วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตรวจสุขภาพการเงินกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน


ชื่อ - สกุล  นางวินิจ    บัวเจริญ   
ตำแหน่ง  พัฒนาการอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
สังกัด  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
เบอร์โทรศัพท์  08-9600-8712

กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นกิจกรรมที่กรมการพัฒนาชุมชนได้สนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้ง  เมื่อปี พ.ศ.2517 โดยเริ่มครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดสตูล จากวันนั้นจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 38 ปี ที่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตดำเนินงานอยู่ในชุมชน ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ดำเนินงานอย่างเข็มแข็ง มีเงินทุนของกลุ่มนับล้านบาท มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสมาขิกหลากหลายกิจกรรม การจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกและชุมชนอย่างทั่วถึง  การพัฒนาคณะกรรมการและสมาชิก ขณะที่บางกลุ่มมีกิจกรรมรับฝากเงินเพียงอย่างเดียว ไม่มีกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ให้สมาชิก บางกลุ่มมีปัญหาด้านความไม่โปร่งใสของกรรมการ สมาชิกไม่ชำระคืนเงินกู้ กรรมการไม่ได้จัดทำบัญชีให้เป็นปัจจุบัน  จึงต้องปรับปรุงแก้ไข และได้รับการเรียนรู้เพื่อพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็งขึ้น

แนวทางของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นกิจกรรมที่มุ่งสร้างการช่วยเหลือซึ่งกันและ สร้างคุณธรรมให้แก่สมาชิก ในด้านความซื่อสัตย์  เสียสละเพื่อส่วนรวม   รับผิดชอบร่วมกัน  เห็นใจกัน และไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยใช้เงินทุนที่ได้จากสมาชิกรวมกลุ่มสะสมทีละเล็กทีละน้อย เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน สร้างการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการ ให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน เป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย  สมาชิกและชุมชนได้รับประโยชน์ทั้งโดยทางตรงคือด้านการเงิน มีกองทุนของชุมชนเป็นการส่งเสริมการพึ่งตนเองของชุมชน  และทางอ้อมคือการสร้างความสามัคคีในชุมชน 

การดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์บริหารงานใช้คณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก  แบ่งเป็นฝ่ายต่างๆ  ได้แก่ ฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายเงินกู้  ฝ่ายตรวจสอบ และฝ่ายส่งเสริม  โดยให้กำหนดวันที่ สถานที่ รับฝากสัจจะจากสมาชิกที่ให้สัจจะกับกลุ่มว่าจะฝากทุกเดือนๆ  ละเท่าๆ กัน เงินที่ได้จากการฝาก เมื่อมีจำนวนเพิ่มขึ้น จะให้สมาชิกที่ขาดเงินทุนได้นำไปลงทุนประกอบอาชีพ  ทำให้มีรายได้และมาส่งคืนเงินกู้กับกลุ่มโดยชำระดอกเบี้ยตามที่กลุ่มกำหนด ซึ่งจะคิดในอัตราที่ต่ำ เป็นการช่วยเหลือสมาชิกไม่ให้เดือดร้อนจากภาระหนี้สิน 

นอกจากนี้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมีกิจกรรมที่เป็นการช่วยเหลือสมาชิก เช่น ธนาคารข้าว  ฌาปนกิจสงเคราะห์  หรือกิจกรรมสร้างรายได้ เช่น ศูนย์สาธิตการตลาด  ปั๊มน้ำมัน  น้ำดื่ม ลานตากข้าว กเป็นการช่วยเหลือสมาชิกไม่ให้เดเมื่อสิ้นปีบัญชีจะมีการสรุปผลการดำเนินงาน และจัดสรรผลกำไรในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เงินปันผล  ค่าตอบแทนกรรมการ  เงินสาธารณประโยชน์  เงินสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ  สร้างการเรียนรู้ให้แก่คณะกรรมการและสมาชิกโดยจัดฝึกอบรมและศีกษาดูงาน 

การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 
แม้ในปัจจุบันจะมีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเป็นจำนวนมาก  บางกลุ่มเข้มแข็ง  บางกลุ่มอ่อนแอและมีปัญหา จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าผู้รับผิดชอบต้องให้คำปรึกษา ส่งเสริม สนับสนุน ติดตามการดำเนินงานกลุ่มให้คงดำเนินอยู่ได้  ยังมีหมู่บ้านอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต อีกทั้งการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเป็นไปตามหลักการพัฒนาชุมชนที่แท้จริง คือมุ่งเน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมทำร่วมตัดสินใจ สร้างโอกาสการเรียนรู้  จึงควรส่งเสริมให้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในหมู่บ้านที่มีความพร้อม

กระบวนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตต้องใช้ระยะเวลา  กำหนดได้เป็น 4  ขั้นตอน ดังนี้  ขั้นตอนแรกคือการเผยแพร่ความคิด   เจ้าหน้าที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจ แนวทางของการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และทำการเผยแพร่แนวทางกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตให้แก่คนในชุมชน  โดยการจัดประชุม  หรือพูดคุยรายกลุ่ม  รายบุคคล แผ่นพับประชาสัมพันธ์  ช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่ในชุมชน  ชี้ให้เห็นประโยชน์ของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
ขั้นตอนที่สอง สำรวจความต้องการ หรือความพร้อมของชุมชนที่ต้องการจะดำเนินการจัดตั้ง 

กรณีชุมชนมีความพร้อมดำเนินการในขั้นตอนที่สาม คือจัดตั้งกลุ่มออทรัพย์เพื่อการผลิต โดยจัดประชุมเฉพาะบุคคลที่มีความสนใจและต้องการจัดตั้งกลุ่ม แม้จะมีจำนวนน้อย เพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการ เรียกว่า คณะกรรมการชุดก่อตั้ง  ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์รับสมัครสมาชิก  และร่างระเบียบข้อบังคับ กำหนดกิจกรรมกลุ่ม  บริหารงานกลุ่ม  ขั้นตอนที่สี่ติดตามการดำเนินงานจัดตั้งกลุ่ม เมื่อกลุ่มจัดตั้งระยะหนึ่งแล้ว ให้ติดตามผลการดำเนินงาน ให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ การจัดทำบัญชีกลุ่ม การประชุมชนของกรรมการ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติม  เพื่อให้กรรมการเกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
เนื่องจากการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับเงินและคน บางกลุ่มดำเนินงานเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตหลายกลุ่มมีปัญหา เช่น คณะกรรมการไม่ปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ ไม่จัดประชุมสมาชิกเพื่อแจ้งผลการดำเนินงาน ไม่จัดทำระเบียบข้อบังคับ ทะเบียนและบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน  ไม่นำเงินฝากบัญชีธนาคาร  ไม่มีทีทำการที่ถาวร ไม่มีกิจกรรมให้บริการสมาชิก  คณะกรรมการไม่โปร่งใส  สมาชิกไม่ชำระคืนเงินกู้ เจ้าหน้าที่ขาดการติดตามอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

การตรวจสุขภาพทางการเงินของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น กรมการพัฒนาชุมชนได้กำหนดแนวทางเพื่อพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยสร้างเกณฑ์การประเมินสุขภาพกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต  เพื่อกำกับดูแลกลุ่มออมทรัพย์
เพื่อการผลิตให้มีความมั่นคงและเข้มแข็ง  แบ่งเป็น 4 ด้าน 19 ตัวชี้วัด

แบบประเมินสุขภาพกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นเครื่องมือที่สามารถวัดการดำเนินงานของกลุ่ม
ออมทรัพย์ฯ ได้ว่ายังด้อยในด้านใด ควรปรับปรุงอย่างไร ระยะเวลาที่ต้องปรับปรุงให้แล้วเสร็จ  ดังนั้นการตรวจสุขภาพการเงินกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการให้ครบทุกกลุ่ม

ขั้นตอนการตรวจสุขภาพกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
1. พัฒนาการอำเภอจัดประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความเข้าใจแนวทางการตรวจสุขภาพกลุ่ม
ออมทรัพย์เพื่อการผลิต
2. ทีมงานพัฒนาชุมชนอำเภอกำหนดแผนปฏิบัติงาน หลักสูตร และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ
3. กำหนดกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเป้าหมาย (ควรดำเนินการครั้งละ 3 - 5 กลุ่มๆ ละ 3 คน เพื่อให้มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม กรณีกลุ่มที่มีความเข้มแข็งมากกว่าสามารถยกเป็นตัวอย่างให้กลุ่มอื่นๆ ได้ศึกษาเป็นแบบอย่างได้ 

4. จัดประชุม กรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต  โดยเนื้อหาวิชาเป็นการทบทวนแนวทางการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กิจกรรมของกลุ่ม ประโยชน์ที่ได้รับจากผลการดำเนินงานกลุ่ม
5. ทบทวนการจัดทำทะเบียน เอกสาร และบัญชีต่างๆ
6. ชี้แจงวัตถุประสงค์และความสำคัญของการตรวจสุขภาพกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต

7. แบ่งกลุ่มเพื่อดำเนินการตรวจสุขภาพกองทุนโดยให้พัฒนากรผู้รับผิดชอบประจำตำบลเป็นวิทยากรประเมินสุขภาพกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
8. จัดทำแผนพัฒนาในข้อทีไม่ผ่านการประเมิน ควรมีการจัดทำแผนศึกษาดูงานกลุ่มออมทรัพย์ที่มีความเข้มแข็ง เพื่อสร้างการเรียนรู้
9. พัฒนากรติดตาม ส่งเสริม สนับสนุน ให้คำปรึกษา การพัฒนากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตอย่างต่อเนื่อง
10.ทำการประเมินสุขภาพอีกครั้งเมื่อครบกำหนดระยะเวลา  กรณีไม่ผ่านให้พูดคุยหรือวิเคราะห์สาเหตุที่ไม่ผ่าน และให้จัดทำแผนพัฒนาเพิ่มเติม

การตรวจสุขภาพทางการเงินแก่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จึงเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาและพัฒนากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตทุกกลุ่ม ทุกระดับ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทราบสภาวะของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต  สามารถวางแผนพัฒนาให้กลุ่มมีความก้าวหน้าและเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

ขุมความรู้
1. การจัดตั้งและพัฒนากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตต้องใช้ระยะเวลา และความร่วมมือของคนในชุมชน
2. ความเข้มแข็งของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบด้านต่างๆ เช่น คณะกรรมการ สมาชิก  ระเบียบข้อบังคับ  กิจกรรมของกลุ่ม ทะเบียน บัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
3. การตรวจสุขภาพทางการเงิน เป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต

แก่นความรู้
1. กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นกิจกรรมที่สร้างการเรียนรู้ โดยใช้เงินทุนของสมาชิกเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ชุมชน
2. ผลจากการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตที่เข้มแข็ง สามารถสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง และพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
3. การตรวจสุขภาพทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ เกิดจากความร่วมมือ เข้าใจ และเห็นความสำคัญของการพัฒนาและแก้ไขปัญหา  โดยดำเนินการเป็นขั้นตอน

เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน


ชื่อ – สกุล  นางสาวอำพร  ไม้แก้ว
ตำแหน่ง  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สังกัด  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ 085-9201905
การแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการจัดทำแผนที่ชีวิต
ปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ที่นับวันจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้น  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความยั่งยืนของการพัฒนาประเทศ 

กระทรวงมหาดไทย    ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาครัวเรือนยากจนที่ตรงจุด ตรงประเด็น  เนื่องจากการแก้ไขปัญหาความยากจน  หรือครัวเรือนยากจน  เป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนและมีความยากในการดำเนินการ  ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการแก้ไขปัญหา  ในการปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงวิถีชีวิต หรือวิธีคิด  ที่สำคัญการแก้ไขปัญหาความยากจนหรือครัวเรือนยากจนต้องแก้ไขกันเป็นรายครัวเรือน  ดังนั้น  การดำเนินงานต้องทุ่มเททรัพยากร  และความเสียสละของผู้มีส่วนร่วม  โดยอาศัยความตั้งใจของครัวเรือนยากจน    ความเอื้ออารีของชุมชนที่ครัวเรือนยากจนอยู่อาศัย และการบูรณาการของส่วนราชการ

อำเภอบางน้ำเปรี้ยว มีครัวเรือนยากจนที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ (23,000 บาท / คน / ปี)จากข้อมูลการจัดเก็บ จปฐ.  ประจำปี  2554   จำนวน  5  ครัวเรือน   ซึ่งในการดำเนินงานแก้ไขปัญหา  ความยากจนแบบบูรณาการของอำเภอบางน้ำเปรี้ยว  ได้ดำเนินการ  4  ขั้นตอน  ดังนี้
          ขั้นตอนที่  1  ชี้เป้าชีวิต
          ขั้นตอนที่  2  จัดทำเข็มทิศชีวิต (แผนที่ชีวิต)
          ขั้นตอนที่  3  บริหารจัดการชีวิต
          ขั้นตอนที่  4  ดูแลชีวิต

ซึ่งครัวเรือนยากจนเป้าหมาย  5  ครัวเรือน  ได้เข้าร่วมกิจกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการของอำเภอบางน้ำเปรี้ยวเป็นอย่างดี  และในเบื้องต้นครัวเรือนจำนวนดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในบางส่วนแล้ว  และครัวเรือน 1 ครัวเรือนมีรายได้ผ่านเกณฑ์ จปฐ. แล้ว เนื่องจากได้ประกอบอาชีพเสริมจึงทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ในการช่วยเหลือดังกล่าว  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ  หรือเงินช่วยเหลือ  เป็นการแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง  แต่สิ่งที่สำคัญ  คือ การทำความเข้าใจกับครัวเรือนยากจน ในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง  โดยการวางแผนหรือทำกิจกรรมในการบริหารจัดการชีวิตของตนเอง   เช่น   แผนการลดรายจ่ายของครัวเรือน        โดยการลด  ละ  เลิก  อบายมุข  ประหยัด  ลดการบริโภคที่เกินความจำเป็น  การจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อเตือนตนเองในการใช้จ่ายเงิน  , แผนการเพิ่มรายได้ของครัวเรือน  โดยการเข้ารับการฝึกอาชีพหากมีการสอนอาชีพเสริมของหมู่บ้านหรือในระดับตำบล  สมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มต่าง ๆ ในหมู่บ้าน  เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง  , กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต , กลุ่มฌาปนกิจ เป็นต้น  และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นประจำ  เพราะการแก้ไขปัญหาความยากจนที่แท้จริง  และยั่งยืน  อยู่ที่ตัวของครัวเรือนยากจนเอง 

หากยอมเปลี่ยนความคิดในการคิดที่จะพึ่งพาบุคคลอื่นหรือหน่วยงานอื่น  มาเป็นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของตนเอง  ขยัน  อดทน  และใช้ชีวิตแบบพอเพียง  ชีวิตของตนเองและครอบครัวก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  ดังคำกล่าวที่ว่า “เปลี่ยนความคิด  ชีวิตเปลี่ยน”  ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลากว่าจะเกิดผล แต่หากมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามแผนการบริหารจัดการชีวิตของตนเองแล้ว  วันหนึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างแท้จริง
         
ขุนความรู้
1.เชื่อและศรัทธาในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ทำให้ชีวิตดี  มีความสุข 
2.การแก้ไขปัญหาความยากจนที่แท้จริง และยั่งยืน อยู่ที่ตนเอง
3.ครัวเรือนยากจนที่สามารถพัฒนาได้  ต้องสร้างความเข้าใจในการกำหนดแผนและกิจกรรมในการบริหารจัดการชีวิตตนเอง  ให้เห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ของการปฏิบัติตามแผน และที่สำคัญต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
แก่นความรู้
1.ความยากจนเกิดจากการบริหารจัดการชีวิตที่ไม่เหมาะสม สามารถแก้ไขด้วยการบริหารจัดการชีวิต
2.ปัญหาความยากจนต้องแก้ไขเป็นรายครัวเรือน
3.ปัญหาความยากจนต้องแก้ไขเป็นกระบวนการและใช้เวลาในการดำเนินงาน

การขับเคลื่อนชุมชนสู่วิถีพอเพียงให้เกิดประสิทธิภาพ


ชื่อ...นางอมรา วงศ์ศรีรัตน์
ตำแหน่ง...นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ
สังกัด...สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อสะดวก...089-7542866
เหตุการณ์นี้บันทึกเป็นความรู้จากการปฏิบัติงาน
เมื่อดำรงตำแหน่งพัฒนากร(นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ) อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

เนื้อเรื่อง
ความรู้ในการปฏิบัติงานต่อไปนี้ เกิดจากประสบการณ์ของข้าพเจ้า ที่ได้ปฏิบัติงานพัฒนาชุมชน ด้านการส่งเสริมชุมชนสู่วิถีชีวิตภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เพื่อค้นหากลยุทธ์การขับเคลื่อนไปสู่ความมีวิถีชุมชนแบบพอเพียง ที่มีความเหมาะสม   โดยวิถีชีวิตชุมชนพอเพียง ในที่นี่  หมายถึงชุมชนที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำรงชีวิต  แล้วประสบความสำเร็จ  จนน่าจะสามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชน หรือหมู่บ้านอื่นในเขตที่รับผิดชอบต่อไปได้ 

บันทึกขุมความรู้
การขับเคลื่อนอยู่บนรากฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชน มีขั้นตอนการดำเนินการ  ดังนี้  
ขั้นเตรียมการ 
1) จัดทำฐานข้อมูล  วิเคราะห์ข้อมูลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมและเทคนิค  SWOT    
2) สร้างทีมส่งเสริมกระบวนการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการบูรณาการจากภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ/เอกชน  และภาคประชาสังคม โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม  แนวคิดการประสานงาน  การประชุมกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนฯ  การสร้างความรู้ความเข้าใจในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  คณะทำงานส่งเสริมฯ มีความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
 3)  สร้างวาระชุมชน  กระตุ้นปลุกเร้าผู้ที่เกี่ยวข้อง  เพื่อเกิดความตระหนัก  โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม  การประสานงาน ทำให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดจิตสำนึกให้ความสำคัญตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง     

ขั้นปฏิบัติงาน  
1)  สร้างกลไกระดับหมู่บ้าน  คือ  ชุดปฏิบัติการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับหมู่บ้าน  ผู้นำ/กลุ่ม องค์กรและประชาชน ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชุดปฏิบัติการ  โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม   ทำให้เกิดชุดปฏิบัติการ  1  ชุด  ที่มีความรอบรู้ความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 
2)  จัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน  โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม  เทคนิค SWOT  AIC  แล้วใช้กระบวนการเรียนรู้  4  ฐาน  สู่เศรษฐกิจพอเพียง(ตามแนวทางกระทรวงมหาดไทย)  ผลชาวบ้านเรียนรู้ตนเอง , เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง , รู้แหล่งทุนและรู้กระบวนการพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
3)  จัดทำแผนชีวิตชุมชน  ใช้หลักการมีส่วนร่วม แนวคิดการประสานงาน  เทคนิค  SWOT ทำให้หมู่บ้านมีแผนชุมชนที่มีจุดเน้นสู่วิถีพอเพียง และได้ดำเนินการตามแผนฯ
4)  จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง/ค้นหาภูมิปัญญา/ปราชญ์ชาวบ้าน  โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม  แนวคิดการประสานงาน  เกิดแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชน 

ขั้นติดตามประเมินผล
1)  ประเมินผลโดยเวทีประชาคม  สรุปบทเรียน  ทางเลือกทางรอด  ประเมินผล
2)  ประเมินตามแบบกระทรวงมหาดไทย 23  ตัวชี้วัด และ ตัวชี้วัด 6X2 ของกรมการพัฒนาชุมชน
3)  ติดตามโดยคณะทำงาน  สำรวจ/สังเกตุ  โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม  แนวคิดการประสานงาน

ขั้นประชาสัมพันธ์
1)  จัดทำเอกสารสรุปผลการดำเนินงาน โดยประชาสัมพันธ์เสียงตามสายในหมู่บ้าน/แผ่นพับ/วีดีทัศน์/วิทยุชุมชน
 2)  นำผลการดำเนินงานเข้าวาระประชุม องค์การบริหารส่วนตำบล/ประชุมประจำเดือนกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน

แก่นความรู้ : สู่กลยุทธ์การขับเคลื่อนให้เกิดผลเชิงรูปธรรม
การนำตัวชี้วัด 6 X 2 เป็นแกนหลักและร่วมสร้างกลยุทธ์อย่างง่ายที่ประชาชนทุกคน ทุกเพศ วัย สามารถปฏิบัติได้จริง และเกิดผลในการดำเนินชีวิตแบบวิถีพอเพียง ดังนี้
1.  กลยุทธ์ด้านการลดรายจ่าย ได้แก่ การวางแผนร่วมกันระหว่างสมาชิกในหมู่บ้านและภาคีการพัฒนาเกิดการมีส่วนร่วม สร้างแรงจูงใจ โดยให้หมู่บ้านจัดระบบการบริหารจัดการเอง เช่น จัดประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง /จัดสวัสดิการชุมชนจัดซื้อเมล็ดพันธ์ผัก  อาทิเช่นการซื้อเมล็ดพันธ์ผักแจกให้ครัวเรือน/ประชาชนในหมู่บ้านที่ตั้งใจที่ให้ความร่วมมือหากใครสมัครใจเป็นกรรมการในหมู่บ้าน/เข้ากลุ่ม ก็จะได้เมล็ดพันธ์ผักไปปลูกบริโภคโดยไม่ต้องซื้อ หรือ ปลูกผักไว้ที่แปลงสาธิตหลากหลายชนิด แลกเปลี่ยนแบ่งปัน ก็จะเกิดการเกื้อกูลกัน

2.  กลยุทธ์ด้านการเพิ่มรายได้ ได้แก่ สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มอาชีพเสริมตามความสนใจ โดยรับสมัครผู้สนใจและฝึกอบรมวิชาชีพตามความต้องการ โดยอาศัยการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ สอดคล้องกับ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก ด้านโอกาส ที่มีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่หลายหน่วยงาน เช่น พัฒนาชุมชน/ กศน./ เกษตร/ อบต./สาธารณสุข ที่พร้อมจะเอื้ออำนวยในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการฝึกอบรมวิชาชีพ เช่น ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน หรือ วิทยาลัยชุมชน เป็นต้น

3.  กลยุทธ์ด้านการประหยัดได้แก่ จัดทำโครงการออมด้วยใจภักดิ์ เรารักในหลวง “เก็บออมวันละ 1 บาท” ครบ1 ปีก็จะมีเงินฝาก365 บาท โดยเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคตะวันออกและนโยบายของผู้อำนวยการเขต2 จังหวัดชลบุรี ที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา โดยให้ประชาชนทุก คน  ออมเงินใส่กระบอกที่ให้ครัวเรือนเมื่อครบกำหนดจะนำเงินทูลเกล้าถวายในหลวง  กระตุ้นให้ทุกคนมีเป้าหมายในการออม ออมเพื่ออะไร ออมนานเท่าใด แล้วจึงผ่าออกเพื่อมาดำเนินกิจกรรมนั้นๆ เช่น หวังไว้ว่าจะออมเพื่อจ่ายค่าเทอมลูก  เป็นต้น เพื่อให้ครัวเรือนเกิดความมุมานะ และภาคภูมิใจ     

4.  กลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ ได้แก่ ฝึกอบรมเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ของประชาชน ซึ่งกลยุทธ์นี้สอดคล้องกับหลักการของกรมการพัฒนาชุมชน ที่ได้ให้แนวทางในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน ซึ่งประกอบด้วย ฐานการเรียนรู้ คือ เรียนรู้ตนเอง เรียนรู้ภูมิปัญญา เรียนรู้แหล่งทุน และเรียนรู้ชุมชน  มีคณะกรรมการ   มีข้อมูล มีสถานที่ มีกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบและเป้าหมาย  ทำให้มีแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิปัญญา และบันทึกภูมิปัญญาไว้ให้ลูกหลานสืบทอดต่อไป

5.  กลยุทธ์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ได้แก่ การจัดทำโครงการ 1 คน 1 ต้น 1 ปี เพื่อให้ประชาชนรู้คุณค่า รู้สึกรัก หวงแหนต้นไม้และ โครงการประกวด  หน้าบ้านน่ามอง   เพื่อกระตุ้นให้คนในบ้านเกิดความรู้สึกอยากดูแลรักษาความสะอาดของบ้านเรือนตนเอง นอกจากบ้านเรือนตนจะสะอาดน่าอยู่ปลูกต้นไม้น่ามอง แล้ว ยังได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจอีกด้วย

6.  กลยุทธ์ด้านการเอื้ออารีได้แก่ การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยใช้เงินดอกเบี้ยของกองทุนหมู่บ้าน มาเป็นทุนเบื้องต้นในการจัดสวัสดิการชุมชนรวมทั้ง ประชาคมจัดตั้งกฎระเบียบหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านถือปฏิบัติ ร่วมกันอย่างสันติสุข สมานฉันท์ และ รู้ รัก สามัคคี 

การใช้เครื่องมือในการดำเนินงาน


ชื่อ  นางวาสนา  กุลละวณิชย์
ตำแหน่ง  นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ
สังกัด...สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อสะดวก...085 - 9102930
เหตุการณ์นี้บันทึกเป็นความรู้จากการปฏิบัติงาน
เมื่อดำรงตำแหน่งพัฒนากร อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

ในปัจจุบันได้เกิดกองทุนชุมชนขึ้นเป็นจำนวนมากภายในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ กลุ่มต่างๆเหล่านี้ได้เกิดขึ้นมาหลายปี ทำให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้นทั้งในด้านปริมาณของเงินทุน และปริมาณของสมาชิก ความเสี่ยงต่างๆก็สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายๆกรณี เช่น  การทำงานอย่างหละหลวม ความขัดแย้งที่เกิดจากคณะกรรมการ สมาชิก เอกสารกองทุน  การผิดสัญญา เป็นต้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่อาจจะนำไปสู่การฟ้องร้องกันขึ้นได้

จากการดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชนในช่วงเกือบสองปี พบว่ากองทุนที่มีการบริหารจัดการเรื่องเอกสารหลักฐาน ครบถ้วน จะไม่ค่อยมีปัญหา เนื่องเป็นการทำงานที่สามารถตรวจสอบได้ โปร่งใส สมาชิกเกิดความไว้วางใจในการดำเนินงาน แต่ในกองทุนที่คณะกรรมการกองทุนทำเอกสารไม่ครบถ้วน ทำงานไม่ตามตำแหน่งหน้าที่ของตนเองที่ได้รับแต่งตั้ง มักจะพบปัญหาในการดำเนินงานอยู่เสมอ ในการติดตามสนับสนุนการดำเนินงานการเงินกองทุนชุมชน คือ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) โดยใช้เครื่องมือ “ปรอทวัดสุขภาพทางการเงิน” ที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดสุขภาพทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน เพราะมีเกณฑ์ในการประเมินสุขภาพในด้านต่างๆ ทำให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานและเป็นไปตามกรอบที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนดขึ้น

โดยให้มีการตั้งทีมตรวจสุขภาพ ศึกษาข้อมูลสถานการณ์กองทุนชุมชนเบื้องต้น ประเมินสุขภาพกองทุนชุมชนโดยการพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมาย และร่วมกันวิเคราะห์ผลการประเมินสุขภาพกองทุนการเงินชุมชน เมื่อพบสาเหตุสุขภาพกองทุนชุมชนที่เป็นปัญหา ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ก็นำสาเหตุมากำหนดแนวทางการพัฒนาเพื่อให้ผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยแบ่งช่วงระยะการติดตามประเมินผลตามแผนการพัฒนาของกองทุนออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 หลังจากตรวจสุขภาพ 6 เดือน และระยะที่ 2 หลังจากติดตามประเมินผลระยะที่ 1 อีก 6 เดือน

จะเห็นได้ว่าการตรวจสุขภาพทางการเงินกองทุนชุมชน มีผลดีสำหรับกองทุนที่ได้รับการตรวจสุภาพ ซึ่งจะได้นำเอาประเด็นปัญหาที่ตรวจพบ และคำแนะนำของทีมตรวจสุขภาพฯ ไปเป็นแนวทางในการวางแผนการพัฒนากองทุนต่อไป

ขุมความรู้
1. ปรอทวัดสุขภาพทางการเงิน เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ใช้ในการตรวจสอบกองทุน
2. การบริหารจัดการที่ดี ทำให้มีผลการตรวจสุขภาพการเงินในระดับที่ดี

แก่นความรู้
1. ต้องทราบปัญหาและสาเหตุจึงจะแก้ไขปัญหาและวางแผนพัฒนาได
2. ระดับการประเมินสุขภาพจะช่วยให้กองทุนทราบสถานการณ์ภาพรวมกองทุนและเป็นตัวกระตุ้นให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆเพื่อให้มีระดับการประเมินที่ดีขึ้น

ร้านค้าชุมชนโดยการรวมกลุ่มของสตรี


ชื่อ-นามสกุล   นายนภดล     มโนอิ่ม    
ตำแหน่ง   เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชำนาญงาน
สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบางน้ำเปรี้ยว
เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก     038-581441
เป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ  การหาแนวทางให้เกิดกิจกรรมร้านค้าของชุมชนโดยกลุ่มสตรี
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ   ประมาณ ปี  พ.ศ. 2551
สถานที่เกิดเหตุการณ์ ร้านค้าชุมชนตำบลโพรงอากาศ

เนื้อเรื่อง
ร้านค้าชุมชนของตำบลโพรงอากาศได้รับงบประมาณจากหลายภาคส่วนในการก่อสร้างดังนั้นจึงใช้เวลามากกว่าจะได้ดำเนินกิจกรรมร้านค้าจริงๆการทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาสตรีกว่าจะได้ผู้นำสตรีที่มีใจในการทำงานมาร่วมกิจกรรมและได้รับความร่วมมือจากหลายๆส่วนนั้น ไม่ใช่จะทำได้ภายในวัน สองวัน แต่ต้องใช้แรงกายแรงใจในการทำงานอย่างมากเพราะการทำงานกับคนหมู่มากและมีเงินในการทำงานจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนแต่การเข้าถึง จึงสามารถดำเนินการให้เกิดการตั้งร้านค้าชุมชนโดยกลุ่มสตรีเป็นผู้ดำเนินการจนได้

บันทึกขุมความรู้
การสร้างระเบียบของกลุ่มแรกก่อตั้งต้องชัดเจน แน่นอน เป็นกลางและเป็นธรรม ผลประโยชน์ส่วนตัวมาทีหลัง กลุ่มจึงเป็นไปตามที่กำหนด

แก่นความรู้
การทำงานแบบเข้าใจ เข้าถึงจนเกิดความไว้วางใจเชื่อฟังและมีความรักให้ กันและกันฉันท์พี่น้องจะเกิดการทำงานที่ดี มีประสิทธิภาพ  เป็นรูปธรรม ดีกว่าการทำงานแบบออกคำสั่ง                  

กลยุทธ์ในการทำงาน
การได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มสตรี ให้ความไว้วางใจ การวางแผนและการร่วมแก้ปัญหา การเป็นคนกลางที่เชื่อมเพื่อลดการขัดแย้งทำให้เกิดการคิดของชาวบ้านโดยกลุ่มสตรีเองแม้จะใช้เวลาในการก่อตั้งร้านค้าชุมชนนานก็ตาม                                      

กฎระเบียบ  แนวคิด ที่เกี่ยวข้อง
การทำงานกับคน ต้องศึกษาคน ใช้เวลาให้เวลาในการศึกษาคนตลอดจนสร้างความเป็นกันเองก่อนจนเกิดความไว้วางใจจึงจะเกิดงาน