความสนใจประมาณ 10 คน เข้ามาร่วมกันผลิตกะหรี่ปั๊บงาดำ โดยใช้เวลาว่างในวันเสาร์  และอาทิตย์ เพื่อออกจำหน่ายในตลาดนัดของชุมชนทุกวันเสาร์ และนำออกจำหน่ายในงานมะม่วงและของดีอำเภอพนมสารคามทุกปี  ทางสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอพนมสารคามเห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจ จึงได้ชักชวนไปจดทะเบียนเป็นสินค้า 1 ตำบล 1ผลิตภัณฑ์ เมื่อปี พ.ศ. 2553 สร้างงานสร้างรายได้

กะหรี่ปั๊บงาดำของโรงเรียนชุมชนวัดดงยาง   สามารถ สร้างรายได้ให้แก่เยาวชนที่เข้ามาร่วมทำ และนำออกจำหน่าย แต่ยังมีปัญหาที่รายได้ยังไม่แน่นอนเนื่องจากเป็นการออกจำหน่ายตามงาน วิชาการ หรืองานพิเศษต่างๆ ที่หน่วยงานเชิญให้ไปร่วม ส่วนการออกจำหน่ายประจำจะเป็นทุกวันเสาร์  ซึ่งมีตลาดนัดในชุมชนซึ่งก็ทำให้มีรายได้ส่วนหนึ่งซึ่งไม่มากนัก

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
กะหรี่ปั๊บงาดำของโรงเรียนชุมชนวัดดงยาง  มีการเปิดสอนในวิชาเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา และมีการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องรุ่นต่อรุ่น เป็นการส่งเสริมให้เยาวชน   หันมาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และเป็นการหารายได้เสริม อีกทั้งยังมีการส่งประกวดแข่งขันและได้รับรางวัลมาจากหลากหลายเวทีเป็นการการนตีคุณภาพและความสามารถของเด็กนักเรียน ช่วยเสริมสร้างกำลังใจทำให้รู้สึกสนุกและมีความสุขไปกับการทำกิจกรรมซึ่งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ออกมามีคุณภาพและ   รสชาติที่ดี

ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไข
ปัญหาและอุปสรรคที่พบเกิดจากการที่ผู้ปกครองบางส่วนไม่เข้าใจ และไม่อนุญาตให้บุตรหลานของตน  มาเข้าร่วมกิจกรรมในวันหยุด

แนวทางการแก้ไข
พูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ปกครองให้ชัดเจน โดยมุ่งให้เห็นถึงประโยชน์ที่บุตรหลาน และชุมชนได้รับจากกิจกรรม

ข้อเสนอแนะ
ควร มีการสนับสนุนให้เกิดเป็นกลุ่มเยาวชนและทำการส่งเสริมอาชีพโดยมีผลิตภัณฑ์ กะหรี่ปั๊บงาดำเป็นผลิตภัณฑ์หลัก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนชุมชนวัดดงยางมาแล้ว ในระดับประเทศ และยังมีการเปิดสอนในวิชาเรียนทำให้มีการเรียนกันรุ่นต่อรุ่นซึ่งถือเป็นข้อ ได้เปรียบในเรื่องของความต่อเนื่องและการพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ จึงควรสนับสนุนให้เป็นสินค้า 1 ตำบล 1ผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญของชุมชนต่อไป อีกทั้งยังสามารถเป็นแบบอย่างให้แก่กลุ่มต่างๆในพื้นที่ตำบลหนองแหนได้เป็น อย่างดี

การพัฒนาศักยภาพสมาชิกชุมชนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบระดับ พออยู่ พอกิน

ชื่อ - สกุล   รงรอง  พงษ์ชวลิต
เรื่อง    การพัฒนาศักยภาพสมาชิกชุมชนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบระดับ พออยู่ พอกิน
เพื่อเป็นแกนนำในการยกระดับหมู่บ้านสู่ระดับ อยู่ดี กินดี ในพื้นที่ หมู่ 14 บ้านหนองปรือ
ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม  จังหวัดฉะเชิงเทรา

หลักการและเหตุผล
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาค ของไทย  ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันเพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชน
ได้ส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงโดยน้อมนำแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  มาเป็นแนวทางปฏิบัติ  และจัดทำแผนการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2555 โดยมีเป้าหมายการให้บริการคือชุมชนมีความสามารถในการวางแผนบริหารจัดการชุมชนพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก  ให้มั่นคงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  โดยการเสริมสร้างขีดความสามารถของพลังชุมชนในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาของชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจขุมชนฐานรากให้มีความมั่นคง  เพื่อส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นหมู่บ้านที่มีวิธีชีวิต  ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยน้อมนำความคิดตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและผู้นำชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชนไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 ระดับ คือระดับ “พออยู่ พอกิน” “อยู่ดี กินดี” “มั่งมี ศรีสุข  ซึ่งหมู่บ้านแต่ละระดับที่ได้รับการพัฒนาเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบตามเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย ระดับ พออยู่ พอกิน ต้องผ่านเกณฑ์ จำนวน 10-16 ตัวชี้วัด ระดับ อยู่ดี กินดี ต้องผ่านเกณฑ์ จำนวน 17-22 ตัวชี้วัด ระดับ มั่งมี ศรีสุข ต้องผ่านเกณฑ์ จำนวน 23 ตัวชี้วัด

บทวิเคราะห์
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนเกิดการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงอย่างหยั่งลึกในจิตใจ วิถีชีวิต และขยายผลสู่สังคมไทยอย่างเข้มแข็ง คือ ผู้นำองค์กรและชุมชน ซึ่งทุกฝ่าย/ทุกคน จะต้องร่วมใจเป็นหนึ่ง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอำเภอเป็นอำเภอที่ประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม และประชากรของอำเภอพนมสารคามประกอบด้วยหลายเชื้อชาติ เช่น อีสาน ลาวพวน เป็นต้น อาชีพเกษตรกรในปัจจุบันเป็นอาชีพที่มีรายได้น้อย ยากจน ประชาชนขาดความรู้ทางด้านการเกษตรที่ถูกต้องและปลอดภัยจากสารพิษต่าง ๆ ดังนั้น การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนจึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิต

แนวคิดที่นำมาใช้ในการกำหนดกรอบในพัฒนางาน ได้แก่
  • แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ของกระทรวงมหาดไทย
  • ยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน
  • แนวคิดหลักธรรมาภิบาล
  • แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  • เกณฑ์การประเมินหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๒
  • การวัดความ “อยู่เย็น เป็นสุข”หรือวัดความสุขมวลรวมของหมู่บ้าน/ชุมชน (GVH)
ข้อเสนอ
  • พัฒนาศักยภาพสมาชิกชุมชนในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบระดับ พออยู่ พอกิน เพื่อเป็นแกนนำในการยกระดับหมู่บ้านสู่ระดับ อยู่ดี กินดี ในพื้นที่ หมู่ ๑๔ บ้านหนองปรือ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
  • จัดทำเอกสารคู่มือการดำเนินงานให้เจ้าหน้าที่ใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติงาน
  • ถอดบทเรียนการยกระดับหมู่บ้านต้นแบบ พออยู่ พอกิน เป็นระดับ อยู่ดี กินดี
ผลที่คาดว่าจะได้รับ 
  • ผู้นำชุมชนและสมาชิกในชุมชนสามารถเป็นแกนนำในการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบระดับ มั่งมี ศรีสุข
  • มีหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบระดับ อยู่ดี กินดี เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษา ดูงาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง
  • ประชาชนในหมู่บ้านมีรายได้เสริมจากการขายผลิตภัณฑ์ในหมู่บ้าน